"ทูนอินมันก็มาจากคาถาของฮิปปี้ไง tune in. turn on. drop out
ทูอินเวลาออกมาเป็นภาษาไทยฟัง ๆ ดูสำเนียงมันออกจะหนือ ๆ อยู่เหมือนกัน
tune มันเป็นศัพท์สำนวนของฮิปปี้เขา เป็นคาถาของฮิปปี้ ทูนอินก็คือการทำตัวเขาไปสู่กระแสธรรมอะไรสักอันหนึ่ง
แต่เป็นธรรมชาติ ในขณะนี้ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ กำลัง tune in ตัวเขาเข้าไปสู่กระแสของธรรมชาติคือจะใช้คำว่า
back to nature มันก็ฟังดูเป็นหนังฮอลลีวูดไปหน่อย เขินตายห่า (หัวเราะ)
"ทีนี้ตัวเองน่ะ ธรรมชาติจริง ๆ คือพื้นเพแม่เป็นชาวสวน แล้วตัวเราเป็นลูกติดแม่นะ
เป็นอีดิปุสเป็นลูกรักแม่ พ่อเป็นวิศวกร คิดว่าตัวเองมีนิสัยของแม่อยู่ในตัวมากว่านิสัยของแม่
เป็นดิดีปุสคอมเพล็กซ์ (Oedipus complex) คือรักแม่มากทุกวันนี้ก็ยังรักแม่มาก
รักแม่มากจนคนเขาว่าชีวิตสมรสถึงได้พังทลายหลายครั้งหลายหน เพราะหาผู้หญิงที่ทำให้เหมือนแม่ไม่ได้
ฉะนั้นก็คิดอยู่ตลอดเวลาว่า เราต้องออกจากกรุงเทพฯ มาอยู่กับดิน เพราะแม่จะสอนเราเสมอตั้งแต่เป็นเด็กว่า
ลูกแผ่นดินนี้เป็นทั้งเริ่มต้นทั้งสุดท้ายนะ คนเราสามารถจะพึ่งพาแผ่นดินได้มากกว่าอะไรทั้งสิ้นแม่ยังชื่อถือในดิน
แม่ยังเพาะต้นไม้ขายจนอายุ ๘๐ ซึ่งตัวเองก็มองหาอยู่เรื่อยว่า ถ้ามีโอกาสที่จะออกไปจากป่าคอนได้
จะต้องออกมา อยากจะมาใช่ชีวิตอย่างนี้ คิดไว้ตั้งแต่ประมาณอายุ ๓๕
- ๓๖ แต่ไม่มีใครเขาเห็นด้วยหรอก เขานักว่าบ้าทั้งนั้น นี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้พยายามที่จะวางตัวเอาไว้ในป่า"
การวางตัวเองไว้ในป่าของวัยบั้นปลายชีวิตน่าจะนับเป็นความลงตัวของความสุข
"บังเอิญเป็นคนที่ไม่ได้พยายามหาความหมายของความสุขนะ
คือความสุขที่มันไม่มีขอบเขตไม่คำจำกัดความ เลยไม่เคยอยากจะมาหาความหมายของความสุขหรอก
แต่คิดว่าการมีชีวิตคือการพยายามวิ่งหนีควาทุกข์ คือถ้าหากว่าเราพยายามที่จะขจัดความทุกข์ออกไปได้มากที่สุดเท่าไร
นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ไม่เคยไปเรียกร้องหาความสุข พูดง่าย ๆ แต่ฟังดูยากสักนิดหนึ่ง
แต่มันเป็นตรรกชนิดหนึ่งเหมือนกัน มันก็เหมือนถามว่าพรุ่งนี้คุณจะทำอะไร
แล้วเมื่อว่านละเราทำอะไรคือไม่ต้องไปหาความหมายของความสุขหรอก ไอ้การที่จะหาความหมายของความสุขนี้
