|
'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในยุคนั้นได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในขบวนแถวของนักเลงบางลำพู
มีทั้งเขี้ยวเล็บและบารมีเป็นที่ยอมรับ
"มันต้องมีเขี้ยวเล็บ เพราะถ้าเราไม่มีเขี้ยวเล็บนี่มันอยู่กันไม่ได้หรอก
เพราะว่าพอพ้นจากบางลำพูปั๊บ มาวัดใหม่อมตรส อัม-มะ-ตะ-รส แต่เราเรียกวัดใหม่อม-ตด
แม่งก็อีกพวกแล้ว พอมาวัดอินทร์แม่งก็อีกพวกแล้ว พอมาเทเวศร์ก็พวกถวัลย์วงศ์เทเวศร์
เขารุ่นพี่เรา ก็อีกพวกแล้ว พอมาวัดราชาแม่งอีกพวก ล้ำถิ่นกันตีกัน
ไม่รู้เพราะอะไรต้องตีกันครับ ล้ำถิ่นกันไม่ได้ นาน ๆ ผู้ใหญ่ต้องมาจับสัมพันธไมตรีกัน
เฮ้ย อย่าโกรธกันน่าเวลาตีกันก็ใช้สนับมือ ใช้มีดเสือซ่อนเล็บนี่ใช้มากที่สุด
ที่ดึงออกมาแล้วเป็นสองอัน แล้วก็ไม่คมแฝกก็ใช้ แล้วมีขวานเล็ก ๆ มาจากปักษ์ใต้
ปืนไม่ค่อยใช้กัน คดีฆาตกรรมเมื่อก่อนนี้จะเป็นแทงกันหมด
"อย่างตามซ่องกะหรี่ก็ต้องมีคนคุม คนคุมไม่ได้สตุ้งสตางค์อะไรหรอก
อย่างมากก็ได้กินข้าวกินเหล้าฟรี ตอนสงครามเลิกใหม่ ๆ ทหารสหประชาชาติมันเต็มกรุงเทพฯ
ไง บ้านคนรวยบางบ้านก็ทำเป็นบาร์รำวง ในเมื่อมันเป็นบาร์ก็ต้องมีคนคุมบาร์
ก็จะต้องตีกันทีนี้เราเติบโตเป็นหนุ่มพอดีตอนนั้น เราก็ต้องอยู่ในขบวนการนี้
เราต้องมีพวกเป็นพวกใดพวกหนึ่งไม่งั้นเราก็เดินถนนอย่างตัวลีบ จะเดินไปไหนอย่างไม่มีความสุขเลยเพราะโดนรังแก
เราต้องเข้าข้างใดข้างหนึ่งนะ ทีนี้เมื่อเข้าไปร่วมแก๊งแล้วนี่ ไม่ได้เรียกว่าแก๊งอีก
ก็เรียกว่าไปเข้าพวกน่ะ ถ้าเมื่อเข้าพวกแล้ว เราไม่แสดงฝีมือเลย ก็ไม่มีคนนับถืออีกนี่มันเจ็บตรงนี้
(หัวเราะ)
"เป็นต้นว่าต้องโดดรถรางได้ทั้งถอยหน้าถอยหลัง แล้วต้องเร็วที่สุด
ต้องโดดลงข้างหน้าหรือจะกลับหลังหัน แล้วจะต้องเกาะรถรางอีกนะ อยู่บนถนนแล้วสามารถเกาะรถรางได้
แล้วจะให้เท่ดี ๆ นะ เกาะแล้วเสาไฟฟ้าอยู่ตรงนั่นน่ะเกาะแล้วลีบตัวเลย
มันต้องไม่ใช้ชนเสาไฟฟ้า มันต้องแสดงอะไรสักอย่างไม่งั้นอยู่ไม่ได้
คุณต้องเท่อย่าเสาไฟฟ้าอยู่ตรงนี้ คุณต้องเบียดกับรถราง ต้องเกาะปั๊บแล้วลีบตัวแนบรถรางเลย
