พ่ออาจจะโกรธผมเป็นฟืนเป็นไฟแน่ หากผมไม่ยอมสละเวลากลับมาบ้านในครั้งนี้ ใจหนึ่งผมก็ไม่ค่อยอยากจะกลับนักหรอก เพราะระยะทาง จากกรุงเทพลงมาบ้านที่พัทลุงมันหลายชั่วโมง อย่างผมคงทำได้แค่โดยสารรถไฟ อย่างดีที่สุดก็ชั้นสอง ถึงจะเป็นตู้นอน มันก็ยังน่าเบื่อ ยิ่งเดินทางคนเดียวไม่มีเพื่อนคุย หรือต้องเจอกับรถไฟที่ล่าช้าตามเอกลักษณ์ของรถไฟไทยอีก สรุปแล้วมันไม่น่าตื่นเต้นเหมือนสมัยเริ่มเดินทางขึ้นมาเรียนใหม่ๆ เลย จะให้ทำยังไงได้เงินเดือนน้อยๆ อย่างผม คงยังไม่มีโอกาสโดยสารเครื่องบินกับเขาหรอก ถึงแม้เงินเดือนที่ผมได้รับแต่ละเดือนจะมีจำนวนไม่น้อยไปกว่ามนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งจบปริญญาตรีคนอื่นๆ แต่ค่าใช้จ่ายผมนะซิ มันไม่แพ้คนทำงานมืออาชีพต่างถิ่นที่นำพาครอบครับเข้ามาอยู่ในกรุงคนอื่นๆ เลยเหมือนกัน ไหนต้องค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อีกทั้งค่าสังสรรค์กับเพื่อนฝูงที่บ่อยจนไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้อีก รวมแล้วแต่ละเดือนผมแทบไม่มีเงินเหลือเก็บเลย จะเดินทางกลับบ้านแต่ละทีเลยต้องจำใจงดจับจ่ายของสุรุ่ยสุร่ายไปหลายวัน ทั้งๆ ที่มันต้องขัดกับความจำเป็นของตัวเองอยู่ก็ตาม
อีกใจหนึ่งผมก็คิดถึงญาติๆ และเพื่อนๆ ละแวกบ้าน อยากกลับไปเยี่ยมเยียนกันบ้าง หลังห่างหายจากบ้านไปตั้งนาน มันทำให้พอมีกำลังใจจัดเตรียมสัมภาระนั่งรถไฟผ่านช่วงเวลาหลายชั่วโมงกลับมาบ้าน อย่างน้อยก็ยังดีกว่ารอฟังเสียงพ่อบ่นเหมือนทุกๆ ครั้งที่ขัดใจแก อีกอย่างเวลาที่ต้องอยู่ในรถไฟมันหลายชั่วโมง เพื่อไม่ให้เสียเปล่า ผมก็น่าจัดเตรียมคอมพิวเตอร์แบบพกพาพร้อมแบตเตอรี่ไปด้วยเลย จะได้นั่งทำงานฆ่าเวลาไปพรางๆ ดีกว่านั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไร
ผมโตพอที่จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ตัวคนเดียวได้ในสังคมเมืองกรุง ที่ซึ่งแตกต่างกับบ้านผมอย่างมากในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นวิถีการเป็นอยู่ การทำงาน และอื่นๆ ถึงแม้ที่นี่ผมจะไม่มีญาติหรือคนรู้จักมากมายเหมือนละแวกบ้าน แต่ผมก็หลงใหลกับความสะดวกสบายและความทันสมัยของเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นทุกวี่วัน มันทำให้การทำงานของผมสะดวกและได้ผลรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะผมเป็นสถาปนิกนะซิ เทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหน้าที่การงานของผม เพราะงานที่ผมได้รับมาออกแบบแต่ละครั้งมันทั้งมากและยุ่งยากเหลือเกิน ไหนต้องเจอกับลูกค้าผู้ดีเรื่องมากอีก แบบนี้ก็ไม่ชอบอย่างโน้นก็ไม่พอใจ.. แต่จะให้ขัดใจเขาได้ยังไงล่ะครับ ดีเสียอีกเลือกมาก เราก็จะได้เรียกค่าตอบแทนมาก.. งานผมมีอยู่ตลอดนั่นแหล่ะ ให้ต้องนั่งตรากตรำจ้องหน้าคอมพิวเตอร์อยู่วันละหลายๆ ชั่วโมง แถมบางวันยังต้องไปลงพื้นที่ ตรวจวัดที่ดินบ้าง ไปนั่งฟังจินตนาการของเจ้าของงานบ้าง ที่ฝันอยากได้บ้านอย่างโน้น สำนักงานอย่างนี้ ร้านอาหารบ้าง แหล่งบันเทิงบ้าง หลายๆ อย่าง แต่ให้ทำไงได้ล่ะครับ ผมเลือกของผมเองที่จะเรียนและประกอบอาชีพนี้ ซึ่งมันคือความชอบส่วนตัวของผมเองด้วย พ่อไม่ได้เห็นด้วยกับผมในตอนแรกเริ่มเข้าเรียนมหาลัยหรอก แกอยากให้ผมเรียนรัฐศาสตร์มากกว่า จบมาจะได้ทำงานการบ้านการเมืองอย่างที่แกชอบและหลงใหลอย่างที่สุด โดยเฉพาะในตัวผู้แทนประชาชน แต่มันไม่ตรงกับความต้องการของผมนะซิ คนอย่างผมหรือจะไปปกครองคนอื่นเขาได้ ลำพังตัวเองก็จะเอาไม่รอด ไหนต้องไปปกครองบ้านเมือง มีหวังพังกันไปทั้งประเทศแน่ คณะรัฐศาสตร์จึงไม่อยู่ในหัวของผมเลยในตอนสอบเข้าเรียนมหาลัย ผมชอบการพัฒนาบ้านเมืองเหมือนกัน แต่ไม่ใช่การบริหารหรอก มันทำให้ปวดหัว
ถึงยังไงตอนนี้งานที่ผมทำมันก็เป็นการพัฒนาบ้านเมืองอย่างหนึ่งนั่นแหล่ะ เป็นสถาปนิกออกแบบตึกรามบ้านช่องให้สะดวกสบายและทันสมัยยิ่งขึ้น มันก็คงไม่ต่างอะไรกับอาชีพนักการเมืองนั่นแหล่ะ ที่ต้องพยายามคิดหาทางสร้างบ้านสร้างเมืองให้เจริญรุ่งเรือง และสะดวกสบายเท่าทันประเทศอื่นๆ พ่อน่าจะภูมิใจกับผมซิ..
ผมทำงานมาได้ปีกว่าแล้ว หลังโบกมืออำลารั้วมหาลัยมาได้ด้วยความภาคภูมิใจ ผมใช้เวลาอยู่ในมหาลัย 5 ปีในคณะสถาปัตยกรรม ผมชอบเรียนการออกแบบมาตั้งแต่สมัยมัธยม เลยตั้งหน้าตั้งตาเรียนและฝึกการออกแบบมาจนชำนาญ ผมรับงานออกแบบบ้านบ้างจากรุ่นพี่ที่จบออกไปก่อน แล้วไปได้งานเป็นสถาปนิกในบริษัท ว่างๆ พี่เขาก็จะแบ่งงานมาให้ผมทำ รวมทั้งแบ่งค่าตอบแทนมาให้เป็นเงินบ้าง บางครั้งก็พาผมไปเลี้ยงอาหารมื้อหรูๆ จบออกมาผมเลยสบาย ไม่ต้องออกไปเร่หางานเหมือนบัณฑิตคนอื่น พี่เขาชวนผมเข้าทำงานเป็นผู้ช่วยงานเขียนแบบไปก่อน จนกว่าผมจะสามารถสอบผ่านเป็นสถาปนิกเต็มตัว... ตลอดเวลาในการศึกษาในรั้วมหาลัยผมเลยไม่ค่อยมีเวลาได้ไปคลุกคลีกับงานหรือกิจกรรมอื่นๆ หรอก วันทั้งวันต้องอยู่กับงานตั้งแต่สมัยเรียน พอว่างหน่อยก็ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง กิจกรรมชมรม ค่ายอาสา หรืออะไรจำพวกนี้เลยไม่ได้ผ่านเข้ามาในประสบการณ์ของผมเลย แต่อย่างน้อยก็ทำให้ผมมีโอกาสหรือช่องทางในการทำงานได้เร็วกว่าคนอื่นๆ... ผมชอบชีวิตอิสระอย่างนี้มากกว่าที่จะออกไปเผชิญกับปัญหาร้อยแปดพันเก้าที่เกิดขึ้นในสังคม ผมไม่อยากสนใจอะไรมากไปกว่าการได้อยู่กับสิ่งที่เรารักที่จะทำ..
