>> ลูกผู้ชาย ชื่อ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ คนของแม่น้ำ แผ่นดิน และป่าไพร
[an error occurred while processing this directive]
 
รางวัลคนค้นฅน : นักเขียนรางวัลสารคดี คน ค้น ฅน
‘รงค์ วงษ์สวรรค์
OLD JOURNALIST NEVER DIE
ขุนเขา-พญาอินทรี และกีตาร์ปืน
กิตติ กาญจนสถิตย์ และ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
การพบกันครั้งแรกในรอบ 30 ปี
เปลี่ยนแว่นม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ประจำปี 2547
สืบชะตา วาระ 72 ปี 'รงค์ วงษ์สวรรค์
อะเดย์ ฉบับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
เป็นความดีใจของเราที่เรื่องราวของพญาอินทรีย์
ได้รับการถ่ายทอดสู่หนุ่มสาวร่วมสมัยอีกครั้ง
'รงค์ วงษ์สวรรค์ สำเริง
พญาอินทรีย์บินเหนือดอยสูง

และ ประวัติของพญาอินทรีย์ โดย สมรม สทิงพระ
ลูกผู้ชายชื่อ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ คนของแม่น้ำ แผ่นดินและป่าไพร
อาหารพื้นบ้าน 6 ตำรับ
จากอาหารนักเขียน
ลิขสิทธิ์ - สิทธิ์ที่นักเขียนถูกปล้น
บทสัมภาษณ์
Sex Life "ถ้าต้องประกอบการสังวาส จะตั้งใจทำให้งดงาม"
'รงค์ วงษ์สวรรค์ บน Milestone เรท X
เหตุและผลของ 2 ปีที่หายไป

บทสัมภาษณ์โดยองอาจ ฤทธิ์ปรีชา
'รงค์ วงษ์สวรรค์ สำเริง ครบรอบ 64 ปี
พิธีเปลี่ยนแว่น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
ณ สวนทูนอิน ต.โป่งแยง อ.แม่ริม เชียงใหม่
และวาระครบ 71 ปี ของ'รงค์ วงษ์สวรรค์ 20 พฤษภาคม 2546
2 ปีที่หายไปของ
'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในงานมติชนบุ๊คเดย์
30 ส.ค. - 7 ก.ย. 2545
'รงค์ วงษ์สวรรค์ 69 (2544)
'รงค์ วงษ์สวรรค์ 60 ปี
   
   
   
   
   
   
   
 
 
 
 

 


ลูกผู้ชาย ชื่อ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
คนของแม่น้ำ
แผ่นดิน และป่าไพร

.................................................................................................................................
สัมภาษณ์โดย อรสม สุทธิสาคร
จากนิตยสารคดี ปีที่ 10 ฉบับที่ 113 เดือน กรกฏาคม 2537 (หน้า 120-146)

[ << Prev : intro 1 2 3 4 5 6 7 8 : Next >> ]
"แม่จะสอนเราเสมอ
ตั้งแต่เป็นเด็กว่า ลูก
แผ่นดินนี่เป็นทั้งที่เริ่มต้นทั้งสุดท้ายนะ
คนเรานี่สามารถจะพึ่งพาแผ่นดิน
ได้มากกว่าอะไรทั้งหมด
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เราพยายาม
ที่จะวางตัวเองไว้ในป่า"

           ลูกผู้ชายชื่อ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้เปรียบตนเองเป็นแมววิ่งอยู่บนหุบเขาโป่งแยงในวันนี้ มองย้อนไปในอดีตครั้งยังเป็นปลาแหวกว่ายอยู่ในลำน้ำแม่กลอง ในวัยเยาว์ชีวิตของเขาผูกพันอยู่กับแม่น้ำสายนี้อย่างแน่นแฟ้น ภาพความหลังทยาอยมาสู่ความทรงจำเป็นลำดับ

           "เราเป็นลูกแม่น้ำ เกิดในน้ำ รู้สึกจะเกิดในเรือ คือสมัยนั้นพ่อเป็นช่าง เป็นวิศวกรเล็ก ๆ ของกรมชลประทาน โดยมากไปไหนก็จะมีพาหนะ ถ้าไม่อยู่แพก็อยู่ในเรือ เรือพวกนี้ก็ยังอยู่ในกรมชลฯ เยอะแยะ เรายังเคยไปเดินดูเลย เรือลำไหนที่เราเคยเกิด เขาเรียกเรือเป็ด เป็นเรือเป็ดอย่างโบราณ แต่ว่าเขาทำดี มีเก๋งมีอะไร เป็นออฟฟิศทำงาน เป็นครัว เป็นห้องนอน ทำดี สวยมาก เราเติบโตมาจากริมแม่น้ำ เป็นเด็กที่รู้จักปลารู้จักนก เป็นต้นว่านกปักหลัก นกกินปลาทั้งหลายซึ่งเราจะจับนกมากินตั้งแต่เด็กแล้วครับ เราจะมีความผูกพันกับสายน้ำตลอดชีวิต พ่อเป็นวิศวกรกรมชลฯ ต้องเคลื่อนย้ายไปตามแม่น้ำตลอดเวลา ฉะนั้นเราจึงผูกพันกับแม่น้ำมากมายที่สุด