พอขึ้นรถรางต้องไม่เสียเงินอีก ถ้าเสียก็ไม่ใช่นักเลง รถเมล์ก็เสียไม่ได้ถ้ากระเป๋ามาเก็บเงินก็ต้องถามว่าเป็นไรไป
รู้จัก บใบไม้มั้ย สะกดถูกมั้ย บใบไม้เขียนเป็นมั้ยแปลว่าเบ่งไง (หัวเราะ)
ถ้าบอกเอ๊ะ ผมจำไม่ได้พอถึงปลายทางถึงบางลำพูก็ลากแม่งมากระทึบตรงนั้นเลย
แล้วมันก็ไม่กล้าเก็บอีกชาติหนึ่ง นอกจากแม่งไปเอาพวกมาแทงเรา คือพอเข้าพวกนะคุณก็ต้องแสดง
ถ้าไม่แสดงคุณก็ต้องเป็นลูกน้องเขา"
การจะให้ผู้คนยอมรับในบารมี หมายถึงว่าต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ผู้คนเชื่อถือ
จึงจะเป็นที่ยอมรับนักถือในวงการ สำหรับยุคนั้น มันคือเรื่องของศักดิ์ศรี
"มันต้องแสดงอะไรสักอย่างหนึ่ง ถ้าคุณไม่มีคะแนนนักเลงหรอก คุณก็จะเป็นไอลูกจ๊อกเขา
อย่างเช้านี่ก็เดินไปในตลาด ตลาดทุเรียนอยู่ฝั่งข้างโน้นนี่ เขาผัดก๋วยเตี๋ยวกันขายเนื้อสะเต๊อะไรยังงี้
๘ โมงเคารพธงชาติไทยใช่ไหม มีเจ๊กคนหนึ่งยังผัดก๋วยเตี๋ยวอยู่ เราก็ต้องไปเอากระทะครอบหัวแม่ง
บอกไอ้ห่า เคารพธงทีนี้ดังเลย พอถึงเย็นดังแล้ว ใช้ได้ ๆ ไปไหนก็มีคนนับหน้าถือตา
ชักเกรงแล้ว ไปตีกะหรี่ กะหรี่ก็บอกไม่เป็นไรพี่ ติดไว้ก่อน ดึก ๆ
กะหรี่ก็สั่งบะหมี่มาเลี้ยง นี่เป็นวัฎจักร เหมือนในนิวยอร์ทุกวันนี้
ก็เป็นอย่างนี้ ถ้าคุณเข้าพวกนักเลง แล้วคุณไม่ทำอะไรนะ คุณเป็นไอ้ขี้ตีนน่ะ
มันก็ต้องทำอะไรสักอย่าง จนกระทั่งไม่มีอะไรจะทำเลยนะ ก็ต้องไปนั่งร้านเหล้า
แล้วเรียกคนมา เอาแขนมาวางแล้วก็กัดว่านเข้าไป บอกกูเชือดให้มึงดู
ว่านเหนียวข้าวเขา เอาแขนมากรีดให้มันดู บอกเห็นมั้ยกูเหนียวนะ เลือดมันก็เบ้อมา
อย่างนี้ก็มีคนนับหน้าถือตา แล้วเอาแก้วเหล้ามารองเลือดหยดติ่ง ๆ อะไรงี้
"จะว่ามันเป็นเรื่องโงเขลาก็ได้ แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องศักดิ์ศรีของคนยุคนั้น
คนยุคที่เกิดมาเป็นหนุ่มหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่งั้นไปไหนมันไม่มีสง่าราศี
เรื่องรถเมล์รถรางสามล้อนี่ไม่ต้องพูดกัน ไม่เคยเสียเงินเลย แค่ออกมายืนนะ
สามล้อวิ่งปร๊าดเข้ามาแล้ว จะไปไหนพี่ แม่แก่เท่าลุงเราเรียกพี่ ไอ้ห่า