สมัยเรียน ผมก็เคยนึกฝันอยากเป็นนักบริหารบ้านเมืองอยู่เหมือนกัน ฝันถึงโลกในอุดมคติของตัวเอง อยากให้บ้านเมืองน่าอยู่ขึ้น อยากออกแบบสังคมใหม่ที่มีแต่ความสงบสุข สะดวกสบาย สังคมที่ทุกๆ อย่างดูเป็นที่เป็นทางมากขึ้น โดยผมเป็นคนออกแบบแผนผังทั้งหมดรวมทั้งอาคารบ้านเรือน มันคงน่าตื่นเต้นไม่น้อย โลกคงจะพัฒนาและน่าอยู่ยิ่งขึ้น แต่คงเป็นได้แค่ฝันหรอก ผมคงไม่มีความสามารถพอ สู้ตั้งหน้าตั้งตาใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาต่อสู้กับความเป็นจริงในสังคมดีกว่า เหมือนอย่างที่พ่อเคยบอก ความจริงที่เราต้องเร่งขวนขวายเพื่อความเพียบพร้อมที่จะสามารถยืนได้ด้วยตัวเองอย่างมั่นคงในสังคม... พ่อถึงสบายใจกับตัวผมมากขึ้น ถึงแม้สิ่งที่ผมเป็นอาจจะไม่ตรงตามความคาดหวังที่แท้จริงของแกก็ตาม แกชอบอาชีพนักการเมืองเป็นชีวิตจิตใจ ใครๆ ในหมู่บ้านเขาก็รู้กัน แกตั้งใจให้ผมเล่าเรียนสาขารัฐศาสตร์เพื่อจบออกมาจะได้กลับมาใช้ความรู้ความสามารถพัฒนาหมู่บ้านของเรา เหมือนกับที่แกได้ปูทางไว้อย่างดีในหมู่บ้าน รอให้ผมกลับไปสานงานต่อ แต่ท้ายสุดแกก็ต้องแพ้ความตั้งใจของผม ความคาดหวังของแกที่จะมีลูกเป็นนักการเมืองเลยลอยหายไป กลายเป็นความสุขใจของผมที่เกิดขึ้นอย่างท้วมท้นเมื่อผมได้เลือกเรียนในสิ่งที่ผมรัก
ผมมีโอกาสได้คุยกับพ่อมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่พ่อโทรมาคุยเรื่องน้าศักดิ์ชัยเมื่อปลายเดือนก่อน พ่อบอกทั้งพ่อและลุงดันน้าศักดิ์ชัยให้ลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งมันคือสาเหตุที่ทำให้พ่อต้องคอยโทรจี้ผมให้กลับบ้านเพื่อเป็นอีกหนึ่งเสียงในการสนับสนุนน้าศักดิ์ชัย แม้ผมจะอ้างว่ามันก็แค่เสียงเดียว ถึงไม่กลับไปใช้สิทธิ์ก็คงจะไม่เป็นไร แต่แกก็กำชับตลอดว่า แม้จะเสียงเดียวก็ไม่ควรประมาท เพราะคู่แข่งของน้าศักดิ์ชัยคือนายกคนก่อน ที่เคยสร้างผลงานเป็นที่พึงพอใจให้กับชุมชนพอสมควร แรกๆ ผมก็เออออไปอย่างนั้นแหล่ะ ไม่ได้อยากกลับไปสักเท่าไหร่หรอก แต่โดนพ่อคะยั้นคะยอเข้าบ่อยๆ ผมเลยไม่อยากขัดใจแก ถึงต้องนั่งรถไฟลงใต้บ้านเกิดเมืองนอน เพื่อใช้สิทธิ์ที่พ่อบอกว่ามันสำคัญมากสำหรับน้าศักดิ์ชัยและพวกเราทุกคนในเครือญาติ อีกอย่างหนึ่งผมก็จะได้กลับไปเห็นเสียบ้าง ว่าการเมืองในละแวกบ้านมันพัฒนาไปถึงไหนแล้ว และเมื่อไหร่มันจะพัฒนาจนเทียบเท่าเมืองใหญ่อย่างที่ผมใช้ชีวิตอยู่สักที คนในบ้านจะได้ใช้ชีวิตอยู่กันอย่างเป็นสุขและสะดวกสบายอย่างคนเมืองกันสักที