           "อำเภอโพธารามที่เรามีชีวิตอยู่เป็นอำเภอที่ไม่มีนำแป๊บ ไม่มีน้ำประปา เมื่อเราไปโรงเรียนนี่เราวิ่งไปกัน เวลาเดินทาง เวลาเราหิวน้ำ เราจะวิ่งไปกินน้ำที่แม่น้ำ เพราะน้ำสะอาด ใสสะอาด อร่อยนะครับ หรือถ้าเราอยู่บ้าน เราก็กินน้ำฝน รู้สึกว่าเราจะเลิกไม่กินน้ำในแม่น้ำ ในตอนสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีค่ายเชลยอยู่ที่บ้านโป่ง เชลยพวกนี้จะมีพวกแขกกลิงค์ที่ถูกเกณฑ์มารบ มีอังกฤษ มีชาติอะไรต่ออะไร แล้วก็จะมีการฆ่ากัน หรือว่าตายกันด้วย โรคต่าง ๆ หลายโรคโรคที่เชลยจะต้องเป็น เพราะว่าขาดสุขอนามัย เช่น โรคแกงกรีน เป็นแผลที่ร้ายแรงเท่า ๆ กับบาดทะยักอะไรอย่างนี้ ซึ่งเป็นก็รักษาไม่ได้แล้วก็ตาย เมื่อตายแล้วทหารญี่ปุ่นเขาจะจับคนพวกนี้โยนลงน้ำ งั้นเวลาที่เรานั่งอยู่ริมแม่น้ำนี่ไม่ว่าจะเป็นเช้าหรือกลางวัน หรือเย็น เราจะเห็นศพของพวกทหารหรือศพของเชลยลอยผ่านมาทุกวัน

           "เราก็เลิกกิน ไม่กินน้ำในแม่น้ำกันแล้ว รู้สึกขยะแขยง และหลังจากนั้นแม่น้ำก็สกปรกขึ้นมาเรื่อย จนกระทั่งเราโตเป็นหนุ่ม มาทำงานหนังสือพิมพ์แล้ว ยิ่งกินไม่ได้ใหญ่เลย เพราะว่าแถวบ้านโป่งกลายเป็นโรงงานน้ำตาล น้ำก็ยิ่งสกปรกใหญ่เลย ผิดกับเมื่อก่อน เราว่ายน้ำกัน เราดื่มน้ำแม่น้ำนาน ๆ จะมีหมาเน่าตายลอยน้ำมาสักตัวหนึ่ง เราก็ปล่อยให้ลอยเลยไปก่อน แล้วเราค่อยไปกินเราไม่รังเกียจมัน เพราะมันตัวนิดเดียว แต่ระยะหลังมีศพลอยน้ำมานี่มัน่ากลัว มันมีลอยมาทีตั้ง ๑๐ ศพ ๒๐ ศพ..."

           ภาพชีวิตริมน้ำในวัยเยาว์คือความสนุกสนาน
           คือสีสันอันดื่นตาของเด็กชายลูกแม่น้ำแม่กลองนี้

           "ลูกแม่น้ำนี่เราจะพายเรือเป็นกันหมดครับแต่อย่างแม่น้ำแม่กลองนี่มันไม่เหมาะสมที่จะพายเรือเล่นหรอกครับ น้ำมันเชี่ยว นอกจากเราจะไปธุระเราถึงพายเรือไป เป็นต้นว่าจะไปทำบุญที่วัดต่างตำบล หรือว่าจะไปเยี่ยมญาติต่างตำบล เราก็อาจจะพายเรือไปนะครับ หรือว่ามีตลาดนัดทางน้ำ เรา ก็อาจจะพายเรือไป ขาล่องมันไม่เท่าไหร่ แต่ขาขึ้นนี่สิมันเหนือ ที่บ้านก็มีเรือ มีเรือมาดกระสวยเราจะมีเรือไว้ใช้เป็นพาหนะเป็นครั้งคราว ชีวิตที่เกิดที่ริมแม่น้ำนี่ อยากกินมะขามเทศก็ต้องไปที่ริมแม่น้ำ อยากจะไปหาหอยมาให้ยายแกงก็ไปงมในแม่น้ำ หอยมัดข้าวต้ม หอยกระโปกงัว... ขอโทษนะครับเขาเรียกอย่างงั้นจริง ๆ หอยกาบ หอยทราย

