นินทาการเมือง
"ประชาธิปไตยเมืองไทย เหมือนกัญชาธิปไตย"
การเมืองมันเป็นสัญชาติญาณของคน
การถกเถียงเรื่องการเมืองเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด เราไม่ได้อยู่ในภาวะจำยอม
จะต้องถูกปกครองโดยนักการเมืองบางพวก บางกลุ่ม หรือรัฐบาลบางคณะ บางพรรค
ซึ่งให้โอกาสแก่เราน้อยที่สุด หรืออนุญาตให้เราเป็นสุขน้อยที่สุด....
เป็นสุขอย่างนั้นก็ต้องถกเถียงกันเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีกว่า
เราชอบแคลเดร็อน
(Pedro Calderon de la Barca กวีและนักเขียนบทละครสแปนิช) เขาหม่นหมองว่า
ชีวิตเป็นการโดนลงโทษ ของการเกิดเป็นคน... life-a sentence that man
has to serve for the crime of being born... และเราก็ต้องอุทธรณ์คำพิพากษานั้น
เราคิดว่าคนไทยโดยทั่ว
ๆ ไป ยังปกป้องสิทธิการเป็นคนของตัวเองน้อยไป นักการเมืองถึงได้กำเริบเสิบสานที่มากดหัว
ข่มเหงกดขี่ เป็นมาอย่างนี้ไม่น้อยกว่า 60 ปี หลังจาก พ.ศ. 2475
การเมืองควรเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ
ไม่งั้นเราจะตกเป็นประชาชนและประเทศชาติ คนที่ทำให้ประเทศล่มจมเป็นหนี้เป็นสินแทบล้มละลายในทุกวันนี้
ก็คือนักการเมืองกับโคตรแม่งบริวารเท่านั้น
นายสี
ลุงเคน ไอ้ไข่นุ้ยที่ปักษ์ใต้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย เขาทำเราตลอด
เราไม่เคยทำ ดังนั้นเราจึงต้องลุกขึ้นมาโต้เถียง
การโต้เถียงหรือถกเถียงของเรา
ถือเป็นการป้องกันตัว เรามีสิทธิป้องกันตัวเองจากการทำชั่วร้ายของคนอื่น
คนที่ทำให้จำนวนเมล็ดข้าวในจานเราน้อยลง คนที่ทำให้ปลาในครัวเราตัวผอมลง
เราไม่สามารถกินปลาอ้วน ๆ ได้ เราทำตัวเองไหม? คนอื่นทำ
เราทำงานกันเหน็ดเหนื่อยสาหัสสากรรจ์
ทุกอาชีพ ไม่ว่าชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน พนักงานหรือคนทำงานบริการต่าง
ๆ เราเห็นว่าไม่เคยได้รับความเป็นธรรม แม้แต่คนของรัฐเอง เป็นต้นว่าตำรวจ
พวกเขาทำงานหนัก แต่ได้เงินเดือนน้อยที่สุด ฉะนั้นการคอร์รัปชั่นต้องมีแน่
ๆ
แต่พลตำรวจหรือสิบตำรวจคอร์รัปชั่นบนถนน
ยังไม่ร้ายเท่ากับการที่นักการเมืองมีจิตใจบาป corruptness อันเลวร้ายอยู่ในกมลสันดาน
อันนี้มันยิ่งทำให้เดือดร้อนถึงผู้อื่น
เราจะได้ยินเสมอว่านักการเมืองมีเงินเป็นพัน
ๆ ล้าน ซึ่งไม่จริงเลย... เขามีหลายหมื่นล้าน! แต่ครอบครัวเขาอาจจะล้มเหลว
เช่นเมียไปเป็นชู้กับคนขับรถ ลูกชายติดยาเสพติด มันมีอยู่จริงในสังคมนี้
เขา
corrupt ต่อประชาชน ดังนั้นเขาต้องได้รับกรรมตอบสนอง เพราะการ corrupt
มันไม่ใช่ง่ายเหมือนกัน มันต้องวางแผน เพียงแต่ไม่สามารถเอามาพูดกันได้
เพราะผิดกฎหมายในข้อหาหมิ่นประมาท เราถึงต้องเอามาเขียนในรูปนวนิยาย
ในฐานะที่เคยนินทานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีผ่านตัวหนังสือมาแล้ว
ถ้าเผื่อให้ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งแรกที่ ฯพณฯ '
รงค์ วงษ์สวรรค์ จะทำคือ?
ไม่เป็นนายกฯ (HA-HA)
คนเราต้องรู้ว่าหน้าที่ของตนมีแค่ไหน
ขอบเขตความสามารถของเรามีเท่าไหร่ จะมาคิดเป็นนายกฯทุกคนมันก็แย่
เรามีหน้าที่อะไร...
