"ความเป็นลูกผู้ชาย
มีทั้งความเป็นคนที่แข็งแรง ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นคนอ่อนโยน เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ
เป็นคนคิดถึงเรื่องคนอื่นมากกว่าเรื่องของตนเอง
สังคมที่จะอยู่ได้อย่างราบรื่น ร่มเย็นเป็นสุข คุณจะต้องคิดถึงคนอื่นให้มากกว่าตัวเอง" |
จากฉากชีวิตที่ดุเด็ดเผ็ดร้อนอยู่ในวงการนักเลง เขาปิดฉากเก่า ๆ ลงในท้ายที่สุด
เพื่อก้าวสู่เส้นทางของคนหนังสือพิมพ์ แม้เลือดเนื้อในกายของเขาจะมีวิญญาณกบฏอยู่ในดีกรีไม่น้อย
แต่วิญญาณแห่งความใฝ่ดีของเขาก็มีดีกรีที่ไม่น้อยไปกว่ากัน
"อย่าลืมว่าเราอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กนะ อยู่มัธยม ๓ เราอ่าน
'มาดามโบวารี' ฉบับแปลของดอกเตอร์วิทย์ศิวะศริยานนท์ ไอ้ความใฝ่ดีมันมีมาก
ฉะนั้นการที่จะเทิร์มาสู่โลกของหนังสือพิมพ์นี่มันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเรา
ถึงเวลาเราก็เบื่อชีวิตพวกนี้ขึ้นมา เราก็ไปเรียนวิชาหนังสือพิมพ์ที่จุฬาฯ
ภาคค่ำ พยายามสอดแทรกตัวเข้าสู่วงการหนังสือพิมพ์ เป็นช่างภาพก่อน
เพราะว่าชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก กล้องบ็อกซ์ มันไม่ยากหรอก ชีวิตคนมันมีขอบเขตเพราะเราก็ไม่ใช่ถือว่าเราเป็นคนชั่วเสียจนสุดขีด
เราอ่านหนังสือ เราอะไรต่ออะไรมากมาย เมื่อมาทำงานหนังสือพิมพ์คนยังไม่เชื่อเลย
เพราะว่าเงินเดือนที่มารับที่สยามรัฐครั้งแรก ๔๕๐ บาท เขาถามจะทำเหรอ
๔๕๐ บาท ในเมื่อเรามีเงินในกระเป๋าตั้งสี่ห้าพัน เราบอกว่าจะทำเพราะเรารัก
"ที่จริงเราเป็นคนเกเร แต่ความใฝ่ดีก็มีอยู่เยอะ อยากเป็นนักเขียน
อยากเป็นตั้งแต่อยู่มัธยม ๕ นึกอยากจะเขียนเพราะว่าอ่านมาก พอมันผ่านมรสุมช่วงนั้นมาแล้ว
มันก็แล้ว ๆ กันไป เราก็ออกจากบางลำพูไปอยู่ที่อื่น ก็ถูกพ่อแม่บังคับหลายอย่าง
เอาเราไปอยู่กับคนที่เข้มงวด เราก็ไปเกเรอีกนั่นแหละ เพราะยิ่งใครบีบเรามาก
เรายิ่งมีแรงสะท้อนมาก ในที่สุดก็เลยตัดสินใจออกจากบ้านมาเป็นตัวของตัวเอง
ออกจากบ้านในวัยก่อน ๒๐ เพราะคิดว่าอยู่กับพ่อแม่ไม่ได้แล้ว เพราะถูกบังคับมาก
พ่อเป็นคนเข้มงวด ก็ออกมาสู้โลกด้วยตัวคนเดียว พอดีได้ทำงานที่สยามรัฐ
แล้วก็โชคดี พอได้เขียนเรื่องแรกก็มีทั้งจดหมาย ทั้งโทรศัพท์เข้ามาแน่นเลย
ผู้ใหญ่ก็สนับสนุน ชื่อเรื่องยังจำได้ เขียนเรื่องร้านกาแฟ คือเอาร้านกาแฟที่บางลำพูมาเขียน