           "ถ้าถามว่ายามไหนที่แม่น้ำสวยที่สุด มันอยู่ที่สายตาคนกับอารมณ์ ในยามที่เราขี้เกียจ เย็น ๆ โดยมาก เราก็จะไปอาบน้ำที่แม่น้ำ เพราะสมัยก่อนมันไม่มีน้ำ ไม่มีห้องน้ำนี่ และนั่นแหละเป็นโอกาสเดียวที่เราจะเถลไถลไปนั่งขีเกียจอยู่แล้วก็โดนตี เราอยู่กับยายน่ะ ยายก็เอาไม้เรียวมาไล่นาบก้น ไล่ให้รีบอาบน้ำกินข้าวเสียก่อนที่มันจะมืด ส่วนมากช่วงนั้นแหละเป็นเวลามีความสุข ไปคุยกันริมแม่น้ำ วิ่งเล่นในแม่น้ำ ผู้หญิงกับผู้ชายก็ถือโอกาสเกี้ยวพาราสีกันริมแม่น้ำอะไรอย่างนี้ ใช่ไหมล่ะ แม่น้ำก็สวยทุกเวลา ถ้าคุณมีสายตา เผอิญเมื่อตอนเด็กเรายังไม่คิดมองพระอาทิตย์ มารู้จักมองเมื่อตอนโต เมื่อเริ่มรู้จักรักผู้หญิง เมื่อเด็ก ๆ เราจะมองหาอะไรกินได้มากกว่า จะตอกปลาอะไรอย่างงี้หน้าน้ำต้องตกปลาหมู ปลาลาก ปลากล้วยจะยกยอ จะทำอะไรต้องเกี่ยวเบ็ดเป็น บางทีหน้าน้ำก็ต้องยกยอปลาสร้อย เพราะเขาบอกว่า ปลาสร้อยขึ้นไปว่ายที่พระพุทธบาทที่พระแท่นดงรัง ก็นี่พูดกันไปเรื่อย

           "เราชอบยิงนก อย่างนกปักหลัก เราจะมีหนังสติ๊ก ไม้ซาง เราเป็นเด็กธรรมดาลูกชาวบ้าน เราถึงพูดเสมอว่า เรายังเชื่อในการฆ่าเพื่อมีชีวิต ฆ่าเพื่อกีฬาหรือเพื่อความบันเทิงเราไม่ค่อยชอบเท่าไร่ แต่ฆ่าเพื่อทรงไว้เพื่อการมีชีวิต เราว่ามันจำเป็นอยู่นะครับ จำเป็นมาก ๆ ทีเดียว พ่อสอนให้เราถอนปืนล้างปืน ยิงปืนตั้งแต่หัวเรายังเตี้ยกว่าปืนยาวน่ะเรายิงปืนเป็นแล้ว พ่อส่งปืนให้ไปยิงนกเป็ดน้ำแล้วทีนี้เด็กรุ่นนี้จะถูกสอนไม่ให้รู้จักปืน เด็กผู้ชายนี่แล้วจะให้รู้จักอะไรครับ แกก็เลยรู้จักอะไรต่ออะไรที่แกไม่ควรรู้จักตั้งเยอะ อย่างลูกเรานี่ดูรูปเพลย์บอยตั้งแต่เด็ก เราไม่เห็นมันเสียเด็กตรงไหนไม่เห็นเป็นอะไรเลย แล้วที่บ้านนี่เขาเอานางแบบมาถ่ายรูปนู้ดตลอดปี ลูกเราตั้งแต่ ๓ ขวบมันเห็นผู้หญิงแก้ผ้าแล้ว มันก็มองแล้วยิ้ม ๆ โถ มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร

           "คือเรารู้สึกว่าคนเดี๋ยวนี้มีจริตวิตกกันมากคนในยุคปัจจุบันมีความเจริญทางวัตถุมาก มีตึกสูง มีรถยนต์ที่วิ่งเร็ว มีเครื่องเพชรพลอย มีความสะดวกสบายในชีวิตต่าง ๆ ก็เลยลืมธรรมชาติไป ขณะเดียวกันเมื่อลืมธรรมชาติแล้ว คุณก็เลยไม่รู้ว่าคุณต้องสู้ในชีวิติอย่างไร เด็กอายุ ๓-๔ ขวบจะรู้จักเอทีเอ็ม อย่างนี้ ก็รู้จักกดเงินตั้งแต่ยังหาเงินไม่ได้ เรานี่ไปโรงเรียนเมื่อประถม ๑ ประถม ๒ เราต้องเอาขนมไปขายที่โรงเรียนนะ แม่ทำทอฟฟี่ไปมั่ง ทำถั่วชุบเคลือบน้ำตาลใสหลอดเกลียว ๆ แล้วก็ใส่กรวย มีกระดาษแก้วห่อ เรายังได้เอาไปขายกับเพื่อนที่โรงเรียน เราต้องหาสตางค์เป็นเสียก่อน จึงจะรู้จักใช้สตางค์ เราว่าไอเสิกพวกนี้เป็นสิ่งที่ดีนะ ไม่ใช่จะเอาอะไร มึงไปกดเอาเอง แล้วก็มาบ่นว่าลูกรักลูกผลาญ ก็ไม่เคยสอนเลยให้รู้จักคุณค่าของเงิน"

           เด็กชายจากลุ่มน้ำแม่กลองอำลาสายน้ำอันเคยคุ้น เดินทางสู่กรุงเทพฯ ในวัยเริ่มรุ่นขณะเรียนที่อำนวยศิลป์ ความเกกมะเหรกเกเรของเขาเริ่มเป็นที่ปรากฎในกลุ่เพื่อนฝูง เบื้องลึกลงไปในวิญญาณกฎคือปมด้อยที่ซ่อนแฝงอยู่ในหัวใจของวัยหนุ่ม

           "ไอ้ความเกเรมันเป็นหน้ากากที่จะซ่อนเร้นตัวเราเอง มันเป็นปมด้อยชนิดนึ่ง เกเรเกกมะเหรความจริงใจจริงเราไม่ได้เป็นคนอย่างนั้นหรอก ทำไปด้วยความคึกคะนอง ทำปด้วยการแก้ปมด้อยตัวเอง ก็ปมด้วยที่ว่าเราเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน อย่าลืมว่าสมัยที่เราเรียนหนังสือมัธยม อย่างโรงเรียนอำนวยศิลป์นี่ยังมีเจ้ามาเรียนนะ ครูต้องเรียกฝ่าบาท แหม ต้องถวายการทำโทษ ตีเบา ๆ ทีตีเรากระตุกฉับ ไอ้ห่า กระเด้ง ฝ่าบาทมาเรียนด้วย เราเรียกไอ้หม่อมสามหยอย มีทั้งนั้นแหละผู้ดีมีเงิน ครูกลัว ทีเราครูแกล้งทำเป็นตีพลาดตูดมาโดนน่อง เลยตีกลับบ้างสิ เอาไม้ปิงปองตีหน้าครูเลย ทีเจ้าละแหม ฝ่าบาท ต้องถวายการทำโทษหมั่นไส้ฉิบหาย ไอพวกเราลูกคนคนจนน่ะ ครูกลัวเจ้าฝ่าบาททุกคำ หม่อมเจ้าเยอะ มาโรงเรียนมีรถเก๋งมา มีคนขับมา มีปิ่นโตมา ต้องเสวยนะ ไอเรานี่โอ้โห ไม่มีจะแดก

           "ความกดดันมันเยอะยุคนั้น หมั่นไส้ เราก็เลยโดนทำโทษ ครูตัดคะแนนความประพฤติ เอาไปเฆี่ยนตีต่อหน้าเสาธง แค่เอาไม้ปิงปองตีหน้าครูทีเดียว ก็ตีน่องกู กูเจ็บนี่หว่า ชวลิต (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รัฐมนตรีมหาดไทย) นั่นเขาผู้ดี เขาเชื้อเจ้าวังบรูพาฯ ชาวลิตนี่แต่งตัวขาวทั้งตัวเลย เสื้อกลีบลงแป้ง เรานี่เสื้อมีแต่หมึกทั้งนั้นแหละ สลัดหมึกรบกัน เลอะทั้งตัว พวกลูกคนรวยเสื้อผ้างี้เรียบ ชวลิตนี่ตัวสะอาดมาก เป็นพวกคนรวย เรียนกับเราที่อำนวนศิลป์นะ แล้วไปเรียนกับเราที่เตรียมฯ เรียนหนังสือเก่ง มีที่ ๑ แข่งกัน มีเรา มีชาวลิต แล้วก็ทวี ชูทรัพย์ (อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์) อยู่ห้องคิง แข่งกันได้ที่ ๑ สอบไล่สองซ้อมนี่เราทำเสร็จตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว ครูพยายามหา จะหักสักแต้มหนึ่ง แต่หาไม่ได้ ขีดลบฆ่าก็ไม่มี จริง ๆ เพราะเราเรียนเก่ง เก่งมาก ๆ ด้วย"

