|
นักเขียนผู้ยิ่งยงคนนี้ผ่านความฉกาจฉกรรจ์ความสันทัดจัดเจนในชีวิตมาเกือบทุกรูปแบบ
ผ่านร้อนที่ร้อนยิ่งกว่าร้อน ผ่านหนาวที่หนาวยิ่งกว่าหนาว สองเท้าของเขาย่ำไปเกือบทั่วทุกมุมโลก
มันคือชีพจรชีวิตที่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบของความเป็นลูกผู้ชายที่น้อยคนนักจะได้มีโอกาสเช่นเขา
'รงค์ วงษ์สวรรค์ ให้ความหมายของคำว่า "ลูกผู้ชาย" ตามความหมายของเขาไว้น่าฟังและแยบยล
"ในความหมายของเรา ลูกผู้ชายต้องเป็นคนจริงคือไม่ได้หมายความถึงเป็นนักเลงไปตบตี
หรือไปยิงกับใคร แต่หมายความว่าเป็นคนที่มีความจริงใจน่ะ เราคิดว่าความเป็นลูกผู้ชายมีทั้งความเป็นคนที่แข็งแรง
ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นคนอ่อนโยน เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ จะเป็นหัวหน้าฝูงหรือจะเป็นลูกฝูงก็แล้วแต่
ก็ต้องมีความรับผิดชอบกับตัวเองและกับคนอื่น แต่ว่าเมื่อเรามีชีวิตอยู่มานาน
ๆ เราก็เคยบอกกับเพื่อน ๆ หรือบกกับคนตั้งมากมายเลยว่า ความหมายอีกอย่างหนึ่งของลูกผู้ชาย
หรือความเป็นผู้ชายนี่คือ จะต้องเป็นคนคิดถึงเรื่องคนอื่นมากกว่าเรื่องของตนเอง
คนที่หมกมุ่นคิดแต่เรื่องตัวเองนั่น คิดว่าลักษณะจะเป็นคนเห็นแก่ตัวมันเป็นคนที่ไม่มีเสน่ห์
ไม่น่ารัก สังคมที่มันยืน ที่มันจะอยู่ได้อย่างราบรื่น หรืออย่างร่มเย็นเป็นสุขคุณจะต้องคิดถึงคนอื่นให้มากกว่าตัวเอง
"อย่างถ้าในยุคของเรานี่ ผู้ชายมันต้องแข็งแรง ต้อง tall, dark,
handsome จะต้องเป็นผู้นำ ผิดกับในยุคนี้มันเป็นยุคที่ผู้ชายจะต้องก้นแป้ว
ๆ เอวคอด ๆ และหน้าอกไม่มีเลย แล้วเป็น pretty boy เป็น pertty boy
ในความหมายที่หมายถึงเกย์ด้วยซ้ำไป คือมันเป็นผู้ชายที่ไม่น่าจะไปนำชีวิตตัวเองไปสู่จุดมุ่งหมายได้
อย่าว่าแต่ไปนำผู้หญิงมันอ่อนแอเหลือเกิน เป่าเบา ๆ ก็ปลิวหายไปแล้วมันไม่ใช่แล้ว
แต่ลูกผู้ชายจริง ๆ ถ้าหมายถึงตรงตำลบโป่งแยงนี่ หรือตำบลอะไรต่ออะไรที่ปักษ์ใต้หรือที่อีสาน
มันจะต้องเป็นคนที่แข็งแรง ต้องมีมือที่จับจอบ จับเสียม มีมือที่หยิบมีดดาบ
มีมือที่หยิบปืน ยังต้องเป็นอย่างนั้นอยู่น่ะ คิว่าความหมายของลูกผู้ชายที่ถามถึงนี่
มันคงจะเปลี่ยนไปเฉพาะในกรุงเทพฯ มั้ง เฉพาะในโลกของวัตถุ ในโลกของสีสัน