ถ้าปลูกอ้อย เราก็ต้องเป็นคนปลูกอ้อยที่ดีที่สุด ถ้าปลูกฝ้าย ต้องเป็นคนปลูกฝ้ายที่ดีที่สุด
ทุกคนมีหน้าที่ มี profession มีอาชีพเป็นของตัวเอง และเป็น professional
เป็นนักเขียนก็ทำหน้าที่ได้แค่นักเขียน แต่อย่าถามนะว่า หน้าที่ของนักเขียนคืออะไร
? อันนั้นต้องพูดกันสามวันแปดคืน (HA-HA)
คนเราต้องรู้หน้าที่ตัวเอง
ดังนั้นสิ่งที่เรารำคาญมาก หงุดหงิดมากในทุกวันนี้ คือการที่ไอ้คนซึ่งไม่น่าเป็นรัฐมนตรีมันก็มาเป็นรัฐมนตรีเอาอย่างนี้ดีกว่าถามผู้อ่านทุกท่านหน่อยเถอะ
ว่ารู้จักชื่อรัฐมนตรีทุกคนไหม? ในคณะรัฐบาล สารภาพว่าเราไม่รู้
แต่ถ้าคนอย่างเราซึ่งอยู่กับกระดาษอยู่กับวงการหนังสือพิมพ์ไม่รู้แล้วจะให้ประชาชนถึง
60 ล้านคนรู้ได้อย่างไร ลองเปรียบเทียบดู
ถามว่าทำไมถึงไม่รู้
ก็เพราะคน ๆ นั้นไม่เหมาะสมจะเป็นรัฐมนตรีคือมันเป็นใครก็ไม่รู้ อยู่
ๆ ใช้สิทธิทางอำนาจตามกฎหายรัฐธรรมนูญคาบฟ่อนธนบัตรกระดิกหางขึ้นไปเป็นรัฐมนตรี
เราเขียนออกมาสองขบวน "นินทานายกรัฐมนตรี" กับ "นินทาฯพณฯสาก
ส.ส. กะเบือ" เคยอ่านไหม? ขบวน 3 กำลังจะตามมา...
บางคนเมื่อวานยังวิ่งเขาโรงจำนำอยู่เลย
เป็นรัฐมนตรีเดือนเดียววันนี้วิ่งไปสวิส ไปเปิดบัญชีรหัส ไปฟอกเงินที่เกาะเคย์แมน
ซึ่งเป็นความจริงทั้งนั้น ใครหน้าไหนจะปฏิเสธ?
เรื่องเหล่านี้มันมีอยู่ในทุกประเทศ
ทุกระบอบการปกครอง คอร์รัปชั่นต้องมีตลอดเวลา เพราะสิ่งที่เป็นศัตรูต่อตัวมนุษย์ที่สุด
ไม่มีอะไรมากไปกว่ากิเลสตัณหา ไม่มีคำว่าเพียงพอ
แต่แน่นอน
ขณะเดียวกันถ้าคนเราไม่มีกิเลสตัณหา ก็ไม่รู้จะเกิดมาทำไม? เราจึงต้องคุมกิเลสตัณหาให้อยู่ในขอบเขตอันพอดี
พองามเหตุนี้เราถึงได้มีศาสนา มีกฎหมายให้ยึดเหนี่ยว อย่าให้เตลิดเปิดเปิงจนเกินไป
ความพอดีเป็นสิ่งสำคัญ.......
คนจำนวนมากเชื่อว่าเมืองไทยในปัจจุบันปกครองในระบอบประชาธิปไตย
' รงค์ วงษ์สวรรค์คิดอย่างไร?
อันนี้ตอบไม่ได้
เพราะประชาธิปไตยก็มีหลายรูปแบบ รัฐธรรมนูญก็มีหลายรูแบบ มันแล้วแต่ธรรมชาติของประเทศนั้น
ๆ
คำว่าประชาธิปไตยมันเป็นนามธรรมที่สมมุติกันขึ้นมา
ซึ่งไม่เหมือนกัน ประชาธิปไตยที่กรุงเทพฯ ไม่เหมือนที่แรงกูน เวียนนา
ลอนดอน หรือที่อื่น ๆ เพราะคนไม่เหมือนกัน
ฉะนั้นเขาจึงพยายามสรุปกันง่าย
ๆ ว่า ประชาธิปไตยคือระบอบที่เลวน้อยที่สุด ไม่ใช่ดีที่สุด ลัทธิสังคมนิยมก็ดี
มาร์กซิสม์ก็ดี มันดีในบางสถานการณ์ บางที่ บางแห่ง
ทุกระบอบการปกครองมันไม่ใช่เรื่องนิรันดร
มันต้องเปลี่ยนไปอย่างที่เรามีการเปลี่ยนกฎหมายรัฐธรรมนูญ มันเป็นเรื่องที่ดี
แต่แน่นอนในสิ่งที่เรายกย่องว่าดี มันก็ย่อมมีจุดบกพร่องบ้าง เราก็ต้องแก้ไข
มันเปลี่ยนกันได้
กฎหมายเขียนด้วยมือคน
ไม่ได้เขียนด้วยตีนหมา!