           แม้มาเรียนที่เตรียมอุดมศึกษาแล้ว ความทะโมนของเขาก็มิได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด

           "ตอนอยู่เตรียมฯ ยิ่งกว่านี้อีก แต่อยู่เตรียมฯเรียบร้อยกว่านี้ เพราะว่าระเบียบมันเยอะ แต่ว่าก็ยังมีนิสัยชอบตอแยกับครู ทีนี้มันจะเริ่ม mature ขึ้นไง อย่างวันเกิดของครู พวกนักเรียนเตรียมฯ เขาพวกลูกผู้ดีเยอะนี่ ต้องเรี่ยไรเงินซื้อขนมเค้กไปให้ครู เราก็ต้องถูกเรี่ยไรไปด้วย ๒ บาท ๓ บาท ๕ บาท แต่เราจะเขียนรูปหมาคาบขนมเค้กไปติดไว้หน้าห้องตอนเช้า อะไรทำนองนี้ ครูก็รู้ ก็เราไม่สนับสนุนนี่ เรื่องอะไรล่ะ มาขูดรีดเรา แล้วทางที่ครูจะไปเยี่ยว เราก็ไปทำเป้าไว้ แล้วขว้างมีดเล่นให้ครูตกใจเล่น ครูปวดท้องเยี่ยวก็กลัวโดนมีดเดินอั้นเยี่ยวฉิบหาย แกล้งขว้างมีดแม่งปึ๊ง ปึ๊กครูกลั้นเหยี่ยว เดินอ้อม (หัวเราะ) เรานี่เหี้ยจริง ๆ คิดแล้วเรานี่มีบาป กว่าจะเลิกนี่ได้ก็นาน ชอบแกล้งเขา"

           แม้จะเป็นเด็กเรียนแก่งระดับที่ ๑ ของห้องแต่ 'รงค์ก็ต้องออกจากการเรียนกลางคัน อุบัติเหตุทางการเรียนของเขามาจากการวิวาทขัดแย้งกับครู เด็กหนุ่มผินหลังให้ห้องเรียน ก้าวสู่โลกกว้างเพื่อเรียนรู้บทเรียนของคนสู้ชีวิตหลากหลายงานอาชีพหล่อหลอมความจัดเจนอันข้นเข้มแข็งแกร่งของความเป็นลูกผู้ขายให้แก่เขา

           "เราเคยเป็นนายท้ายเรือ วิ่งล่อระหว่างแถวบางบัวทองไปออกแม่น้ำสุพรรณฯ ตอนนั้นเรามีอุบัติเหตุทางการศึกษา เป็นอยู่ไม่นานมาก เราทำแทบทุกอย่างครับ ผ่านงานมามากมาย ก็ทำอยู่สักระยะ งานป่าไม้ก็เคยทำ นายท้ายเรือโยงก็เคยเป็นตีกลองแห่รถหนังก็เคยทำ แต่งานอาชีพที่ค่อนข้างจะ relate มาถึงงานนักเขียนได้ก็คือ งานรับจ้างกะหรี่เขียนจดหมาย เรื่องนี้เคยเขียนไว้ในนวนิยายอะไรต่ออะไร คือแต่งให้เสร็จเลย ขอให้บอกข้อความมา คือทำมาทุกอย่าง ขายบุหรี่ก็ขาย สะพายกระบะบุหรี่ระหว่างสงครามเลิกใหม่ ๆ นิสัยนี้เราคิดว่าเราติดมาจากแม่ แม่เป็นคนขยัน เป็นคนที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโลก ในขณะที่พ่อเราเป็นเพียงข้าราชการจริง ๆ เลยเป็นคนเชื่อในสไลด์รูด เชื่อในพิมพ์เขียว พ่อเป็นวิศวกร เป็นคนที่ตรงไปตรงมา ไม่มีการที่จะหารายได้พิเศษ ถ้าไม่มีเงินเดือนก็อยู่ไม่ได้ เป็นคนที่เชื่อตัวเองอย่างนั้น

