สวนทูนอิน 'รงค์ วงษ์สวรรค์

แสงสุดท้ายที่สวนทูนอิน ธวัชชัย พัฒนาภรณ์


ถือว่าสร้างความเศร้าโศกเสียใจ ให้กับมิตรรักนักอ่านไม่น้อย สำหรับข่าวคราวการจากไปของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนผู้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 ในการรังสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าเอาไว้อย่างมากมาย เช่นกันเดียวกับ เต้-ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ ช่างภาพที่ได้บันทึกภาพชีวิต 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในช่วงปีท้ายของชีวิต ก็อดรู้สึกใจหายกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของอาปุ๊ หรือ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่ได้

 เต้ เป็นอดีตหนุ่มสถาปัตย์ ที่หันเหตัวเองมาสะพานกล้อง เมื่อค้นพบว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่เขาสนใจคือ การถ่ายภาพ ไม่ใช่งานออกแบบ เขียนแบบอย่างที่ร่ำเรียนมา ดังนั้นเมื่อค้นพบสิ่งที่ฝัน เขาก็ไม่รีรอที่จะวิ่งตามความฝัน

 จากความพยายามและทุ่มเทให้กับสิ่งที่ตัวเองรัก ในที่สุดเขาก็ได้ทำงานสารคดีชิ้นแรกในชีวิต ใช้ชื่อว่า “ที่เกิดเหตุ” ซึ่งเป็นการบันทึกเรื่องราวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ด้วยการชักชวนจากเพื่อนรุ่นพี่อย่าง วรพจน์ พันธุ์พงศ์

 “ออกจากงานประจำแล้วมารู้จักคุณวรพจน์ ซึ่งเป็นนักเขียน นักสัมภาษณ์ ผมอ่านงานเขียนเขาตั้งแต่ทำงานที่ open แล้วผมก็ไปเจอคุณวรพจน์ที่ออฟฟิศของทีวีบูรพา โดยที่ผมไม่รู้ว่าเขาคือ คุณวรพจน์ คงจะถูกชะตาถูกคอกัน ก็เลยติดต่อกันตลอดจนเขาออกไปแล้ว ผมยังทำงานอยู่ก็ยังโทรคุยกัน พอผมออกก็เลยคุยกันว่าไปใต้ไหม ก็ไป คือพี่หนึ่งเขาติดต่อกับศูนย์ข่าวอิศรา ในศูนย์ข่าวที่อยู่ที่ปัตตานีครับ เราก็เลยได้ไปใช้ชีวิตที่นั่น ตอนนั้นเราไม่มีเงิน ไม่มีงบ ไม่มีสปอนเซอร์ ผมก็มีแค่กล้องกับฟิลม์ ที่นอนก็ใช้นอนที่ศูนย์ข่าว แต่มันเป็นหนึ่งปีที่มีความสุขมากที่อยู่ปัตตานี ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไปอีก”

 หลังจากงานสารคดีชิ้นแรกเสร็จสิ้นลง เต้ก็ยังคงไม่หยุดที่จะมองหาสิ่งที่ตัวเองอยากที่จะทำต่อไป จนกระทั่งเขาได้มาทำงานชิ้นที่สำคัญที่สุดในชีวิต ด้วยการไปเยือนรังพญาอินทรีย์ที่สวนทูนอิน

 “งานของคุณ 'รงค์ เริ่มจากเราสองคนคือ พี่หนึ่งกับผม ชอบงานของคุณกนกพงษ์ที่เสียชีวิตไป 2-3 ปี เราก็เลยรู้สึกว่า เราสนใจคนๆ นี้ เขาเป็นนักเขียนที่ดี แต่แล้วเราก็ช้าไป เราอยากทำอะไรให้คนที่เรารัก อยากทำอะไรให้คนที่เราชื่นชม เราควรที่จะรีบทำในตอนนี้ แล้วนักเขียนในเมืองไทยที่ดีที่สุดในยุคนี้ก็คือ คุณ 'รงค์ เราจึงไปขอทำงานนี้กับคุณรงค์ ซึ่งคุณ 'รงค์ ค่อนข้างที่จะเมตตาเอ็นดูนักเขียนรุ่นน้อง คุณ 'รงค์ ไม่รู้จักผมแต่ว่าคุณ 'รงค์ รู้จักคุณวรพจน์ แล้วก็ได้เห็นงานหนังสือ ‘ที่เกิดเหตุ’ คุณรงค์ ก็พูดว่าเขียนดีนะ”

 ด้วยความที่ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ สุขภาพไม่ค่อยดี จึงทำให้ระยะหลังสวนทูนอินไม่ค่อยเปิดประตูรับแขกมากนัก แต่ด้วยความเมตตาที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ และครอบครัวมีให้ จึงทำให้ประตูที่สวนทูนอินเปิดรับการเดินทางไปของเต้ และเพื่อนทุกครั้ง

 “ผมไปตั้งแต่ปี 2550 - 2551 ทั้งหมด 3 ครั้ง ทุกครั้งคือไปวันจันทร์ ไปพบคุณ 'รงค์ที่คลินิกฟอกไต จากนั้นก็ขึ้นไปที่สวนทูนอินด้วยกันในตอนบ่าย แล้วอังคาร พุธ พฤหัส คุณ 'รงค์ ก็จะให้เวลาผมสองคนทำงานเต็มที่ คือพี่หนึ่งก็คุยตั้งแต่ 10 โมง ยันบ่าย 2 จากนั้นคุณ 'รงค์ ก็จะนอนพักกลางวัน หรือไม่ก็คุยกันถึง 5ทุ่ม เที่ยงคืน ประมาณ10 วันกว่าๆ ที่ได้พบคุณ 'รงค์ ได้ทำงานร่วมกัน”