ไปไหนพี่
ก็นี่ทำให้เรามาเขียนเครื่องชุดออร์เหลน ทอมมี่ ทินไงล่ะ
ไอเรื่องการแต่งตัวก็แต่งตัวกันธรรมดานี่แหละ ใส่กางเกงขาบานทรงมารีเนอร์
ใส่เกือกเอวคอด ๆ หัวแหลม ๆ แต่เรานี่เป็นคนเดียวที่ใส่สร้อยเส้นสั้นติดคอ
ไปดูรูปถ่ายเก่า ๆ ได้ เราใส่เป็นคนแรกของประเทศไทย ใส่สร้อยพระใบมะขามสายสร้อยสลึงเดียว"
งานคุมปางไม้ในป่าภาคเหนือ ติดชายแดนพม่า เป็นอีกงานหนึ่งที่ 'รงค์
วงษ์สวรรค์ เคยผ่านมาแล้วเป็นเวลานานกว่า ๒ ปี ในวัยต้น ๒๐ ทุกเช้าเขาจะสะพายปืนไรเฟิล
สวมหมวกปีกกว้าง ขี่ม้าไปตรวงจานในป่า คุมคนงานหลายสิบชีวิต มันคือบทพิสูจน์ธาตุทรหดของความเป็นลูกผู้ชาย
คนจริงอีกบทหนึ่งสำหรับเขา การดำรงชีวิตในป่าไพรไม่ใช่เรื่องง่าย ชายหนุ่มดับความอ้างว้างในแรงคืนด้วยเสียงดนตรี
หนังสือ เหล้า
และบางครั้งผู้หญิง
"หลังจากเป็นนายท้ายเรือสักระยะหนึ่งเราก็คิดขึ้นเหนือ คิดจะมาค้าฝิ่น
คิดแบบเด็ก ๆ น่ะ พอดีมาเจอกับ ม.ร.ว. จีรเดช กฤดากร ซึ่งเป็นลูกชายของพระองค์เจ้าบวรเดช
ก็เลยไปทำป่าไม้กับท่านอยู่ในป่าเกือบสองปี ท่านมีสัมปทานป่าไม้ อยู่ติดกับเมืองต๋วน
เมืองหาง ไปทางฝาง ก็เป็นชีวิตลูกผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ ใช้ชีวิตสองปีอยู่บนหลังม้าสะพายปืนไรเฟิล
มีหมวกปีกกว้าง ย่ามใบหนึ่งตระเวนตัดไม้ เรามีม้า ๓ ตัวขี่ ชื่อเอื้องเงิน
เทพบรรทม เบสบอย ม้าพวกนี้ซื้อมาจากสโมสรยิมคาน่า เป็นม้าที่สแครชต์แล้ว
เป็นม้าที่วิ่งแข่งไม่ได้ไง เบสบอยนี่พยศที่สดุ กวนตีนที่สุด ทำเราเกือบตายหลายหน
พอมันเหนื่อย มันจะกลับบ้านแล้วมันชอบแกล้งวิ่งเบียดต้นไม้ ก็เป็นชีวิตที่ดีเรามีหน้าที่ไปตรวจไม้
เป็นสัมปทานส่วนตัวของท่านี่ เป็นสัมปทานไม่ใหญ่เท่าไร ตื่นเช้าเราก็ไปตรวจไม้ไปโค่นไม้
แต่ตอนหลังเลยโค่นไม้เถื่อนด้วย สัมปทานเขาเรียกไม้ขอนนอนไพร คือเราไปโค่นไม้ตะเคียนที่ตายแล้ว
"ทีนี้หนักเข้าท่านเล่นไพ่เสียมาก ท่านบอกเอาแม่งสด ๆ เลย เราก็เจาะไม้
เอาดินประสิวใส่มั่ง ให้มันตายไง จะได้โค่นลง หนักเข้าโค่นสด ๆ แล้วเอาน้ำมันก๊าดเผาให้แม่งตาย
ตอนหลังฝ่ายตรงข้ามเขาก็เอาเรื่อง เขามาแอบถ่ายรูป เลยต้องหนีกลับกรุงเทพฯ