           "แต่แม่เป็นคนชองค้าชอบขาย เมื่อเราอยู่ชั้นมัธยม ๑ มัธยม ๒ โรงเรียนปิดเทอม เรากลับไปบ้านยังช่วยแม่หาบแตงโมขายเลย เพราะว่าเราซื้อแตงโมที่หน้าบ้านเราที่อยู่ท้านตลาด มันราคาถูก เราหาบไปขายตลาดก็ได้ราคาแพง ก็อย่างที่บอกแม้แต่ขนมเราก็ต้องเอาไปขายที่โรงเรียน แต่จริง ๆ แล้วพอโตขึ้นมาค้าขายอะไรไม่เป็นสักอย่าง ต้นฉบับยังขายไม่เป็นเลย แต่หมายความว่ามันเป็นนิสัยอย่างหนึ่งที่เราจะสู้ชีวิต อย่างไปอยู่อเมริกาเราก็ทำทุกอย่าง เพราะเงินเดือนไม่พอใช้ เราเป็นบาร์เทนเดอร์ ขายแฮมเบอร์เกอร์ ไม่ทำอย่างเดียว คือล้างชามเท่านั้นแหละ เพราะล้างชามมักเป็นงานที่หนักเหลือเกิน ล้างด้วยเครื่องนี่แหละ มันเป็นงานหนักที่สุดเลย นอกนั้นทำทุกอย่าง รับจ้างเก็บผลไม้ เก็บสตอรเบอร์รี่ ตัดผักกาดสลัด ทำอะไรต่อะไรซึ่งก็เขียนหมดไว้แล้วละในหนังสือต่าง ๆ เราอยู่สูขไม่เป็นหรอกครับ คือต้องหาทางช่วยตัวเอง"

           ชีวิตนายท้ายเรือโยงคือชีวิตของคนจริง ต้องผจญกับการแข่งขันแย่งผู้โดยสาร ต้องตีรันฟันแทงชีวิตเหนือสายน้ำสายน้ำจึงแล่นทะยานบนบทบู๊โลดโผนของดงนักเลง

           "ช่วงเป็นนายท้ายเรือมันก็สนุก แต่ก็เฉียดคุก เฉียดตะราง มันต้องแย่งเรืองพวงกัน สมันนี้ก็เรียกว่าแยกลูกค้า คือเราต้องเอาเรือมาเข้า ต้องมาแย่งกัน ขับเรือไปเจอแม่ค้าเจอคน ก็อ้าว จะไปไหน เราก็ย้อนมารับเข้าพวงงี้ อีตอนนี้มันก็มีที่จะต้องตีกัน แทงกัน เขม่นเกลียดขี้หน้ากัน หมายหัวกันคือมันเป็นเรื่องต้องแข่งขันกัน แต่ชอบมาก พูดจริง ๆ มันก็หายไปเสียเยอะ ไม่งั้นจะเปิดแผลให้ดู มีแผลเป็นสิบ ๆ แผล นี่ก็แผลมีดทั้งนั้น คือชอบมากเรื่องพวกนี้ เมื่อก่อนเราเป็นคนที่ว่า เขาเรียกว่านักเลง อีกแหละ คือเอาไงก็เอากัน พร้อมที่จะเชือดกัน ในตัวก็มีมีดอยู่สองเล่ม มีมีดโกนเล่มหนึ่ง มีดเสือซ่อนเล็บอีกเล่มหนึ่ง

           "เรือที่วิ่งอยู่เป็นเรือส่วนตัวของเรา เป็นเรือของพ่อ พ่อแกโมโหที่เราไม่เรียนหนังสือ เกเร ก็เลยจับยัดลงเรือเลย ต้องมาสอบใบเจ้าท่านะ นายท้าต้องมาสอบที่กรมเจ้าท่า ขับเรือไพล็อต แหมกว่าจะได้ ยังเสียดายไม่รู้ใบนายท้ายมันหายไปไหน เขามีใบนายท้ายเหมือนใบขับขี่แน่ะ แต่คุณต้องใส่กรอบใส่ไว้ในเรือ แล้วมัสนุกมาก มันถูกอัธยาศัยที่ชอบตีรันฟันแทง (หัวเราะ) แล้วก็ชีวิตเราถึงบอกว่ามันจะเปลี่ยนไปเลย ถ้าคุณเป็นนายท้ายเรือ คุณจะต้องทำตัวเหมือนนายท้ายเรือ คุณต้องตื่นแต่เช้าด่าแม่คนทุกคำพูด ตกเย็นคุณก็ต้องตั้งขวดเหล้าคุณต้องพร้อมที่จะรบกับใครก็ได้ มันเป็นอย่างนี้อาชีพมันทำให้คนมีนิสัยอย่างนั้นเหมือนกันนะ ถ้าไม่ทำตัวอย่างนี้ คุณก็อยู่ในอาชีพนี้ไม่ได้ คุณบอกแหม ผมเคยเป้นนักเรียนเตรียมฯ นะครับเขาจะได้เอามีดมาเชือดคอคุณโยนใส่กระสอบให้หมาแดก ต้องย่างนี้เรื่องจริงเลยครับ คุณไปบอกผมนักเรียนเตรียฯ นะครับ ผมอยู่ห้องคิง เดี๋ยวแม่งเชือด คุณก็เสร็จแล้ว ต้องเอากับมัน

