"วันนี้ของ'
รงค์ วงษ์สวรรค์ "ใกล้หลุมศพเข้าไปอีกหลายก้าว"
ช่วงนี้มีข่าวว่า' รงค์ วงษ์สวรรค์ป่วย หลายคนก็เป็นห่วง
โดยเฉพาะนักเขียนและนักอ่าน ข่าวที่ออกไปก็มีหลายกระแส หนักบ้างเบาบ้าง
จึงอยากทราบจากปากเจ้าตัวเองว่าป่วยเป็นอะไรหนักหนาขนาดไหน?
ก่อนอื่นก็ต้องฝากขอบใจไปถึงญาติน้ำหมึกทุกคนที่เมตตาจริง
ๆ แล้วมันเป็นบทบาทที่เขียนเอาไว้อย่างนั้นคนเราเมื่ออายุมากก็ต้องพานพบความป่วยไข้เป็นธรรมดาของกุญแจซึ่งมีอายุการไข
คนแรกที่รู้เรื่องป่วยของเราคือ
ณัฐกานต์ ลิ่มสถาพร เมื่อกลับกรุงเทพฯ ก็ไปเล่าให้ใครต่อฟัง เราก็ซาบซึ้งกับเพื่อนหลายคนที่โทรศัพท์มาบ้างเขียนจดหมายมาบ้าง
แสดงความเป็นห่วง
แต่เราก็อธบายไม่ได่ว่าความเป็นห่วงนั้นมันมีน้ำหนักแค่ไหน
? แม้แต่ความป่วยไข้ของตัวเองก็อธิบายไม่ได้เหมือนกันรู้แต่ว่ามันก้ใกล้หลุมฝังศพเข้าไปอีกหลายก้าว
ขณะนี้ก็พยามเดินอย่างระมัดระวัง
แพทย์บอกว่าเป็นไตวาย...ไตวายเรื้อรัง
-chronic renal failure- ว่าอย่างนั้น นี่เป็นภาษาของแพทย์สากล ภาษาของชีวกโกมารภัจจ์
แพทย์ปริญญาทิศาปาโมกขืเรียกว่าอะไรไม่รุ้ ไอ้ก๋องไอ้อุ๊ยใจ๋บอกว่า
เป็นโรคไตแหงเห่ว (HA-HA)
ไตวายหมายความว่าไตไม่ทำหน้าที่ของไต--ไตเป็นขบถกับหัวใจโมแรนติค
! เมื่อเป็นอย่างนั้น ร่างกายเจ้าของไตก็ลำบากเหมือนรัฐบาลที่ซบหน้ากับกกขาเมียรัฐบาลเท่านั้น
ไม่เงยหน้าหันมามองคน...คนชาวแม่มูล เรา ประชาชนก็ต้องลำบากลักษณะเดียวกันถ้าจะเปรียบเทียบ
แต่รัฐบาลที่ทำอะไรทุกอย่างเพื่อผูกป้ายแขวนคอว่ากุเป็นรัฐบาลทว่าไม่ทำงานตามหน้าที่แอบอ้างว่าได้รับมอบหมาย
รู้สึกว่าอาการป่วยไข้จะโหดร้ายกว่า ' รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นโรคไตวายเสียอีกโว้ย
(HA-HA)ประชาชนนั้นปางตาย
ขอบใจทุกคนที่เป็นห่วงอีกครั้ง
แน่นอนที่สุด ' รงค์ วงษ์สวรรค์กำลังใกล้ความตายทุก ๆ ลมหายใจเพียงแต่ขณะนี้ประวิงไว้ให้ไปถึงจุดนั้นช้า
ๆ หน่อย เพราะยังมีภาระที่ต้องทำอีกมาก จะต้องเขียนหนังสืออีกหลายเล่ม
มีงานค้างงคาอยู่ในหัวใจ ด้วยความรับผิดชอบเสมือนว่าสัญญากับผู้อ่าน
เหตุนี้ทำให้ยังไม่อยากตาย
!
จากการป่วยไข้ ข้อห้ามหรือข้อแนะนำจากแพทย์อย่างไรบ้าง ?
