สวนทูนอิน 'รงค์ วงษ์สวรรค์

บ้า

 ผมเดินเข้าไปในอาคารศรัทธาอนุสรณ์ของโรงพยาบาลประจำจังหวัด ผ่านด้านหน้าอันเต็มไปด้วยผู้คนที่เข้าแถวคอยทำบัตรประจำตัวคนไข้ ภาพของเด็กทารก คนชรา คนเจ็บป่วยซึ่งนอนทุรนทุรายอยู่บนเตียง ทำให้ตระหนักถึงสภาวะเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่มนุษย์เราไม่สามารถหลีกหนีได้พ้น ผมฝ่าฝูงชนตรงไปยังอาคารขุนประพันธ์บำรุง ระหว่างทางได้ผ่านห้องฉุกเฉิน เห็นกลุ่มคนในชุดขาวกำลังเข็นเตียงวิ่งมาทางที่ผมยืนอยู่ บนนั้นเป็นร่างชายคนหนึ่งอายุประมาณยี่สิบปี เสื้อผ้าชุ่มโชกไปด้วยเลือด เสียงโอดครวญที่ได้ยินบ่งบอกว่าเจ้าของเสียงรู้สึกเจ็บปวดมากเพียงไร

 จุดหมายปลายทางเป็นอาคารที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ไม่ได้เป็นทางผ่านไปยังอาคารอื่น ๆ ผู้คนจึงไม่ค่อยพลุกพล่านนัก ผมเดินผ่านแผนกไตเทียมซึ่งอยู่ด้านล่างขึ้นไปชั้นสอง เมื่อขึ้นไปถึงมีป้ายสีน้ำเงินตัวอักษรสีขาวติดไว้บนผนังว่า “แผนกจิตเวช”
 ใกล้ ๆ บันไดมีเครื่องชั่งน้ำหนักวางอยู่ ถัดไปเป็นห้องพยาบาลซึ่งทำด้วยกระจก ผมยิ้มให้นางพยาบาลสองคนที่นั่งอยู่ข้างใน คนหนึ่งชื่อน้อย อายุประมาณสี่สิบห้าปี สวมแว่นตาหนา อีกคนชื่ออ้อย เป็นหญิงสาวสวยอายุประมาณสามสิบปี ต่อจากห้องนี้เป็นห้องตรวจจำนวนสี่ห้อง แต่ละห้องมีหมายเลขกำกับไว้ หน้าห้องเป็นม้านั่งยาวจำนวนสามแถว ผมเลือกนั่งแถวในสุดติดกับหน้าต่าง ใกล้ ๆ กันมีลำโพงตัวหนึ่งตั้งอยู่ เสียงที่ผ่านออกมาเป็นบทเพลงซึ่งผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันมีเนื้อหาเกี่ยวกับการฝึกสมาธิด้วยการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก

 “ยังไงเย็นนี้ ชาติก็ต้องเอาเงินจากแม่ให้ได้” เสียงหนึ่งดังขึ้น ทำให้ผมหันไปมอง เจ้าของเสียงเป็นวัยรุ่นชายอายุประมาณสิบห้าปี ไว้ผมยาวประบ่า ด้านข้างเป็นหญิงวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปี
 “แม่ไม่ให้หรอก เดี๋ยวชาติก็เอาไปซื้อมันมากินอีก”
 “ชาติไม่เอาไปซื้อมันหรอก ชาติจะเอาไปเล่นเกมส์”
 “ไม่ต้องมาโกหก ครั้งที่แล้วก็พูดแบบนี้ อยากติดคุกมากนักใช่ไหมล่ะ”
 “ยังไงแม่ก็ต้องให้เงินชาติ”
 “บอกแล้วไงว่าไม่ให้”
 “หรือว่าต้องให้ใช้กำลังบังคับ”
 “ถ้าจะทำอย่างนั้นก็ลองดูซิ”

ทั้งสองคนถกเถียงกันอยู่นาน เสียงลูกชายเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ฝ่ายแม่พยายามบอกให้ลูกชายใจเย็น ๆ และเกรงใจคนอื่นบ้าง การถกเถียงยุติลงเมื่อนางพยาบาลเรียกชื่อของลูกชายให้เข้าห้องตรวจ ผมนึกขอบคุณนางพยาบาลที่เข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ไว้ทัน เพราะหากปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป ผมก็ไม่รู้ว่าเจ้าลูกชายจะลงมือทำร้ายผู้ที่เป็นมารดาหรือไม่

 เมื่อละสายตาจากแม่ลูกคู่นั้นแล้ว ผมสังเกตเห็นคุณยายคนหนึ่งอายุประมาณหกสิบปี เดินไปที่ห้องพยาบาล
 “คุณหมอมาหรือยัง” คุณยายถามนางพยาบาล
 “มาแล้ว คุณหมอกำลังตรวจคนไข้คนอื่นอยู่ ยายนั่งรอประเดี๋ยวนะ พอถึงคิวแล้วหนูจะพายายเข้าห้องตรวจเอง”