เราว่ามันทำให้ชีวิตยุ่งยากเหลือเกน อะไรคือความสุข... รถยนต์สปอร์ตสักคันหนึ่งหรือ
ผู้หญิงที่สวยที่สุดทั้งเวลานุ่งผ้าและแก้ผ้าสักคนหนึ่งหรือ หรือคนหนึ่งไม่พอ
ยังต้องการถึง ๒๐ คน จะต้องการเหล้าที่ราคาแพงที่สุดและดีที่สุด มีใครตอบได้
ฉะนั้นตัวเองถึงไม่พยายามที่จะมานั่งค้นหาความหมายของคำว่าความสุข
"ถ้าจะว่ากันไป แม้แต่อยู่กับธรรมชาติมันก็โลภเหมือนกันนะ โลภอยากจะมีต้นไม้มากว่าเมื่อวานนี้อีกต้นหนึ่ง
(หัวเราะ) เห็นต้นไม้ ใครก็รัก นี่รักมาทั่วโลกเลย ไปที่ไหนก็ขโมยต้นไม้เขามาโลภน่าดูเลย
โดนปรับโดนอะไร ยอมทั้งนั้น ลักต้นไม้เขามานี่ มือไม้ฉีกหมดเลย บางทีขุดเอาด้วยมือ
ไม่มีเครื่องมือ ใช้เครื่องมือธรรมชาติ แต่ว่าการอยู่กับต้นไม้นี่
รู้สึกว่าจิตใจเราจะสงบดีกว่าอยู่กับหลาย ๆ อย่าง อยู่ ๆ จัดเราไปขังไว้ในที่ร้านขายเพชรสัก
๓ ชั่วโมงเราคงอึดอัดแย่เลย จริงไหมลองคิดดูซิ หรือแม้แต่นั่งอยู่ในบาร์เหล่าสัก
๓ วัน ๓ คืนก็ไม่ไหวเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่ชอบกินเหล้าที่สุดนี่ มันก็คงไม่ไหว
แต่ถ้าอยู่กับต้นไม้ อยู่กับความเขียว อยู่กับการเติบโต อยู่กับความหวังต้นไม้ก็คือความหวังชนิดหนึ่ง
เป็นคำมั่นสัญญาอย่างหนึ่งว่าจะต้องผลิใบ ว่าจะต้องออกดอก ออกผล การที่เรามองเห็นเหล่านี้มันก็มีความสุข
เหมือนกันนะ ถ้าจะเรียกว่าความสุขแต่มักจะใช้คำว่าความราบรื่นในชีวิตมากกว่า
ความราบรื่นหรือความเป็นไปได้ชองชีวิต"
บนสวนทูนอินมีความงดงามของธรรมชาติ มีเสียงระบำใบไม้เป็นเสียงดนตรีเห่กล่อม
มีสีสันนานาของป่าไพรใช้ชวนใหลหลง
"เมื่อเราเป็นเด็ก เราอาจจะสังเกตว่าเราอ่านหนังสือสักเล่มหนึ่ง
หรือเราอาจจะได้ยินคนแก่เขาพูดถึงว่า เขาสามารถจะได้ยินเสียงลม ได้ยินเสียงพายุ
ได้ยินเสียงฝน รู้สึกว่าได้ยินแล้วมันไพเราะเรามักจะเย้ยหยัน แล้วมักจะหัวเราะว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
แต่ถ้าเราโตแล้ว เราบรรลุนิติภาวะในบางสภาพ เรารู้สึกว่ามันเป็นไปได้จริง
ๆ อย่างมาอยู่ในป่ามันไม่ใช่เงียบนะ มันจะมีเสียงนก เสียงลม เสียอะไรตลอดเวลา
แล้วก็มีเสียงสัตว์เล็กสัตว์น้อย เสียงเขียดเสียงกบ แม้แต่ว่าเสียงเต่าคลานมา
ก็ยังสามารถจะได้ยิน เต่านี่จะคลานมากินเห็ด
"อย่างที่นี่ ที่หลงใหลที่นี่มาก ถึงกับต้องใช้คำอะไรสะใจ บอกว่ามัน