มีข้อห้ามมากกว่าศีล
227 ข้อในอาราม ชีวิตขลุกขลักยิ่งกว่านักบวชบางองคืที่ถกจีวรจิบไวน์
กินดินเนอร์เป็นวิกาลโภชนา โดยเฉพาะเรื่องการกิน จะต้องระมัดระวัง
ต้องทำตามที่แพทย์สั่ง ทุกมื้อหรือแทบจะเรียกได้ว่าทุกคำข้าวที่เปิบเข้าไป
ต้องฮัมเพลงเปิบข้าวทุกคราคำ ของ หงา คาราวาน
การปรุงอาหารก้ต้องระวัง
ต้องชั่งน้ำหนักเท่านี้เท่านั้นแกรม ต้องคอยดุแลไม่ให้มีรสโน้น รสนี้
รวมทั้งเกลือ เพราะทราบมาจากแพทย์ว่าต้องระวังแร่ธาตุต่าง ๆ ในร่างกายให้อยู่ในสภาพสมดุล
โดยเพาะโปแตสซึ่งอาจหัวใจวายได้เฉียบพลัน - - โรคเดียวกับต้นลำไย
ส้ม
ขนุน ฟักทอง กินไม่ได้เลยก็วยโปแตสเซียมสูงมากถือว่า TABU ก็วางไว้หน้าดทรทัศน์เอาไว้ยัดปากรัฐมนตรีปากกว้าง
(HA-HA)
นึกถึงระบบชีวิตตอนนี้แล้วน่าขำ
แม้แต่น้ำยังต้องระวังต้องกินน้ำเข้าไปให้เท่ากับที่เยี่ยวออกมา ต้องตวงให้เท่ากันทุกวันซึ่งมันเป็นเรื่องที่หลายคนอาจไม่พอใจแต่เราพยามทำใจให้มันเป็นเรื่องสนุกสนาน
เป็นบทบาทใหม่ที่เขาเขียน Screenplay มาอย่างนี้ก็เล่นไป......
ก็าซึ่งเป็นอาหารที่เราโปรดปรานมากที่สุด
เป็นน้ำแห่งชีวิต aqua vitae ก็ถูกห้าม แต่ก็พยายามต่อรองกับหมอให้ดื่มไวน์ได้วันละแก้ว
มันก็ทำให้ชีวิตเรามีชีวาขึ้นมา
แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกี่ยวกับอารมณ์นะ
เราเป็นคนอารมณ์เบิกบานเสมอ มีคนเคยถามว่าเครียดไหม ? เราบอกว่าไม่เคยเครียด
ไม่รู้จะเครียดไปทำไม เป็นคนไม่ชอบความเครียดชอบคลายscrew
ถามว่านอนหลับไหม?
หลับง่ายมาก แม้จะมีสถาณการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นกับชีวิตอย่างไร? หัวถึงหมอนหลับใน
2 ถ้ารัฐบาลโดนเตะออกจากทำเนียบหลับใน 2 วินาฑี (HA-HA)
คิดไหมว่าสถาณการณ์ที่เผชิญอยู่ในทุกวันนี้เป็นผลพวงมาจากอดีต
แน่นอนที่สุด
!
รู้สึกเสียใจไหม
ทำไมจะต้องเสียใจ
never regret เราไม่เคยเสียใจเพราะสิ่งที่กระทำไปทุกอย่าง เรายืนยันเสมอว่าจะไม่เสียใจภายหลัง
หมายความว่า การะกระทำทุกอย่าง บทบาททุกบทบาทที่มีเราทำไปด้วยความเต็มใจ
ด้วยการตัดสินใจแล้ว ไตร่ตรองแล้วอย่างรอบคอบฉะนั้นจะไม่มีการเสียใจ
แน่นอน
ในชีวิตคน ๆ หนึ่งมันก้จะมีสิ่งที่ทำผิดพลาดอยู่ไม่ใช่น้อย แต่เราก็พยามทำจิตใจให้สงบ
รายรื่น อย่างน้อยต้องแก้ปัญหาต้าง ๆ ที่เกิดขึ้น ให้ความเสียใจมันหายไป
เราเป็นคนไม่มีความเสียใจ
ไม่มีความอาฆาต...
หากย้อนเวลากลับได้ ยังยืนยันที่จะทำแบบเดิม ?
ยังยืนยัน...เหมือนเรามีความรักกับผู้หญิงแล้วต้องเลิกร้างกันเราต้องหลีกเลี่ยงความรักที่เกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ
? ไม่เห็นจำเป็นไปเปลี่ยนทำไมมันอาจเป็น good memory เป็นความทรงจำที่ดี
แน่นอนถึงจะมีความเสียใจอยู่ในนั้นบ้าง
ถ้าถาม
' รงค์ วงษ์สวรรค์ว่าเคยทำความผิดอะไรเอาไว้บ้าง ก็คงเป็นความผิดด้านนี้แหละมากที่สุด
คือค่อนข้างจะเป็นคนซึ่ง....ก็เรียกตัวเองว่า "ไอ้ดอกทอง"น่ะ
ฉะนั้นคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากกว่านี้--คลื่นใส้
ช่วงป่วยกับไม่ป่วย กิจวัตรประจำวันแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?