           "นี่ถือว่าชีวิตคนอยู่กับอาชีพเหมือนกันครับอาชีพเป็นไงมันต้องเป็นอย่างนั้น ในเมื่อเราเป้นเจ้าชู้ เราเป็นนักเต้นรำ เราก็ต้องสมาร์ท โอ้โฮหยิบมือผู้หญิงงี้นิ่มเหมือนสำลี ตอนเป็นนายท้ายเราปรับสภาพไม่ยากหรอกครับ เราเป็นอย่างที่ภาษาอังกฤษเรียก chameleon like เราเปลี่ยนสีง่ายครับ chameleon ก็คือจิ้งเหลน กิ้งก่า ก็จิ้งจกเปลี่ยนสีนั่นแหละ คนไทยมาแปลเป็นจิ้งจกฝรั่งเรียกกิ้งก่า กิ้งก่าหรือจิ้งเหลนไม่รู้ คือต้องปรับตัวให้ทัน แต่เราพร้อมจะปรับเสมอ หวุดหวิดจะถึงตายก็หลายครั้งอยู่ ก็ไม่ถึงตาย แค่บาดเจ็บโดนแทงเอาบ้าง เขากระทืบมาบ้าง กระทืบเขาบ้าง แล้วสมัยเป็นเด็กนี่บางลำพูเรากินฟรีหมด ไม่ให้กินมึงก็ไม่ต้องอยู่กัน ไม่ใช่บารมีสูงหรอก เหี้ย... (หัวเราะ) ทุบแม่งตายโหงตายห่า มึงมาขายข้าวต้มเป็ดข้าต้มหมูนี่ ต้องส่งมาที่บ้านตลอดเวลาที่กูต้องการ ไม่งั้นตีน่องแม่ขาแทบหักเลย เดินร้องเพลงหงิง ๆ กลับบ้าน ตีแม่งดิ้น ดิ้นอย่างหมาเลย"

           เด็กหนุ่มที่เติบโตมาในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ในสภาพสังคมที่ขาดแคลนแร้นแค้น ได้พบความโหดทมิฬของสงคราม มันคือปัจจัยหนึ่งที่หล่อหลอมความแกร่งกร้านกดดันให้แก่กร้านกดดันให้แก่ชีวิต 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในวัยหนุ่มรุ่นตะกอเติบโตมาในบรรยากาศเช่นนี้...

           "เมื่อก่อนเราเหี้ย เพราะโลกต้อนนั้นเป็นอย่างนั้น เพราะสงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งเลิก แล้วเราเป็นเด็กที่เติบโตมาในสงครามโลก กรุงเทพฯ หรือเมืองไทย แม้แต่เราโดนสงครามไม่นานเท่าไรนะครับ แต่ไอสารภาพของสงครามมันก็คล้าย ๆ กับในยุโรป เราต้องตีนถีบปากกัด อาหารก็ไม่เพียงพอ น้ำตาลไม่มีตลอดสงคราม เราไม่เคยได้กินน้ำตาลกันเลย แต่ตอนนั้นเราไม่เคยกินกาแฟ เหล้าก็ยังไม่กินนะ เราเพิ่งอายุ ๑๓ บุหรี่ก็ยังไม่สูบ อย่างขนมนี่หิวขนมมากเลย ไม้ขีดไฟก็ยังไม่มี สบู่ไม่มี โซดาไฟไม่มี เราจะต้องซักผ้าจากน้ำขี้เถ้า น้ำด่าง หรือมาจากเปลือกไม้ขี้หนอน ซึ่งเอามาแช่น้ำ ฉะนั้นชีวิตยุคนั้นมันแร้งแค้นมากครับ พอสงครามเลิกแล้ว บุหรี่ขาดแคลน เราก็เดินเร่ขายบุหรี่ บุหรี่ก็ต้องทำจากอยุธยา มวนด้วยกลีบดอกบัว ขาเรียกบุหรี่บัวหวาน