fascinate มากเลย อย่างในฤดูต่าง ๆ สีสันของป่ามันก็จะไม่เหมือนกันป่าแต่งตัวให้ตัวเองเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ใส่สีสดใส่สีหม่นหมอง ใส่สีโศกเศร้า ใส่สีรื่นเริง เวลาลมพัดมาในฤดูหนาวก็ดี
หรือในฤดูร้อนก็ดี เสียงลมนี่นะมันเหมือนดนตรีจริง ๆ เพราะต้นไม้แต่ละต้นมีขนาดของใบไม่เท่ากัน
งั้นเวลาลมพัดนี่เสียงเหมือนเสียงตัวโน้ตดนตรีนะ ต้นหนึ่งก็จะเป็นเสียงหนึ่ง
อย่างต้นไม้กะล่านี่ ใบค่อนข้างจะใหญ่ก็เป็นเสียงหนึ่ง ถ้าเป็นต้อนก่อต้นอะไรก็จะเป็นอีกเสียงหนึ่ง
แล้วเวลาที่เขาผสานเสียงกัน มันเพราะจริง ๆ เลย มันจะเกรียวกรูดออกมา
เพราะมาก ไม่เชื่อมานั่งฟังด้วยกัน
"แล้วสิ่งนี้ก็เคยเขียนไว้ในงานเขียนหลายชิ้นซึ่งเพื่อนบางคนยังถกเถียงเราว่า
มึงได้ยินจริง ๆ หรือเปล่า เราบอกได้ยินซิ มาอยู่ที่นี่ตั้งสิบกว่าปีแล้ว
หาว่าใช้ภาษานักเขียนไป ใช้คารมไป ไม่ใช่อย่างต้นเส้านี่ เส้าคือเสลานะ
ใบเขาก็จะมีทั้งเส้า เปลือกหนา เปลือกบาง เปลือกดำ ใบเขาก็จะต่างขนาดกัน
เวลาเขาจะร่วง เขาก็จะรวงกราววว... เสียงใบไม้เสียงเขาหล่นก็ไม่เหลือนกัน
อันนี้เป็นสิ่งที่ตัเองในขณะนี้พยายามที่จะเขียนออกมา พยายามที่จะให้คนอ่านได้เข้าใจ
หรือว่าคนอ่านรุ่นใหม่ซึ่งชีวิตจะต้องผูกพันกับสังคมแบบคอนกรีตมาก
ๆ เราไม่ได้ไปยับยั้งการเติบโตของสังคมคนกรีต แต่เราอยากให้คนมีเวลาปลีกเวลาของตัวออกมาจากสังคมคนกรีตบ้าง
ให้มาสู่สังคมของใบไม้บ้าง"
ป่าให้ความร่มรื่น สร้างสมดุลของธรรมชาติทั้งยังเป็นแหล่งอาหารของผู้คน
แต่หากมนุษย์ไม่รู้จักถนอมรักษาป่า ป่าไม้ก็จะหมดไปจากพื้นโลกถึงบัดนั้นวิกฤตในชีวิตมนุษย์คงเกิดขึ้น
"ไม่มีใครสามารถยับยั้งระบบวิทยาศาสตร์หรือระบบไฮเทคอะไรได้หรอก
พยายามยับยั้งยังไงก็ไม่สำเร็จ ต่อให้มีนักอนุรักษ์เพิ่มขึ้นมาอีกสักร้อยล้านคน
มันก็ยังอนุรักษ์อะไรไม่ได้หรอกเพียงแต่ว่าเราต้องประคับประคองหรือพยายามหวงแหนทะนุถนอมป่าไม้
ธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ไว้ให้มันยังมีบทบาทอยู่บ้างในชีวิตของคน อันนี้สำคัญ
คนอยู่ในป่าคนกรีตสักเดือนหนึ่งนี่ ถ้ามีเวลาออกมาหายใจบนภูเขา ในป่าสักสองวัน
เราคิดว่านี่จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของคนคนนั้น เรามาอยู่ในป่านี่ครั้งแรกที่มองก็รู้สึกสิ้นหวังเหมือนกัน
แต่เมื่อมาอยู่นาน ๆ เข้า รู้สึกเรามีความหวัง เพราะเคยพูดไว้หลาย