พูดถึงน้าศักดิ์ชัยแล้ว ผมไม่ได้สนิทสนมกับแกมากนักหรอก เพราะด้วยเหตุผลที่ไม่ค่อยได้กลับบ้าน นานๆ สักครั้งที่มีโอกาสได้เจอบ้างก็ในงานรวมญาติ วันปีใหม่ และล่าสุดในงานแต่งพี่สาวเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ที่รู้มาบ้างคือแกเป็นคนสงขลาที่เรียนมารุ่นเดียวกับน้าสุทิพย์น้องสาวของพ่อ ทั้งสองคบกันมาตั้งแต่สมัยเรียน จนจบการศึกษาก็แต่งงานกันมาถึงตอนนี้ก็ย่างเข้าปีที่ 5 มีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่ง น้าศักดิ์ชัยไม่ได้ทำงานเป็นหลักแหล่งเหมือนบัณฑิตคนอื่นๆ ที่จบมาแล้วไปฝากตัวกับบริษัทต่างๆ แต่แกทำงานอยู่กับเพื่อนฝูงต่างถิ่น เป็นนายหน้าค้ารถยนต์มือสอง ส่วนน้าสุทิพย์เป็นครูดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กประจำหมู่บ้าน พ่อบอกว่าเห็นใจน้าสุทิพย์ อยากให้น้าศักดิ์ชัยเลิกเป็นนายหน้าค้ารถ เพราะมันดูแล้วไม่มั่นคงเหมือนอาชีพอื่นๆ ไหนจะรายได้ที่รับก็ไม่สม่ำเสมอ และไหนจะต้องเดินทางไปโน่นไปนี่อยู่บ่อยจนไม่ค่อยได้อยู่ติดกับบ้าน บางครั้งกลับบ้านมาดึกๆ ดื่นๆ ก็เข้านอน ไม่ทันที่ลูกสาวจะตื่นนอนตอนเช้าก็ออกจากบ้านไปอีก เอาเวลาไหนมาเลี้ยงดูครอบครัว พ่อเลยปรึกษากับลุงได้ข้อสรุปว่าจะทาบทามตัวน้าศักดิ์ชัยลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบล เพราะด้วยทักษะความรู้ด้านรัฐศาสตร์ที่น้าศักดิ์ชัยจบมาคงช่วยให้แกได้ใช้รับผิดชอบงานด้านนี้ได้ดีแน่ พ่อบอกทั้งตัวพ่อเองและลุงจะช่วยกันดันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยกันระดมเงินทุนเพื่อใช้ในการหาเสียงจากเครือญาติ และเรื่องของการหาเสียง พ่อบอกอย่างมั่นใจว่าให้เลิกห่วงทั้งสองเรื่อง ด้วยประสบการณ์ของทั้งสองคนทั้งพ่อและลุงที่เคยหนุนนักการเมืองท้องถิ่นมาหลายคนกวาดเสียงในหมู่บ้านได้เรียบ เพราะใครๆ เขาก็รู้กันอยู่ว่าเพราะพ่อและลุงหรอก ที่ช่วยลุงกำนันหาเสียงเมื่อครั้งก่อน จนแกได้ดำรงตำแหน่งกำนัน ส่วนพ่อเลยได้รับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านไปโดยปริยาย คนในหมู่บ้านนับถือพ่อกันถ้วนหน้า ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน แถมยังเป็นคนสนิทของนักการเมืองท้องถิ่นและระดับจังหวัดหลายคน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทุกๆ ครั้งที่มีงานในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นงานวัด งานประจำปี หรืองานแต่งใครในหมู่บ้านก็ตาม พ่อสามารถเชิญชวนนักการเมืองเหล่านั้นมาเป็นเกียติในงานได้เสมอ หรือจะเป็นโครงการต่างๆ ที่ทางการลงพื้นที่มาช่วยหรือสนับสนุนเงินทุนก่อสร้างถนนหรือสะพานต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่มาจากเครดิตของพ่อ คนในหมู่บ้านเลยพากันนับหน้าถือตาพ่อและตระกูลของเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร จะจัดงานหรือทำอะไรขึ้นมาในบ้านก็จะเป็นเรื่องง่ายและสะดวกไปหมด เพราะแค่เอ่ยปากชวน ชาวบ้านตามจำนวนที่พ่อต้องการก็จะยื่นไม้ยื่นมือเข้ามาช่วยกันอย่างแข่งขัน