"ก่อนจะมาทำงานหนังสือพิมพ์ ตอนนั้นเรานั่งอยู่ในร้านกาแฟ ทีนี้คุณปถัมภ์
พ่อของรงค์ที่เขียนการ์ตูน (ณรงค์ ประภาสะโนบล) เขาบอกปุ๊นั่งอยู่ว่าง
ๆ ไปเล่นหนังมั้ยวะ หนังเรื่อง 'ชั่วฟ้าดินสลาย' ของเรียมเอง ครูมาลัย
ชูพินิจ เป็นผู้อำนวยการสร้าง อุษณา เพลิงธรรม เขียนบท ของค่ายไทยพาณิชยการ
ปถัมภ์เขาบอกอยู่ว่าง ๆ ไปเล่นหนังดีกว่าวะ หน้าตามึงก็เล่นหนังได้
แหม เราก็ เอ๊ะดีเหมือนกันนี่หว่า เขาก็จ้างพันกว่า ๆ ไศลทิพย์ ตาปนานนท์
เป็นยุพดี นางเอก ชลิต สุเสวี เป็นส่างหม่อง พระเอก พี่สำราญ เหมือนประสิทธิเวชเป็นพะโป้
เราก็เป็นตัวผู้ช่วยของเขาอีกทีหนึ่ง เป็นพระรองของเรื่อง เวลาไปซ้อมก็ได้วันละ
๕ บาทนะตอนนั้นบุหรี่ตราฆ้องมันซองละบาท ๒๕ สตางค์"
หนุ่มหน้าเข้ม เรือนร่างล่ำสันบึกบึนคนนี้ เคยเข้าฉากเป็นพระรองของภาพยนต์ไทย
ทั้งยังเคยเป็นนายแบบภาพเประกอบเรื่องในนิตยสารของค่ายหนังสือใหญ่มาแล้วในยุคกระโน้น
นี่คือก้าวแรกที่นำเขาก้าวสู่วงการหนังสือพิมพ์
"นั่นคือก้าวแรกที่ก้าวไปสู่วงการหนังสือพิมพ์เราได้รู้จัก ม.ส.ต้อย
ชุมสาย แล้วก็ได้ไปหัดถ่ายรูปกับท่าน ท่านเป็นคนยื่นกล้องถ่ายรูปให้เรา
ทีนี้รายได้มันก็ไม่พอใช้ อย่างไปซ้อมถ่ายหนักได้ ๕ บาทเราเลยหัดเป็นช่างภาพด้วย
หัดถ่ายรูป พอหัดก็ถ่ายรูปนู้ด รูปแก้ผ้าเลย ม.ล. ต้อยเป็นคนถ่ายรูปนู้ดคนแรกของประเทศไทย
พอเริ่มต้นเราก็ยกรีเฟล็กซ์ถ่ายรูปนู้ดแล้ว แก้ผ้าแม่งกันทั้งวันทั้งคืนเลย
สะใจโก๋มาก โอ๊ สนุกสานาน ค่ายพิมพ์ไทยคือค่ายวิกสีลมหรือบริษัทไทยพณิชยการนี่เขาจะมีนิตยสารเยอะ
เหมือนกับมติชนเดี๋ยวนี้ มีอย่างลงเรื่องสั้นก็ต้องมีภาพประกอบ คือเขาเบื่อคนเขียนรูป
เขาจะใช้ภาพถ่าย เราก็หัดถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ ม.ล. ต้อยเป็นคนทำภาพ เกรียวกราวมากเชีย
รตี เราจะยิงชู้รัก อะไรงี้ แล้วเขาก็จับเราแต่งตัวแต่งหน้ายืนเป็นหุ่น
ก็ได้ ๓๕ บาท
"อันนี้เป็นเหตุให้เราเข้าสู่วงการหนังสือพิมพ์แต่หนังเรื่องนี้ก็ไม่สำเร็จ
เพราะว่ามันเจ๊งไปเสียก่อนเพราะความแตกแยกในกลุ่มที่ทำกันเอง เราก็เข้าสู่วงการไปเรื่อย
ๆ ทีนี้เราก็เลิกไอ้ความชั่วทั้งหลายแล้ว เราทิ้งชีวิตชั่วร้ายของบางลำพู
เริ่มมาสู่สังคมที่เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตเลย เราเริ่มศึกษาหาความรู้
เตรียมตัวไปเรียนวิชาหนังสือพิมพ์ภาคค่ำ เริ่มพร้อมที่จะเป็นช่างภาพ