ๆ ครั้งหลายหน ๆ หน จนบางคนเขาก็ไม่พอใจที่จะฟังประโยคนี้ เราบอกว่าไม่ว่าใครก็ตามที่จะมาเป็นรัฐบาล
หรือไม่ว่าใครก็ตามที่จะมีอำนาจสามารถที่จะเข้าบริหารประเทศ ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่
มาวางโครงการให้แน่นอนเกี่ยวกับป่าเกี่ยวกับธรรมชาตินี่ เสร็จแล้วท่านทั้งหลายกรุณาให้เกียรติประชาชน
ท่านอย่าคิดว่าประชาชนเป็นทาสของท่าน หรือเป็นคนโง่เง่ากว่าท่าน
"ประชาชนที่อยู่ติดแผ่นดินอย่างผมกับชาวบ้านตำบงโป่งแยงนี่จะรักษาป่าให้
ดูแลให้เกียรติกันบ้าง ไม่ใช่เห็นว่าประชาชนเป็นคนเลวกันเสียหมด เพราะคนที่เห็นยาก
ๆ จน ๆ ที่โป่งแยงนี่ไม่ใช่คนที่ทำลายป่าแน่นอนที่สุด เป็นคนที่รู้จักป่า
เป็นคนที่รู้จักต้นไม้ เป็นคนที่จะต้องหวงแหนป่า เพราะป่าคือซูเปอร์มาร์เกตของเขา
เขาจะต้องเข้าซูเปอร์มาร์เกตกันทั้งเช้าทั้งเย็น ไปหาอะไรมากิน เขายังรู้จักเลยว่ากล้วยต้นไหน
กล้วยพันธุ์อะไร ถึงจะกินปลี กินดอก ส่วนไหนจะกินหยวกกล้วยอย่างไหนกินหน่วย
กินผล เขาละเดียดอ่อนมาก สังคมของเขามีอรยธรรม มีแบบแผนของการดำเนินชีวิต"
บ้านพักหลังร่มรื่น ในแวดล้อมของธรรมชาติกลางหุบเขาโป่งแยง เป็นทั้งรวงรังอันอบอุ่นและแหล่งผลิตงานเลี้ยงชีพของวันนี้
ทุกวันนี้ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ยังคงทำงานหนัก และทำงานหนักโดยไม่มีวันหยุด
!
"ครับ เรารู้สึกตัวเองว่าเรา ของใช้สรรพนามว่าเรานะ เราทำงานหนัก
การทำงานหนักมันมีสองเหตุผลนะ หนึ่งเมื่ออายุ ๒๐-๓๐ นี่ บางวันเขียนหนังสือ
๓ คอลัมน์ ไม่เดือดร้อนเลย เดี๋ยวนี้ ๒ วันเขียนสักคอลัมน์หนึ่ง หรืออย่างเก่งก็วันหนึ่งได้สัก
๓ หน้ากระดาษ หรือ ๑ คอลัมน์ นี่เราทำงานช้าลงด้วย ไอตารางทำงานก็ยังปกตินี่แหละ
คือไม่มีวันเสาร์อาทิตย์ ไม่มีวันโกนวันพระ ตลอดชีวิตตั้งแต่เป็นนักเขียนมานี่
ไม่เคยมีวันฮอลิเดย์ ไม่มีวีคเอนด์ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ตื่นเช้ามาเราก็ทำงาน
เป็นคนไม่ค่อยตื่นสายนะ ยกเว้นแต่ถ้าแฮงก์โอเวอร์ก็ตื่น ๗ โมง ๘ โมง
ตื่นมาก็มักจะเป็นเรื่องของการสังคมแล้ว จะต้องลงไปทักทายกับต้นไม้ใบหญ้า
จะต้องไปคุยกันไปอะไรกัน ถามทุกข์ถามสุขกันสักพัก แล้วก็มากินกาแฟ
คือเริ่มทำงานก็ไม่เกิน ๙ โมง ทำถึงบ่ายโมง พอถึงบ่ายสองโมงก็กินข้ากลางวัน