พ่อบอกเรื่องโอกาสของน้าศักดิ์ชัยเลยหมดห่วงได้เลย ถึงแม้แกจะเป็นมือใหม่ที่ลงเล่นการเมืองในครั้งนี้ แต่พ่อก็ยืนยันอย่างเต็มที่เลยว่านายกคนเก่าไม่สามารถเอาชนะได้เลย เพราะสมัยที่แล้วที่เขาคว้าตำแหน่งไปได้นั้น มันเหมือนไม่มีคู่แข่งเลย ผู้สมัครคนอื่นๆ ใครๆ ก็รู้ว่ามันเป็นยังไง ส่วนใหญ่ก็เป็นไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งจบการศึกษามาหมาดๆ กะจะมาหลอกชาวบ้านกิน ใครเค้าก็รู้กัน แล้วใครที่ไหนมันจะไปเลือก นายกคนเก่าเลยคว้าตำแหน่งไป แต่คราวนี้ซิ คงต้องหลีกทางให้กับตระกูลเราเป็นแน่ พ่อเชื่ออย่างนั้น
แต่ที่น่าเป็นห่วงอยู่บ้าง ก็คงจะเป็นตัวน้าศักดิ์ชัยนะซิ พ่อบอกตอนแรกเริ่มน้าเขาดูเหมือนจะไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่ เอาแต่นิ่งเฉยไม่ยอมพูดยอมจา พ่ออยากให้น้าแกตื่นตัวอีกหน่อย เพราะตอนนี้ จำเป็นต้องออกไปพบปะพี่น้องชาวบ้านบ้าง เพื่อหาคะแนนเสียงมาสนับสนุนตัวเอง จะให้พ่อและลุงคอยเป็นปากเสียงให้ตลอดมันไม่ได้ แต่จนแล้วจนหรอดน้าศักดิ์ชัยแกคงเห็นความตั้งใจของพ่อและลุงที่ลงมือลงแรงสนับสนุนเต็มที่ แกเลยเลิกงานค้ารถมาเตรียมตัวลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลอย่างเต็มตัว ทุกๆ วันนี้ตั้งแต่เช้าเลยต้องออกไปกับพ่อและลุงบ่อยๆ เพื่อไปพบปะผู้คนตามละแวกซอกซอยต่างๆ ในตำบลเพื่อหาคะแนนเสียงสนับสนุน พ่อบอกว่ารู้สึกอุ่นใจที่น้าศักดิ์ชัยคิดได้ เพราะถึงยังไงมันก็เป็นโอกาสทองของน้าศักดิ์ชัยเองที่จะสามารถพัฒนาตัวเองและครอบครัวรวมทั้งวงศ์ตระกูลที่สามารถพึ่งพิงได้ในอนาคต ไม่ต้องมาคาดหวังอยู่กับอาชีพเก่าที่ไม่มั่นคง อย่างน้อยหากแกได้รับตำแหน่งหลังวันเลือกตั้ง ก็คงเป็นที่นับหน้าถือตาของคนในตำบล ไปไหนใครๆ ก็จะได้รู้จัก มันน่าจะดูดีกว่าเก่าตั้งเยอะ หากไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ก็โง่แล้วล่ะซิ คนเราหากมีโอกาสมาหาถึงซึ่งๆ หน้าแล้วยังหลบเลี่ยงอีกก็ไปอยู่ป่าตัวคนเดียวเสียเถอะ พ่อเปรียบเปรยให้ฟังอยู่บ่อยๆ