กันกระเจิดกระเจิงเลย (หัวเราะ)
"เมื่อก่อนเราไว้หนวด หน้าตาคงจะดี เขาเรียกกันว่ารูดอล์ฟ แต่ก่อนแข็งแรงใหญ่ล่ำบึ้ก
ส่วนมากเราอยู่ในป่า ภาษเมืองเขาเรียก ป๋างไม้นาน ๆ เข้าก็เข้าเมืองเสียที
ผมยาว แล้วเขาจะส่งกะหรี่เข้าไปให้เป็นครั้งคราว แล้วเราก็มีแผ่นเสียงที่หมุน
ๆ มี Serenade in the Night ไง มีหนังสือเยอะไปอ่าน นายเขาจะส่งเข้าไปให้
เพราะกลัวเราจะอยู่ไม่ได้ แล้วพอสัก ๒ เดือนเขาเห็นเราจะไม่ไหว เขาก็ส่งกะหรี่ไปให้
ใส่เกวียนไป มันต้องไปด้วยเกวียนนี่ ป่าติดพม่าเลย แต่เราขี่ม้า ถ้าไม่ขี่ม้าก็เดิน
เกวียนนี่บรรทุกพวกเสบียง มีเกลือ มีปลาทูเค็ม มีข้าวสาร มียาเส้น
มียาสูบ ต้องไปจ่ายค่าแรงงานไง คนที่ทำงานจะต้องการพวกนี้มากกว่าเงินอีก
เราก็เป็นพ่อเลี้ยงไม้ ตื่นเช้าก็ใส่หมวกปีกกว้าง ทำหน้าเหมือนพระเอกเคาบอย
แต่อยู่ ๆ ไปก็เซ็ง เพราะกูเหนื่อย (หัวเราะ)
"ไปอยู่ไม่กี่วันหรอกเหนื่อยจะตายห่า ขี่ม้าไปดูไม้ครึ่งวันค่อนวัน
ต้องคอยดูแลคนงาน คนงานมีทั้งคนเมือง กะเหรี่ยงจะเป็นพวกเลี้ยงช้าง
ช้างเราจะจ้างมา ไอ้คนงานเป็นคนเมือง เป็นขมุแม้วยังไม่มี ตอนนั้นแม้วยังไม่เข้าประเทศไทยก็เป็นชีวิตอีกแบบหนึ่งที่ต้องอดอยากลำบาก
คนงานโดยมากจะเป็นไข้ป่าธรรมดา ๆ ดอกสักมันบานเดือนสิงหาคม เขาเรียกไข้ดอกสัก
น้ำก็ไม่ค่อยสะอาดเท่าไร น้ำในห้วยนี่มันมีเชื้อโรคเหมือนกันนะ อย่างน้ำที่สวนทูนอินนี่บางเดือนจะอาบไม่ได้มันจะคัน
เพราะดอกรักมันบาน แล้วเกสรมันตกมาในห้วย มันก็เป็นชีวิตอีกแบบหนึ่งที่
tough น่ะ อยู่กันผู้ชายล้วน ๆ ๓-๔ คน กินเหล้าป่ากันทุกวันอายุยังน้อย
ๆ เรายังไปประกวดร้องเพลงด้วยนะร้องเพลงงานวัดแถวเชียงใหม่นี่ อยากได้ถ้วยเอาไปจำนำ
(หัวเราะ) ถ้วยเงินไงเล่า เนื้อเพลงคนจรหมอนหมิ่น ค่ำนี้จะนอนไหน แต่สู้เขาไม่ได้
เอาทุกอย่างเมื่อก่อนนี้ อยู่ในปางไม้ก็ชอบไปดูสาวชาวบ้านเขาแก้ผ้าอาบน้ำ
แต่ก็ไม่คอยเห็นหรอกมันแก้มิดชิด (หัวเราะ)"
การคุมคนงานนับสิบนับร้อยชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในป่าไม่มีกฎหมาย