ซึ่งเป็นข้าวมือแรก เพราะเช้าไม่ได้กิน เช้ากินกาแฟ ดื่มน้ำชาจีนลูกเดียว
แล้วก็นอนไปตื่นเอาห้าโมง ห้าโมงก็ไปเข้าสังคมอีก ไปหาต้นไม้หาปลา
แล้วมาเริ่มทำงานอีกทีตอนทุ่มหนึ่ง ไปเลิกเอาอีกทีตอนสองยามถึงตี ๑
ไปนอนเอาตี ๒ เทียงคืนตี ๑ ก็กินข้าวมื้อที่ ๒ ซึ่งเป็นมื้อสุท้ายของวัน
ก็อย่างนี้แหละ เป็นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว บ่ายก็ต้องนอนเพราะมันนอนไม่พอ
"เราเป็นคนไม่มีวินัยอย่างยิ่งเลย เรื่องระเบียบวินัยนี่ไม่ค่อยมี
แต่มันมีอะไรอยู่อย่างที่เรารู้ว่าเราต้องทำอะไรเท่านั้นแหละ บางทีก็ต้องเข้าใจอย่างนี้ด้วยนะ
การเป็นนักเขียน บางทีนั่งเฉย ๆ เขาก็ถือเป็นการทำงานเหมือนกัน เพราะว่าก็คิดอะไรบางทีนอนตื่นสายนี่บางทีไม่ได้นอนหรอก
อ่านหนังสือ เดี๋ยวนี้ก็ต้องพยายามบังคับตัวเองว่าอย่านอนนักเลย เดี๋ยวมันจะเป็นเหน็บ
ลุกขึ้นมาทำอะไรต่ออะไรดีกว่า อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันเป็นงานหนัก
ครับนักเขียนนี่ แต่ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันเป็นงานหนัก ก็อุตส่าห์อยากให้ใคร
ๆ เขาเป็นกันเยอะ ๆ เพราะยังคิดว่าประเทศไทยยังมีนักเขียนไม่พอ เท่า
ๆ กับมีนักอ่านไม่พอ
"เมื่อก่อนเราเป็นปลา ว่ายอยู่ในแม่น้ำแม่กลองเดี๋ยวนี้มาเป็นแมว
วิ่งอยู่บนภูเขาโป่งแยง แมวนี่ศักดิ์ศรีมันเหนือกว่าเสือนะ แมวคือครูของเสือกิริยาต่าง
ๆ ของเสือ วิธีการล่าเหยื่อต่าง ๆ ของเสือวิธีการอะไรของเสือนี่ ครูของเสือคือแมว
แมวเป็นครูสอนเสือ แต่ทีนี้เมื่อสอนมาก ๆ แล้วลืมสอนไปข้อหนึ่ง ขี้แล้วให้กลบ
เดี๋ยวนี้เสือขี้เกลื่อนกลาดหมด แต่ขี้แมวไม่มีใครเห็นเลยในโลกนี้
แมวขี้แล้วกลบทุกตัว จำไว้ให้ดี ฉะนั้นเราถึงเป็นแมวเป็นครูเสือ แล้วแมวที่โป่งแยงอย่างเรานี่เรากล้าท้าเราจำต้นไม้ภาคเหนือได้เกือบหมดทุกต้น
ต้นไหนบาน ต้นไหนใครมาตัดของเราไป เราด่าพ่อล่อแม่มันอยู่ริมถนน คือเวลาเราขับรถผ่าน
เราจะต้องหยุดดูต้นไม้ เราจำได้จริง ๆ ครับ เดือนไหนอะไรจะบาน
"อย่างงิ้วนี่สวยมาก โอ้กำลังบานขณะนี้ งิ้วกำลังบานทั่วป่าประเทศไทย
ตั้งแต่นครสวรรค์ขึ้นมา ตั้งแต่ตากฟ้า ตาคลี นครสวรรค์ ไล่ขึ้นมาถึงเหนือนี่
ขณะนี้ที่สวยที่สุดอยู่ที่เชียงแสน ล่องแม่น้ำโขง จากแถวเชียงแสนไปถึงสบรวก
สามเหลี่ยมทองคำ ดอกงิ้วสวยที่สุดในโลก บานเต็มแม่น้ำโขงเลย สองฝั่งมีแต่งิ้วสีแดง"
|