ผมทนฟังพ่อคุยโวมาตลอด ทุกครั้งที่รับสายแกก็ต้องไม่พ้นเรื่องจำพวกนี้ ผมล่ะเบื่อเหลือเกินกับเรื่องซ้ำๆ ที่ผ่านเข้ามาทุกๆ วัน ผมอยากรีบเร่งวันให้พ้นวันเลือกตั้งเสียที จะได้ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของผมต่อ ไม่อยากไปคิดมากกับเรื่องนี้ แต่ทุกๆ ครั้งที่รับสายพ่อผมก็จำเป็นต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวเป็นธรรมดา ใครล่ะจะไปกล้าขัดใจแก เพราะทุกๆ คนในบ้านก็รู้ดีอยู่ ว่าเมื่อไหร่ที่แกโกรธขึ้นมา มีหวังต้องโดนลงไม้ลงมือกันบ้าง เหมือนอย่างที่ผมเคยโดนสมัยที่ยังเรียนอยู่มัธยม ถูกอาจารย์ฝ่ายปกครองจับบุหรี่ได้ในกระเป๋าเสื้อ โดนเชิญผู้ปกครองครั้งแรก สายตาเยี่ยงเสือที่เพ่งมองศัตรูมองมายังผมเมื่อแกก้าวเท้าเข้ามาในห้อง ฝ่ามือของแกตบเข้าที่กกหูของผมอย่างจังๆ ก้องในโสตประสาท ฟังอะไรไม่รู้เรื่องอยู่พักใหญ่ ผมเข็ดหลาบไม่กล้าแอบสูบบุหรี่ไปหลายวัน ถึงปัจจุบันก็เถอะ แม้แกจะรู้แล้วว่าผมสูบบุหรี่และทำงานหาเงินซื้อสูบได้เองแล้วก็ตาม ผมก็ยังไม่กล้าสูบต่อหน้าแกหรอก มันยังเกรงๆ อยู่เสมอนั่นแหล่ะ
ผมเลยไม่อยากจะคิดหรือจินตนาการถึงวันที่พ่อเห็นว่าผมไม่ยอมกลับมาบ้านในครั้งนี้ แกคงจะเป็นฝ่ายเดินทางขึ้นมาเคาะกะบานผมถึงที่ทำงานแน่ เพราะแกพยายามย้ำกับผมบ่อยอยู่หรอกว่า อย่างน้อยน้าศักดิ์ชัยก็เป็นญาติของเรา มันก็ต้องเป็นเรื่องจำเป็นของญาติเหมือนกันที่ต้องช่วยกันส่งเสริม เพราะหากเราไม่ส่งเสริมกันเอง แล้วใครที่ไหนมันจะมาช่วยเรา แกถึงอยากให้ผมรีบๆ กลับมา และกำชับตลอดให้ตามเพื่อนๆ บ้านเดียวกันที่อยู่กรุงเทพให้พยายามกลับมาช่วยๆ กัน ผมก็รับปากไปอย่างนั้นแหล่ะ เรามีสิทธิ์อะไรไปบังคับคนอื่นๆ ได้ล่ะ แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่ได้กลับเลย แถมยังต้องลางานอีกหลายวัน ไหนๆ ก็ตัดสินใจลงมาบ้านแล้ว ผมก็ไม่อยากมาถึงวันเดียวเลือกตั้งเสร็จแล้วกลับ มันไม่คุ้มทั้งค่าเงินและเวลา อย่างน้อยน่าจะอยู่เจอเพื่อนเจอญาติอีกสองสามวันถึงจะคุ้มค่าเงินค่าเวลาที่เสียมา
หลายชั่วโมงบนรถไฟสายใต้มุ่งสู่สถานีพัทลุง ผมแทบไม่ได้ทำงานเลย มันดูวุ่นวายไปหมด ทั้งเสียงผู้โดยสารด้วยกันเองคุยโวโอ้อวดกันยุ่งไปหมด เหมือนไม่ได้เจอะเจอกันตั้งนมนาน ไหนจะเป็นพวกแม่ค้าแม่ขายอีกที่เกือบทุกๆ 5 นาทีจะเดินเข้ามาแหกปากตะโกนโฆษณาสินค้าจำพวกอาหารคาวหวานของตัวเอง ที่ราคาแพงกว่าปกติ ผมเลยไม่มีสมาธิที่จะทำงานเหมือนที่คาดหวังไว้ ได้แต่นั่งเหม่อมองออกนอกหน้าต่างครุ่นคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปตามประสาคนเบื่อหน่ายกับกาลเวลาระยะหนึ่งที่ต้องเสียไปกับการนั่งอยู่เฉยๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากการได้เห็นและได้ยินความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในสังคม แม้จะเป็นกลุ่มคนจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ก็เหอะ มันก็แสดงให้เห็นได้เหมือนกันนั่นแหล่ะ รถไฟบ้านเราก็ไม่ต่างอะไรกับการบ้านการเมืองบ้านเรานั่นแหล่ะผมว่า มาตรฐานเดิมตั้งแต่ไหนแต่ไรมา จะตอบสนองความต้องการของผู้คนปัจจุบันในยุคของการแข่งขันกับเวลาได้อย่างไรกัน ผมเลยไม่นึกสงสัยเลยว่าทำไมพวกนักธุรกิจ นักการเมืองใหญ่หรือผู้มีอันจะกินส่วนใหญ่เลยไม่ค่อยเห็นมีใครโดยสารรถไฟกันสักเท่าไหร่ จะมีก็แต่กลุ่มคนระดับล่างหรือคนเดินทางไกลที่ไม่มีทางเลือกอื่น แต่ก็คงจะเป็นส่วนน้อยเหมือนกันนั่นแหล่ะที่จะมาคาดหวังอะไรมากมายจากการโดยสารรถไฟ คงแค่หวังให้มันไปให้ถึงที่หมายก็เป็นอันพอ แต่ใครจะไปรู้ละครับ ก็ได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยๆ ถึงเรื่องรถไฟที่เกิดขัดข้องระหว่างทางบ้าง ตกรางบ้าง โอยปัญหาสารพัดที่เข้ามาทำให้การเดินทางล่าช้า ถึงจะเป็นปัญหาที่เป็นอุบัติเหตุก็เหอะ ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกนั่นแหล่ะ ให้โดยสารรถทัวร์เหรอ ราคาสมัยนี้มันก็เกือบเทียบเท่าโดยสารเครื่องบินนั่นแหล่ะ เลยต้องจำยอมทั้งๆ ที่ใจลึกๆ ไม่ได้อยากจะมาด้วยสักเท่าไหร่ คนโดยสารอื่นๆ คงชินกับมันไปแล้วแหล่ะผมว่า เพราะเห็นส่วนใหญ่นั่งจับเข่าคุยกันเหมือนไม่ได้เร่งรีบมากมาย บ้างนั่งเฉยๆ ไม่พูดไม่จา.. เขาคงตั้งหน้าตั้งตารอความหวังที่จะถึงจุดหมายของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ นั่นแหล่ะครับ
กลับถึงบ้านซึ่งห่างหายไปนาน เริ่มรู้สึกไม่คุ้นกับละแวกบ้านของตัวเอง ผมแทบจดจำบรรยากาศเก่าๆ ไม่ได้เลย ด้วยหลายสิ่งหลายอย่างในหมู่บ้านถูกพัฒนาให้ดูดีขึ้นกว่าเก่าแถมยังสะดวกสบายยิ่งขึ้น เป็นผลิตผลทางการเมืองประชาธิปไตยที่พ่อเล่าให้ฟังประจำ ถึงประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของถนนหนทาง สถานที่ราชการส่วนใหญ่ถูกสร้างใหม่หมด ถนนเข้าซอยหลายสายที่เคยเป็นลูกรังถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นคอนกรีต ซึ่งมันทำให้สะดวกสำหรับรถราในการสัญจรมากขึ้น สะพานไม้ข้ามคลองที่ผมเคยโดดน้ำเล่นสมัยเด็กๆ ถูกสร้างใหม่มีรูปทรงที่ทนทานมากขึ้น รถยนต์ที่แต่ก่อนเท่าที่ผมจำได้ก็น่าจะมีแค่ของพ่อ ของลุงกำนัน และอีก 2 – 3 ราย เดี๋ยวนี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นจนผมจดจำแถบไม่ทันว่าใครเป็นเจ้าของบ้าง สงสัยอีกหน่อยคงต้องขยายถนนเพิ่ม เด็กๆ วัย 10 – 15 ปีขับรถซิ่งไปมาเสียงท่อดังน่ารำคาญเต็มถนน ร้านชำที่ผมเคยอุดหนุนประจำในวัยเด็กเดี๋ยวนี้ปรับปรุงใหม่เป็นร้านสะดวกซื้อ
หลายๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก นึกดูอีกทีผมก็อยากจะกลับมาอยู่บ้านเหลือเกิน จะได้ช่วยพ่อ ช่วยน้าศักดิ์ชัย (หากแกได้รับเลือกเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล) พัฒนาบ้านเมืองให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นอีก ไหนๆ เราก็เรียนด้านการออกแบบบ้านและผังเมืองมา น่าจะใช้ความสามารถกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง คงจะเป็นเรื่องที่จะทำให้พ่อยิ่งภูมิใจในตัวผมมากขึ้นแน่เลยทีเดียว
ผมใช้เวลาอีกเกือบชั่วโมงยืมรถหลานชายสำรวจในหมู่บ้าน สำรวจการพัฒนาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก่อนตรงเข้าไปในสถานที่ที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับเป็นที่เลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ลงจากรถเข้าไปทักทายเจ้าหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่รู้จักกันดี เพราะบางคนก็เคยเห็นทำงานอยู่กับพ่อ ตรวจสอบรายชื่อเป็นที่เรียบร้อยและได้รับบัตรเลือกตั้งมาจากเจ้าหน้าที่ ผมก็เดินตรงไปยังคูหาเลือกตั้ง จ่อปลายปากกาไปตรงช่องสี่เหลี่ยมเพื่อเตรียมกากบาทหมายเลขที่ผมตั้งใจที่จะเลือกไว้ ในใจก็นึกถึงความตั้งใจของพ่อ ความภาคภูมิใจแผ่ซ่านทั่วร่างกาย นึกถึงวันที่น้าศักดิ์ชัยได้รับเลือกเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และรอยยิ้มของพ่อจากความอิ่มเอมใจ ผมกากบาทตรงช่องหมายเลขที่ตรงกับความสบายใจของพ่อ
ศักรินทร์ สีหมะ
0850814013
ณ ที่ ซึ่งดอกไม้บาน
www.dalaa-thailand.com
เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการเก็บบันทึกเรื่องราวและผลงานของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งมีอยู่มากมายและกระจัดกระจาย ตลอดจนบทความ บทสัมภาณ์ ในสื่อต่างๆ เพื่อให้เป็นแหล่งข้อมูลในการศึกษาค้นคว้าสำหรับผู้ที่สนใจต่อไป นับถึงวินาทีนี้ งานของเรายังไม่เสร็จสมบูรณ์อย่างใจหมาย และคงจะต้องดำเนินต่อไป หากต้องการเสนอแนะ,ให้ข้อมูล,แจ้งแก้ไขข้อมูล,ข้อผิดพลาด,ลิงค์เสีย หรือต้องการนำเสนอบทความ,ค้นคว้า,ข้อมูลต่างๆ ที่หลากหลาย ให้เกิดความถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด นั้นถือเป็นเกียรติแก่ทีมงานของเรา โปรดติดต่อเราโดยตรงได้ที่ tuneinpeople@gmail.com ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้
© 2003-2010 All rights reserved. // Powered by Tunein People (tuneinpeople@gmail.com)