'รงค์ วงษ์สวรรค์ มีภาพฝันถึงสังคมอุดมคติ หรือยูโธเปียหรือไม่
?
ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้
ไม่เคยฝันไปไกลถึงขั้นนั้น ที่ไม่อยากคิดไปไกล เพราะเราไม่เคยเรียนรัฐศาสตร์การเมือง
คิดแต่ว่าสังคมของเราต้องเป็นสังคมที่มีความสุข มีความเอื้อเฟื้อต่อกัน
เราเป็นคนไทยธรรมดา
ๆ ไม่ได้คิดฟุ้งซ่านไปมากมาย ไม่ได้คิดว่าต้องมีสังคมพระศรีอริย์ หรือสังคมอะไรต่อมิอะไร
แล้วก็ไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ คิดแต่ว่าสังคมเราทุกวันนี้ ทุกคนควรได้รับความยุติธรรมในการอยู่ร่วมกัน
ได้รับความเอื้อเฟื้อระหว่างกัน นี่คือสิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดแล้ว จะไปเรียกร้องอะไรมากกว่านี้
ในฐานะที่เราเกิดมาเป็นผู้ชาย
พอโตเป็นหนุ่ม แต่งงานมีครอบครัว ก็ต้องมีภาระรับผิดชอบ ให้ลูกมีการศึกษา
ให้เมียมีข้าวกิน พยายามให้ในครอบครัวมีความยุติธรรม ต้องให้ลูกได้รับความสุขเท่า
ๆ กัน แต่แม้กระนั้นมันก็ต้องมีการกินแหนงแคลงใจกันบ้าง
ถ้าครอบครัวมีความสุข
สังคมข้างนอกก็มีความสุข มันของง่าย ๆ ไม่ต้องไปคิดมาก คนที่คิดมาก
คือคนที่เรียนมาก ซึ่งการรู้มากกว่าคนอื่น อาจเป็นโอกาสที่จะแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำไป
อย่าไปคิดมากมายเกินไป
ยูโธปงยูโธเปียมีที่ไหน...
แต่ช่วงหนึ่ง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ก็ได้สร้างระบอบ "กัญชาธิปไตย"
ขึ้นมาบนหน้ากระดาษ
อันนั้นมันเป็นการเยาะเย้ย
เพราะตอนนั้นเป็นช่วงที่เราสูบกัญชามาก เป็นการเย้ยหยันประชาธิปไตยเมืองไทยว่ามันเหมือนกัญชาธิปไตย
เหมือนคนบ้า ๆ บอ ๆ ลักษณะมันเป็นอย่างนั้น
ดูเอาสิ...ตอนหาเสียงเลือกตั้ง
ทุกคนทำอะไรได้หมดเลย คือโกหกตลอดเวลา แต่ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง เขาถึงมีคำพูดว่านักการเมืองมันให้สัญญา
แม้แต่จะสร้างสะพานบนผืนดินที่ไม่มีคลอง
แต่หอระฆังใบเดียวมันยังโกงสมภารวัด
มันบอกจะมาสร้างให้ก่อนเลือกตั้ง พอเลือกตั้งเสร็จก็หายไปเลย มันเป็นเรื่องของการฉกฉวยมาก
คนจึงต้องสร้างทฤษฎีมาทุกยุค เปลี่ยนแปลงเปลี่ยนไปว่าทำยังไงถึงจะอยู่กันได้
'รงค์ วงษ์สวรรค์ เคยไปร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือไปร่วม "ม็อบ"
บ้างหรือไม่
เหย์!...
ในยุคที่เราเติบโตมันไม่มีม็อบนี่ (HA-HA) มีแต่ยกพวกไปตีกัน ระหว่างตำบล
แต่ช่วง
14 ตุลาฯ (2516) ก็ไป เพราะไม่ไปไม่ได้แล้ว มันทนไม่ได้ 6 ตุลาฯ (2519)
ตกงาน ไอ้หอยแม่งเปิดหนังสือพิมพ์วุ่นวาย ก็นอนฟังข่าวดูทีวีอยู่กับบ้าน
แต่รู้ข้าวตลอดเวลา เพราะเพื่อนฝูงที่อยู่ขบวนการฯส่งข่าวตลอดเวลา
ไม่ไปก็เหมือนไป คอยอุดหนุนจุดเจือเพื่อนในสถานการณ์นั้น เท่าที่จะทำได้
ช่วงพฤษภา
2535 อยู่ที่เชียงใหม่ ก็ออกไปเย้ว ๆ อยู่หลายวันหลายคืน ออกไปด้วยสัญชาตญาณของคนหนังสือพิมพ์
ไปอยู่ในขวบนของเขา ทำอะไรต่ออะไรแล้วแต่เขาจะให้ทำ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ทำอะไรให้ไปเดินเท่
ๆ เล่น และเป็นโฆษกให้บ้างในบางโอกาส
|