ไม่แตกต่างนอกจากเรื่องอาหาร
ต้องกินตามที่ภรรยาทำให้อย่างไม่สามารถจะคัดค้านได้ เพราะภรรยาก็รับคำสั่งมาจากแพทย์
เรื่องงาน
ทำตามปรกติ คนส่วนมากคิดว่าเราชอบกินเหล้าซึ่งชอบจริงชอบมากกว่าน้ำค้างและน้ำมนต์
แต่เราต้องแยกเวลากินเหล้ากับเวลาทำงานให้ชัดเจน ขอชี้แจงว่าไม่เคยกินเหล้าพลางเขียนหนังสือไปพลาง
ในเวลากว่า
40 ปีของการเป็นนักเขียน เขียนหนังสือมาเกือบ 100 เล่ม จำเป็นต้องรักษามารยาทกับตัวเองมาก
ผู้ชายคนนี้ drink like a fish but stay sober like a judge คงไม่ใช่โรคพิษสุราเรื้อรังแน่
แต่การเป็นไตวาย
มันก็ทำให้เหนื่อย ซึ่งทำให้ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงไปบ้างอย่างแน่นอน
บางทีมันเหนื่อยจนไม่สามารถแม้แต่จะเอื้อมมือไปหยิบดินสอ เหนื่อยเหลือเกิน
แต่ทางด้านจิตใจสบาย
ถ้าถามว่าทำไมจิตใจไม่เปลี่ยนแปลง
? ก็เพราะรู้อยู่แล้ว่าตัวเองต้องทำอะไร และไม่ทำอะไร เมื่อมันแน่วแน่อยู่แล้ว
ก็ไม่มีปัญหา ไม่ต้องตัดพ้อ ไม่ต้องไปร้องไห้กับต้นไม้ ไม่จำเป็นต้องไปตะโกนบอกนกว่ากูป่วย
หรือไปคร่ำครวญกับปลาในบ่อ เราก็ทำอะไรไปตามปรกติ
และปรกติก็จะไม่บอกใครว่าป่วย
นอกจากบังเอิญเขารู้ ทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล ช่วงปี 41-42 ไปแทบทุกสองเดือน
คนที่รู้ก็มีเพียงเพื่อนสนิทบางคนที่ฝากชีวิตกันไว้ อีกคนคือภรรยา
ลูกเรียนปริญญาโท ที่เท็กซัสก็ไม่บอก แม้แต่แม่อายุ 90 กว่าแล้วยิ่งไม่บอกใหญ่
เพราะไม่อยากให้ไม่สบายใจ
เพื่อนก็ไม่บอก
เว้นแต่ว่ารู้โดยบังเอิญ อย่างกรณีณัฐกานต์ ลิ่มสถาพร เขามาแอ่วเชียงใหม่
แล้วก็รู้โดยบังเอิญ
หมายความว่าถ้าณัฐกานต์ไม่เอาข่าวไปบอกต่อ เรื่องนี้ก็จะไม่กระจายไปกว้างอย่างที่เป็นอยู่
?
ก็คงไม่มีใครรู้ แต่มันก็ไม่ใช่ความผิด เป็นความน่ารักของณัฐกานต์
ที่แสดงความเป็นห่วงออกมาอย่างจริงใจ เพราะคนเราสิ่งที่จะยืนยังความเป็นเพื่อน
เป็นญาติน้ำหมึกกัน ก็ด้วยความห่วงใยในกันและกันที่แหละ-ว่าไหม?
เราเคยพูดเสมอว่า
คนเราต้องคิดถึงคนอื่นให้มากกว่าคิดถึงตัวเองให้น้อยกว่าคิดถึงคนอื่น
บางทีสังคมมันจะน่าอยู่มากกว่านี้ โดยเฉพาะในสังคมแคบ ๆ สังคมของนักเขียน
จำนวนนักเขียนในเมืองไทยไม่มีเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร
60 กว่าล้าน ฉะนั้นสังคมนี้ควรอยู่กันอย่างราบรื่น ควรแลกเปลี่ยนทัศนะ
ถกเถียงกันบนพื้นฐานความเป็นเพื่อน เป็นญาติมากกว่าเอาชนะคะคานกันอย่างกราดเกรี้ยว
ซึ่งไม่สร้างผลดีกับใครเลย และไม่ให้ผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้อ่าน เพราะเขาไม่ได้รู้เรื่องเหล่านี้ด้วย
ถ้าจะเถียงกันเถียงกันในแง่หลักวิชาการ
แง่ปรัชญาชีวิต ซึ่งเถียงกันได้อย่างเข้มข้น ทุกคนไม่มีความเห็นตรงกันหรอก
อย่างที่คนโบราณเขาเปรียบไว้ แม้แต่นิ้วมือก็ยาวไม่เท่ากัน ใช่ไหมล่ะ?
ได้ดุ้นอะไรที่แขวนไว้ในพวงแคลิเบอร์ก็ต่างขนาดกัน (HA-HA)
|