           "ถ้าไม่งั้นเราก็ไปแลกบุหรี่ คำว่าโอเคซิกาแร็ตก็เกิดขึ้นจากยุคเรานี่แหละ เราจะไปที่สะพานพุทธสะพานพุทธมันฟัง โดนลูกระเบิด จะมีเฟวอร์รี่ข้ามแล้วทหารสหประชาชาติมันจะข้ามมาจากปักษ์ใต้ทีนี้เมื่อเราพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เราบอกโอเคซิกาแร็ตนี่ เราจะเอาพวกหอม มะละกอ ไปแลกกับบุหรี่ เพราะบุหรี่มวนละบาท ๒๕ สตางค์ พวกเพลเยอร์ พวกแค็ปสตัน มวนละบาท ๒๕ สตางค์นะครับ แล้วจะหนีโรงเรียนไป ชวลิต ยงใจยุทธนี่ไม่เคยไปหรอก เขาลูกคนรวย พวกเราก็จะไปสะพานพุทธกันทุกัน มาโรงเรียนสาย โดนฉาบก้นทุกวันแหละ เพราะเราต้องไปโอเคซิกาแร็ตเพื่อจะแลกบุหรี่มา สตางค์ได้ไปโรงเรียนตอนนั้นวันละแค่ ๓๐-๔๐ สตางค์เท่านั้นแหละ ก๋วยเตี๋ยวชามละ ไม่ถึงสลึงเลย ชามละ ๑๐ สตางค์ บุหรี่มวนละ ๕ สลึง แต่ว่าชีวิตมันก็จะเริ่มโหดร้ายขึ้นเรื่อย ๆ นะ

           "ผู้หญิงเริ่มมาเป็นโสเภณีมาก โสเภณีตอนนั้นก็มีอย่างบ้านยายหยิบ บ้านยายอบ ตอนนั้นราคายัง ๕ บาท ๑๐ บาท สงครามมันทำให้อดอยากไม่มีบ้านอยู่ บ้านถูกระเบิด โดยมากลูกระเบิดที่ลงกรุงเทพฯ เป็นลูกระเบิดเพลิง ไฟจะไหม้ เราต้องนอนในตลาดนานาเป็นปี นอนบนแผงลอยในตลาดนานานี่ จะขี้จะเยี่ยวลำบาก น้ำก็ไม่มีใช้อาบน้ำในคลองซึ่งเน่าแล้ว เพราะว่าประตูน้ำถูกพังหมด คนก็เริ่มเห็นแก่ตัว นักเลงก็เกิดขึ้น เราก็เป็นด้วย พวกนิด ท่าเตียน พวกใครต่อใครมันก็เกิดขึ้น คุมซ่องกะหรี่คุมอะไรต่ออะไรกันมา เรี่องคุมซ่องกะหรี่ เราเองเป็นอยู่หน่อย ๆ ไปคุมอยู่แถวบางลำพู ก็ถิ่นเราอยู่บางลำพู แต่เราไม่มีฉายา ฉายามันมายุคจิ๊กโก๋ ยุคสปาตา เมื่อก่อนไม่มีฉายาหรอก เราก็เป็นไอ้ปุ๊แหละ แต่ไม่มีบางลำพูต่อท้ายเป็นไอ้ปุ๊เฉย ๆ แต่ไปที่ไหนคนก็เกรงขาม เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรเราจะแทงเอา"

[ << Prev : intro 1 2 3 4 5 6 7 8 : Next >> ]
 





^ TOP

Contact us : info@tuneingarden.com
Tune in Garden.com 2004 All rights reserved. Create and powered by Tune-in People
:: ต้องการเสนอแนะ,ให้ข้อมูล,แจ้งแก้ไขข้อมูล,ข้อผิดพลาด,ลิงค์เสีย หรือต้องการนำเสนอบทความ,ค้นคว้า,ข้อมูลต่างๆ ที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดความถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดก็นถือเป็นเกียรติแก่ทีมงานของเราทุกคนอย่างสูงยิ่ง โปรดติดต่อเราโดยตรงได้ที่ info@tuneingarden.com ขอบคุณไว้ก็
สงวนลิขสิทธิ์ก็ามมิให้ลอกเลียนก็ำ เผยแพร่ หรืออย่างหนึ่งอย่างใดในเว็บไซต์นี้โดยมิได้รับอนุญาต เว้นแต่เพื่อการศึกษาก็นคว้าก็างอิง