 คุณยายเดินวนเวียนถามนางพยาบาลด้วยคำถามเก่าครั้งแล้วครั้งเล่า และทุกครั้งนางพยาบาลก็จะตอบแกด้วยคำตอบเดิมพร้อมทั้งจูงมือแกกลับมานั่งที่เก่า ผมชื่นชมนางพยาบาลทั้งสองเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ได้แสดงอาการหงุดหงิดใด ๆ ออกมา และนึกต่อไปว่า หากผมเป็นนางพยาบาล ผมจะทนต่อการซักถามของคุณยายได้สักกี่ครั้งกันหนอ

  จู่ ๆ มีดินสอไม้แท่งหนึ่งกลิ้งมาตามพื้นหยุดอยู่ตรงปลายเท้าของผม ผมก้มลงหยิบมันขึ้นมา เจ้าของดินสอเป็นเด็กหนุ่มอายุประมาณยี่สิบห้าปี นัยน์ตาของเขาแดงก่ำ ขอบตาดำคล้ำ ไม่ต้องเป็นหมอผมก็บอกได้ทันทีว่าเขาต้องอดนอนมาเป็นเวลาหลายวัน  เขากล่าวขอบคุณผมที่ช่วยเก็บดินสอให้ แล้วหันกลับไปก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อ

 ผมลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ชั้นล่าง เมื่อกลับมาจึงเห็นว่ามีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงที่นั่งเดิมของผม สายตาของเขาจับจ้องไปยังภาพเคลื่อนไหวที่อยู่นอกหน้าต่าง เขานั่งนิ่งอยู่ในอิริยาบถนั้นเป็นเวลานาน ผมไม่ทราบว่าเขากำลังคิดอะไร บางทีเขาคงกำลังค้นหาอะไรบางอย่างในชีวิต บางอย่างที่มีค่าเกินกว่าทรัพย์สินเงินทอง

 ภาพของคนไข้ที่นั่งคอยอยู่หน้าห้องตรวจ ทำให้ผมกลับมานึกถึงสาเหตุที่ทำให้ต้องมารับการรักษาที่แผนกนี้ ผมเคยทะเลาะกับชายผู้หนึ่งซึ่งอดีตเคยเป็นคนที่ผมให้ความเคารพ ผมได้แต่ผูกใจเจ็บคิดว่าสักวันหนึ่งผมจะต้องแก้แค้นเขาให้ได้ คนใกล้ชิดผมหลายคนพยายามบอกให้ผมลืมเรื่องราวร้าย ๆ ที่ผ่านมาแล้วเริ่มต้นกันใหม่ แต่ผมไม่สามารถที่จะให้อภัยเขาได้ จิตใจที่อาฆาตแค้นส่งผลให้ผมนอนไม่ค่อยหลับ ปิดตาลงครั้งใดก็เห็นภาพเขายืนหัวเราะเยาะผมอยู่ตลอดเวลา รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยแววเย้ยหยัน สะใจ ที่ผมกลายเป็นผู้ผิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อผมได้เข้ามารับการรักษา คุณหมอได้แนะนำให้ผมลองมองเหตุการณ์ในมุมมองของคนอื่นดูบ้าง เพื่อที่จะได้เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงแสดงออกเช่นนั้น และให้ลองฝึกนั่งสมาธิกับออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยให้ลดความเครียดลงได้บ้าง รวมทั้งกำชับให้ทานยาอย่างสม่ำเสมอ ทุกวันนี้อาการของผมดีขึ้นมากแล้ว ผมเข้าใจและยอมรับในสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ตอนกลางคืนผมก็นอนหลับได้เหมือนคนทั่วไป ผมเริ่มคิดว่า สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคนเราไม่ใช่เพชรนิลจินดา หรือความมีหน้ามีตาในสังคม หากเป็นการมีข้าวกินอิ่ม มีที่หลับที่นอนที่สบาย การได้ทำงานที่ตนเองรัก และการมีครอบครัวที่เป็นสุข 

 “แล้วคืนนี้พี่น้อยจะไปงานศพลุงสมัครกี่โมงคะ” เสียงนางพยาบาลคนหนึ่งเอ่ยถาม หลังจากที่เธอเดินจูงคุณยายเข้าห้องตรวจ
 “คงซักห้าโมงหกโมงเย็นน่ะ อ้อยจะไปด้วยกันไหม”
 “ไปด้วยค่ะ ลุงสมัครแกเป็นเพื่อนบ้านที่น่ารักนะคะ เวลาแกทำขนมอะไรกินที่บ้าน แกมักจะแบ่งมาให้ที่บ้านอ้อยเสมอ ๆ เวลาที่แกไม่สบาย อ้อยก็เป็นคนแนะนำให้พาแกมารักษาที่นี่ คิด ๆ แล้วก็น่าตกใจนะคะ แกรักษามาก็หลายปี จวนจะหายอยู่แล้ว ต้องมาด่วนจากไปเสียก่อน”
 “เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องธรรมดาของคนเรา อย่าเสียใจไปเลย มาช่วยพี่ยกกล่องนี้หน่อยซิ คุณหมอบอกให้เอาไปเก็บไว้ที่ห้องสามน่ะ”

 นางพยาบาลทั้งสองเดินยกกล่องจากไปช้า ๆ ปล่อยให้ผมนั่งคอยอยู่ดังเดิม ผมไม่รู้ว่าจะต้องนั่งคอยอีกนานเท่าไรจึงจะมีคนมาเรียกชื่อของผม-สมัคร เวชศาสตร์

 

สันติ (sunti amornsatienpong <joe_leekimhuang@hotmail.com>)