ซึ่งทุกคนรู้สึกจะรักตัวเองมาก มากเหลือเกินใช่ไหม
"ผู้ชายเดี๋ยวนี้ต้องไปดูนก ไม่ได้ไปยิงนก จริง ๆ ไอดูนกนี่เราก็ชอบดู
มันเป็นเรื่องของการรักธรรมชาติชนิดหนึ่ง เป็นการศึกษาธรรมชาติแต่นี่จะเปรียบให้ฟังง่าย
ให้เห็นได้ชัดนี่ ระหว่างผู้ชายที่ดูนกกับผู้ชายที่ยิงนก เราสมัครใจที่จะเป็นคนยิงนก
เพราะต้องมีชีวิตอยู่ เราต้องฆ่านกกินเป็นสิครับ เราว่าเดี๋ยวนี้ผู้ชายไทยจริง
ๆ เขาก็ยังต้องยิงนก ต้องตกปลา แน่นอนที่สุดในสมัยที่เราเป็นหนุ่ม
ๆ เราจะมีคติว่า เราขี่ม้าเป็น เรายิงปืนเป็นเราแจวเรือเป็น พายเรือเป็น
ทำได้แทบทุกอย่างที่หมายถึงว่าเรื่องความเป็นผู้ชาย ซึ่งในขณะนั้นถือว่าเป็นผู้นำฝูง
แต่เดี๋ยวนี้ผู้ชายก็พยายามจะถูกลดบทบาทลงไปว่าจะต้องให้ผู้หญิงมีสิทธิทัดเทียมกันอันนี้เราก็สนับสนุน"
ลูกผู้ชายคนนี้ถือภาษิตรัสเซียที่ว่า ชายกับหญิงเปรียบเหมือนนกคนละปีกที่ต้องบินไปด้วยกันในนัยของความเสมอภาคทัดเทียม
"แน่นอนที่สุด ไม่มีช้างเท้าหน้า เท้าหลัง เราถือคติรัสเซียว่า
นกปีกเดียวบินไม่ได้ ผู้ชายกับผู้หญิงก็เหมือนนกคนละปีกที่มารวมกัน
นกปีกเดียวบินไม่ได้ เป็นภาษิตรัสเซีย นี่หมายถึงสิทธิทัดเทียมกันระหว่างผู้ชาย
เราว่ามันแตกต่างกันด้วยสีสันมากกว่า ด้วยลัทธิของสุขนิยมหรือบริโภคนิยมมากกว่า
โดยข้อเท็จจริงประเทศไทยยังต้องการผู้ชายอย่างที่เราหมายถึงมากกว่า
ผู้ชายต้องแข็งแรงครับ แล้วถ้าผู้หญิงแข็งแรงด้วยก็ยิ่งดี ใช่ไหมล่ะ
ผู้หญิงไม่ใช่สตรีเพศที่อ่อนแอเสมอไป หรือในประวัติศาสตร์ก็บอกว่าผู้หญิงไม่ใช่คนอ่อนแอนะครับ
ที่เรามาอ่อนแอก็เพราะว่าเราคิดว่าคนไทยไปหัดอ่านนวนิยายของอังกฤษยุควิกทอเรียน
หรืออะไรพวกนี้นะครับ จึงวาดภาพผู้หญิงว่าจะต้องตกใจง่าย เป็นลมง่าย
หวั่นไหวง่าย ร้องไห้ง่ายเราว่าตรงนี้ทำให้ผู้หญิงกลายเป็นเสียชื่อไปด้วย
"ความจริงผู้หญิงไทยตั้งแต่ยุคไหน ๆ เขาก็ช่วยผัวเขา เป็นแรงงานของบ้าน
เป็นแรงความคิดเป็นแรงงาน เขาทำงานทัดเทียมกันมาตลอดเวลาไอ้คนที่คิดภาษิตที่ว่า
ช้างเท้าหน้าเท้าหลังนี่ เราว่ามันเป็นคนออกจะเป็นคนสติไม่ค่อยสมบูรณ์มั้ง
คงจะเป็นคนที่คิดเอาเอง ใช่ไหมล่ะ ฉะนั้น เราถึงไม่รังเกียจคำว่า กดขี่ทางเพศ