เป็นนักข่าวแล้วก็มาเขียนคอลัมน์ มาเขียนเรื่องสั้น เรื่องยาว มันก็เป็น
step by step แต่ว่าอย่าลืม เราเป็นคนขยันนะ ทำงานทั้งวันทั้งคืน จริง
ๆ เป็นคำทำอะไรจริงจัง ไม่หยิบหย่ง ทำทุกอย่าง
"เดี๋ยวนี้ทำหนังสือพิมพ์สบายนะ เมื่อก่อนต้องออกไปทำข่าวเอง
สัมภาษณ์เอง ถ่ายรูปเอง กลับมาล้างฟิลม์เอง ขยายรูปเอง ตีดัมมี่เองอีกทำคนเดียวรอบตัว
สมัยเราทำหนังสือพิมพ์สยามรัฐเป็นหนังสือพิมพ์ที่ดังที่สุดในประเทศไทย
มีคนงานยังไม่ถึง ๓๐ คนเลย รุ่นเราเงินเดือน ๔๕๐ บาท ค่าเบี้ยเลี้ยง
๕ บาท มีตั๋วรถรางฟรี ทั้งโรงพิมพ์มีรถคันเดียว ไปไหนสามล้อตะพึด มันเปรียบกันไม่ได้
ฉะนั้นเราว่ารุ่นเรามันกรรมเวรน่ะ แล้วมันก็เหนื่อย รุ่นใหม่มันสบายกว่า"
หลังทำงานที่สยามรัฐมาถ้วนทศวรรษ เขาเดินทางไปหาความรู้และประสบการณ์ชีวิตเพิ่มเติมที่อเมริกา
เป็นนักหนังสือพิมพ์ไทยคนแรกที่ได้วีซ่าหนังสือพิมพ์หมายเลข ๑ ในฐานะผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำสหรัฐอเมริกา
"หลังจากทำงานมา ๑๐ ปีก็คิดว่าจะต้องไปเมืองนอกแล้ว เพราะความรู้ไม่พอคือเรื่องของเรื่องทางสิงคโปร์เขาเชิญคุณชายคึกฤทธิ์ไปร่วมงานอะไรก็ไม่รู้
คุณชายท่านก็ให้เราไปแทน ไอเราก็ซวยฉิบหายเลย ถูกไปนั่งในงานเลี้ยง
นั่งติดกับนายกฯ สิงคโปร์ครับเขาถามอะไรมา เราก็ตอบไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ภาษาอังกฤษน่ะ
แหม พอกลับจากสิงคโปร์ เราก็น้อยใจตัวเอง มีปมด้อย เรียนอังกฤษใหญ่เลย
มันเสียใจตัวเองนะ นั่งอยู่กับ governor สิงคโปร์ เหงื่องี้แตกพลั่กเลย
เขาถามอะไรมา เขาก็นึกว่าเรามาแทนคุณชายคึกฤทธิ์นี่นะ โอ้โฮ ต้องเก่ง
ไอ้ห่า เราไอแอม ไอ้กู้ยังไม่เป็น (หัวเราะ) ไอ อีส แม่เลย กลับมาเราก็เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ
ยิ่งเรียนก็ยิ่งโง่ เอ๊ะ ถ้าเรียนเมืองไทยกูตายแน่ ภาษาอังกฤษกูไม่รู้เรื่องแน่
ก็เลยทำเรื่องขอคุณชายท่านไปเมืองนอก
"เราเป็นนักหนังสือพิมพ์คนแรกของประเทศที่ได้วีซ่าหนังสือพิมพ์นะ
วีซ่า journalist นี่เราเป็นหมายเลย ๑ คุณชายคึกฤทธิ์ต้องไปหาทูตอเมริกานะ
เขาเชิญให้ไปพบไปรับรองว่าไปแล้วเราจะกลับ เราไปอเมริกาเรียนภาษาอังกฤษ
ถึงได้รู้ภาษาอังกฤษ ไม่งั้นไม่รูหรอก ความที่น้อยใจ เอ๊ะชื่อเสียงก็เริ่มมีแล้ว
ตอนนั้นเราเขียนสารคดีเพราะว่านายเขาใช้ เขียนเรื่องสั้นยังไม่ค่อยเป็นเท่าไร