นอกจากกฎเถื่อนนาน ๆ ครั้งเข้าจึงต้องเข้าเมือง เพื่อพักผ่อนคลายเครียด
ในมาดของพ่อเลี้ยงคนโก้ผู้พกเงินเป็นฟ่อนในกระเป๋า เป็นทีหลงใหลใฝ่ฝันของสาว
ๆ ในเวียง
"เราต้องคุมคนงานก็ต้องใช้อำนาจเหมือนกันคนงานมันร้อยพ่อพันแม่
เราตบมันได้ก็ตบแม่งมันเลย โดยมากมันชอบเล่นการพนัน พอเงินเดือนออก
มันจะออกเป็นวีค สองวีคออกที มันก็เล่นไพ่เก๊ากัน ทะเลาะกัน อย่างนี้ก็ต้องตบตีแม่งมั่งก็ไม่มีอะไรหรอก
เมื่อก่อนคนแถวนี้ก็เป็นคนป่าคนเถื่อน หนังสือก็ไม่อ่าน ถึงเวลาเขาก็จ่ายค่าแรง
พอสัก ๓-๔ เดือนเราก็เข้าเวียงที ก่อนอื่นก็ต้องไปตัดผมแล้ว ผมมันยาว
ตัดผมแล้วก็ไปตีกะหรี่ กินเหล้า มันก็เป็นชีวิตบ้า ๆ แล้วต้องใสเสื้อบาง
ๆ พกแบงก์ร้อยใส่กระเป๋าเสื้อเป็นปึก ๆ เงินมันก็จะแลบจากกระเป๋าเสื้อ
ข้างในใส่ใบละห้าบาท แม่งจะได้ตุง ๆ เวลาไปจีบผู้หญิงวิกโรงหนัง ผู้หญิงเป็นก็หลงใหลเลย
อยากได้พ่อเลี้ยงเป็นผัว (หัวเราะ) แต่ว่าหนังสือนี่เราอ่านตลอดชีวิตเลยนะ
ไม่มีพลาดอ่านตลอด เข้าเมืองมาต้องซื้อหนังสือไปเป็นลัง ๆ เลยหนังสือปกแข็ง
พวกเรื่องแปลของสันตสิริของพี่แหม่ม-อมราวดี
"เราไม่มีเงินเดือน ท่านเลี้ยงเราเหมือนลูกเหมือนหลานเหมือนน้องน่ะ
แล้วแต่ท่านจะให้ แต่ให้เยอะ ตังค์เต็มกระเป๋า ฟุ่มเฟือยน่ะ ไม่เดือดร้อนหรอก
แต่ตอนก่อนจะเจอท่าน เกือบจะจี้คนในเชียงใหม่แล้ว เพราะอด อดอยู่ ๓
วัน นอนตามข้างถนน นอนตามมุมวัด คิดจะจี้คนแล้วนะ ไปเจอท่านพอดี ท่านบอกอ้าว
พวกมึงมายังไงกัน ก็เลยชวนไปทำงาน ตอนนั้นเริ่มลับมีดแล้ว มืด ๆ กะจี้แม่งแดกไปเลย
หมดตัวแล้ว พอดีคนขายกาแฟเขาบอกให้คติ เหมือนเขาจะรู้ใจพวกเรา เขาบอกคนที่มาทำเหี้ยในเชียงใหม่
มันก็คนกรุงเทพฯทั้งนั้นที่มาทำไม่ดี เราก็สะกดใจไว้ เราหิวมาก ๓ วันไม่ได้กินข้าว
นอนตามวัด พอดีคุณชายจรเดชมาเจอะพอดี จากนั้นชีวิตก็เปลี่ยนเลย จากคนโซกาลเป็นมีฐานะเลย
จนไปตัดไม้เถื่อนนอกสัมปทาน เขาจะจับเอา สรุปแล้วเราก็เกือบเข้าคุกหลายทีแล้ว
อย่างตอนเป็นนายท้ายเรือ แย่ผู้โดยสารกัน เราเป็นคนเลือดร้อน จะยิงแม่งลูกเดียวเราทำมาสารพัดอย่าง
แต่ไม่เห็นลำบากสักช่วง มันทุกที (หัวเราะ)
|