เพราะว่านักปราชญ์บางคนหรือว่ากวีบางคนในยุคก่อน ๆ นั้น ทำผิดเอาไว้
ท่านมีเมียเยอะ ๆ ท่านก็เลยเห็นเมียเป็นฝูงสัตว์อยู่ในห้องของท่าน
อะไรอย่างนี้ใช่ไหมล่ะ แต่เราคิดว่าประเทศไทยตั้งแต่เป็นประเทศขึ้นมานี่คงจะไม่ได้มีการเหยียดหยามทางเพศเท่าไหร่"
ทุกวันนี้เมื่อโลกเปลี่ยนไป ความหมายเข้าใจในสิ่งต่าง ๆก็เปลี่ยนแปลงไป
ในหลายกรณีมันคือความเปลี่ยนแปลงที่น่าเป็นห่วงในสายตาของ 'รงค์
"อย่างคำว่านักเลง รุ่นเรานี่หมายถึงคนที่มีจิตใจกว้างขวาง โอบอ้อม
เป็นคนที่จริงใจกับคนทั่ว ๆ ไป ทั้ง ๆ ที่เป็นหัวหน้าคน เป็นคนรักษาวาจา
คุณจะเห็นภาพนักเลงอย่างนี้ได้ชัดเจนในนวนิยายของไม้เมืองเดิม คุณจะมองเห็นได้ชัดเจนมากเลย
จะต้องมีธรรมะอยู่ในใจหลายข้อ แต่รุ่นปัจจุบันไม่เป็นอย่างนี้แล้ว
ก็ไม่ใช่นักเลง เขาเรียกว่าเป็นคนเกเรเฉย ๆ ใช่ไหมล่ะ เราว่านักเลงเป็นภาษาที่ชัดเจนมาก
เป็นภาษาที่บ่งบอกถึงชีวิตแบบไทยได้ชัดเจนเหลือเกิน นักเลงเป็นคนดีนะครับ
ไม่ใช่คนชั่ว คนที่เป็นนักเลงได้นี่ไม่ง่าย จะต้องมีบารมี บารมีเกิดขึ้นได้จากความดี
ไม่ได้เกิดจากความชั่ว
"ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยนไป ความหมายของคำว่าลูกผู้ชายก็ไม่เหมือนเดิม
ศรัทธาของคนที่มีต่ออะไร ๆ มันต้องเปลี่ยนไป ในเวลาเดียวกันศรัทธาของคนที่มีต่อวัด
มีต่อผู้สืบศาสนาเองก็เปลี่ยนไปเรามีนักบวชทุศีล เรามีอรหัตเถื่อน
สิ่งเหล่านี้จะสำคัญมากนะครับ ที่จะทำให้บทบาทของคนเปลี่ยนไปได้ง่าย
ๆ คนเรานับถือบูชาเงินกันมากยิ่งขึ้นมากกว่าที่เราจะทำอย่างอื่น คนมีเงินกลายเป็นคนที่น่านับถือ
ซึ่งมันไม่ใช่สังคมที่ราบรื่น เราคิดว่าเราจะต้องนับถือกันด้วยคุณธรรม
ความดี ซึ่งมันไม่สาย ต้องแก้ไขกันไปเรื่อย ๆ แม้แต่ในกรุงเทพฯทุกวันนี้ที่ว่ามันร้อนรนเหลือเกิน
เราก็ยังคิดว่ายังมีคนดี ๆ อีกมากมาย คนที่อยู่ในศีลในธรรม ที่จะเป็นหลักเป็นเกณฑ์นะครับ
ให้คนรุ่นหลังสืบเนื่องความคิดต่อ มาได้ในทางที่ดี แต่ขณะเดียวกันนี้คุณต้องยอมรับว่า
เราก็มีคนที่มีเงิน มีอิทธิพลเป็นคนชั่วช้าสารเลย ไม่ทราบว่ามันมาจากไหน
มาเป็นแม่แบบ มาเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นใหม่สับสนนึกว่าการมีเงินเท่านั้นเป็นสิ่งที่ดี
และก็มีอำนาจใช่ไหมครับ"
|