พอมีชื่อเสียงก็เริ่มมีคนรู้จักแล้ว มีคนยิ้มให้ตามถนน แม่งโง่ยังกับควายแน่ะ
ภาษาฝรั่งไม่รู้เรื่อง เห็นฝรั่งเดินมาหลบมันเลย กลัวมันทัก (หัวเราะ)
วีซ่าเรานี่เป็นวีซ่าที่ให้สิทธิ์มาก แต่ต้องมีนายจ้างรับรองทุกปีเหมือนกัน
เราอยู่ชักนาน ๆ เช้า คุณชายคงหมั่นไส้ ก็เลยเรียกให้กลับมาทำงาน"
ชีวิตในต่างแดนเป็นชีวิตที่ว้าเหว่และขาดแคลน แต่ก็สร้างประสบการณ์และสร้างสีสันให้แก่งานของเขาอีกมากมายในเบื้องต่อมา
"เราเป็นคน sensitive มาก ขี้เหงา ร้องไห้ง่าย หัวเราะง่าย ดูหนังก็ร้องไห้
เขียนเรื่องตัวเองก็ร้องไห้ นั่งสะอื้นสงสารแม่ง (หัวเราะ) จริง ๆ
แล้วไม่รู้เมื่อเด็ก ๆ ทำไมถึงชอบตีรันฟังแทง ก็ยังงง ๆ แผลนับไม่ถ้วน
เมื่อเด็ก ๆ โมโหร้ายมากนะ แปลกนะชีวิต คือเด็กที่เติบโตมาในช่วงหลังสงครามนี่มันได้เห็นการตาย
ได้เห็นความอดอยากหิวโหยเราถึงได้เขียนเรื่อง 'หัวใจมีตีน' 'เสเพลบอยชาวไร่'
'หัวใจมีตีน' เขียนที่อเมริกา เขียนเพราะว่าคิดถึงบ้าน คิดถึงบ้านเพราะว่ามันเหงา
มองจากหน้าต่างบ้านก็มี Bartending School ทำให้เรากำเริบในเหล้า เพราะเหล้าก็ขาดแคลนเหมือนกัน
เงินเดือนไม่พอใช้ หิวเหล้าฉิบหาย โรงเรียนผสมเหล้าอยู่ตรงข้าม ตังค์เราก็น้อย
ถัดไปอีกมุมหนึ่งเป็นสำนักงานสัปเหร่อ ถัดอีกมุมเป็นร้านซักผ้า เหงามองลงมาแล้ว
เราก็จับเจ่าอยู่ในบ้าน ดูหนังทีวีมากก็เลยเสือกเขียนบทละครเป็นอีก
กำเริบเสิบสานถึงไปทำงานในฮอลลีวูด เป็นคนชอบอย่างนั้นน่ะ
"จริง ๆ เราเป็นคนที่ไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิตแท้จริงนะ เป็นคนไหลไปไหลมา
นึกอยากทำอะไรก็จะทำ แต่เราเป็นคนทำงานจริงจัง
ตอนนั้นทำงานไม่ได้คิดว่าตัวเองจะทำอะไรหรอก
คือเป็นเสียก่อนถึงจะวางท่าเป็นนักเขียนน่ะ ไอ้ท่าที่เป็นนักเขียนนี่มาวางเมื่อแก่แล้ว
พอ ๖๐ นี่ค่อยวางท่าเป็นนักเขียนเสียหน่อย เมื่อก่อนนี้เป็นอะไรก็ได้ก็เหมือนคนกวาดถนนคนกวาดใบไม้น่ะ
คือไม่ได้จัดท่าเป็นนักเขียนเอาไว้ งานถึงได้เยอะไง ก่อนออกจากบ้านไม่เคยหันดูว่า
เอ๊ะ นักเขียนจะเดินท่าไหนดี ไอเราตั้งท่าเหมือนกัน บ.ก. เขาสั่งไปเอามาโว้ยสกู๊ปนั้นน่ะ
แล้วมึงต้องเอาให้ดีกว่าคนอื่นด้วยนะ อ้าว เขาสั่งมาก็ต้องไปซิเลยลืมวางท่า
หยิบแต่กล้องอย่างเดียว ไปปีนเสาธงปีนหลังคาโบสถ์ก็ต้องเอา เอารูปให้ได้
เข้าไปในดงนักเลงฝ่าดงตีนก็ต้องเข้าไป แล้ววิ่งหนีกลับมา (หัวเราะ)"
|