 เต้เล่าว่า ในการทำงานครั้งแรกนั้นจะลำบากหน่อย เพราะอาการเกร็งที่เกิดจากตัวเขาเองและตัว 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ทำให้ครั้งแรกที่ขึ้นไปที่สวนทูนอินนั้นไม่ค่อยได้ภาพ แต่ความเป็นคนรักการถ่ายภาพเหมือนกัน ใช้กล้องรุ่นเดียวกัน ช่วยทำให้ความเป็นคนแปลกหน้าระหว่างคนทั้งสองลดน้อยลง จนมาครั้งที่สองของการขึ้นไปสวนทูนอินถึงเริ่มได้ภาพ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มากขึ้น

 “คุณ 'รงค์ จะใส่สายออกซิเจนหรือสายช่วยหายใจ เวลาเราถ่ายรูปคุณ'รงค์จะขอเราเอาออก เพราะไม่อยากให้ภาพเหล่านี้ออกไป ซึ่งผมก็เข้าใจว่าคุณ 'รงค์ คงอยากให้คนอื่นเห็นภาพของนักเขียนในภาพที่ทุกคนเคยเห็น”

 “ส่วนเรื่องสุขภาพคุณ ’รงค์เท่าที่ผมเห็นจากภายนอก คือที่บ้านพักสวนทูนอินจะมีรูปคุณ ’รงค์ตอนที่อายุ 72 ซึ่งกำลังป่วยเป็นโรคไตใหม่ๆ ซึ่งตอนนั้นผอมมาก แต่ช่วงที่เราไปเจอ คุณ ’รงค์ค่อนข้างที่จะสุขภาพดีมาก นอกจากที่ต้องไปฟอกไตวันเว้นวัน คุณ ’รงค์ดูแข็งแรงแล้วก็มีพลังมากกว่าคนอายุ 20 กว่าๆ อย่างผม หรือว่า 30 กว่าๆ อย่างพี่หนึ่งซะอีก แต่ว่าเราก็ไม่เคยทันความตายสักที”

 เกิด แก่ เจ็บ ตาย สัจธรรมที่ใครก็หนีไม่พ้น วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2552 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ปี 2538 เสียชีวิตลงอย่างสงบ

 “ตอนคุณรงค์เสียงานยังไม่เสร็จครับ แต่ว่าปรินท์ได้ประมาณครึ่งหนึ่งแล้ว ผมโทรไปหาป้าติ๋มภรรยาคุณ'รงค์ ว่า เนี่ยครับผมจะจัดงานแสดงภาพให้คุณ'รงค์ ก็อยากจะรบกวนคุณ'รงค์ตั้งชื่องานให้หน่อย น่าจะประมาณวันที่ 10 ต้นๆ ครับ คุณรงค์เสียวันที่ 15 ก็น่าจะเป็น วันพุธ เพราะคุณ'รงค์เข้าโรงพยาบาลวันศุกร์ ก็คือนัดกันไว้แล้ว เดี๋ยวช่วงปลายเดือนมีนาคม ปรินท์ทั้งหมดเสร็จ แล้วจะเอาขึ้นไปให้คุณ'รงค์ ตรวจความงามความเรียบร้อย พร้อมให้เซ็นชื่อเพื่อนำมาจัดแสดง หลังจากนั้นก็ได้ทราบข่าวว่าคุณรงค์เสียตอนผมอยู่บนรถไฟ เพราะผมกำลังจะไปเชียงใหม่”

 “เสียใจมาก แต่ว่าเราก็โทษใครไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็โทษตัวเองว่าเอารูปไปให้ คุณ'รงค์ ดูช้าเกินไป เป็นความผิดของเราเอง เพราะว่าจริงๆ งานเราควรจะเสร็จตั้งแต่กุมภาพันธ์ เพราะว่าสัมภาษณ์คุณ 'รงค์ ครั้งสุดท้ายตั้งแต่เดือนธันวาคม แต่ว่าด้วยโน้นด้วยนี้ก็เลยช้าหน่อย”

 “ถือว่ามันเป็นช่วงเวลาช่วงหนึ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต ที่เราไปเจอคุณ'รงค์ ยิ่งเรามานั่งนึกทำให้รู้สึกว่าหลายอย่างที่เขาทำนั้นมันเกินบุคคลธรรมดา ชีวิตที่ผ่านมา ความจำ ความรู้ ความเป็นปราชญ์ ความรู้ลึกรู้หลายเรื่อง และจนถึงอุปนิสัยใจคอ ความเมตตา รสนิยม ทุกอย่างที่ผมเห็นตอนอายุ 75, 76, 77ของคุณ'รงค์ คุณ'รงค์ไม่ใช่คนธรรมดา หลังจากนี้ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีคนแบบนี้รึเปล่า ในช่วงชีวิตวัยหนุ่มที่ผมได้ไปเจอกับคุณ'รงค์ ถือว่ามีค่ามาก”

 ช่างภาพหนุ่ม บอกว่าเมื่อ'รงค์ วงษ์สวรรค์จากไป งานทั้งหมดคงมอบให้กับครอบครัว'รงค์ วงษ์สวรรค์ แต่เขาก็อยากจะนำไปจัดแสดงในหลายๆ ที่ ทั้งเชียงใหม่ ภูเก็ต เพราะว่าเขามีคนที่รู้จักอยู่ ซึ่งตอนนี้ภาพดังกล่าวก็ได้จัดแสดงไว้ที่ PS แกลเลอรี ย่านแพร่งภูธร จนถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2552



Click to enlarge

Click to enlarge

Click to enlarge