|
'รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนที่สร้างงานได้หลากหลายประเภท
ทั้งด้านสารคดี เรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร ฯลฯ เขาผ่านการเป็นนักหนังสือพิมพ์
ช่างภาพ คนตรวจปรู๊ฟ เป็นบรรณาธิการหนังสือ ฯลฯ ประสบการณ์บนถนนหนังสือของเขาจึงลุ่มลึกรอบด้าน
น่าสงสัยว่าบทบาทใดคืองานที่เขาถนัดจัดเจนที่สุด
"เราสาบานได้เลยนะ ไม่เคยพอใจตรงไหนมากกว่า ทำได้ทั้งนั้นคือว่าเป็นคนทำงานค่อนข้างจะถี่ถ้วน
ทำอะไรก็ชอบทั้งนั้นแหละ แล้วเป็นคนคิดอะไรได้เร็ว เคยพูดมาหลายหนแล้วแต่ก็ยังอยากจะพูดอีก
ในขณะที่คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่า 'รงค์ วงษ์สวรรค์ นี่คงจะอ่านหนังสือสัปดี้สัปดนอะไรอย่างนี้นะ
ไม่เป็นความจริงเลย หนังสือที่เราชอบอ่านคือเรื่องศาสนาเปรียบเทียบ
เราชอบอ่านปรัชญาของศาสดาต่าง ๆ ชอบมากอ่านแล้วทะลุปรุโปร่งดี มีหนังสือหลายเล่มที่ใครบอกว่าไม่อ่านแล้ว
โง่ อย่าง 'สงครามและสันติภาพ' เราก็ไม่อ่าน ขี้เกียจอ่าน ยาวเป็นบ้า
แต่ถ้าอ่านเรื่องย่อจะอ่าน ไม่ต้องเอาไปถึงดอสโตเยฟกี้ ตอลสตอย กอร์กี้
เอาแค่จอห์น สไตน์เบ็ค เฮมิงเวย์ บางทีเราก็ไม่อ่าน เพราะขี้เกียจอ่าน
"แต่เราชอบชีวิตเฮมิงเวย์มาก เราชอบอ่านหนังสือพวกประวัติบุคคล
หรืออ่านจดหมายของเฮมิงเวย์นี่ เรามีทั้งเล่มเลย ที่เขียนถึงเมีย เขียนถึงลูก
เขียนถึงสำนักพิมพ์ นี่เราชอบอ่ายยั้งงั้นแล้วข้อแตกต่างระหว่างวรรณกรรมคลาสสิกกับวรรณกรรมธรรมดานี่
วรรณกรรมคลาสสิกมีไว้เปิดหน้าไหนอ่านสัก ๓ บรรทัดก็ได้ข้อคิด มันต่างกันตรงนี้ต่างหากล่ะ
ไม่ต้องอ่านทั้งเล่มหรอก อยู่ ๆ เอาไม้ขีดจิ้มเข้าไปหน้าไหนก็ได้ แล้วก็นั่งอ่านสัก
๔ นาที มันจะมีอะไรต่ออะไรอยู่ในนั้นตั้งเยอะแยะ ฉะนั้นหนังสือพวกนี้ต้องมีไว้ในบ้าน
คือถ้าเราหมกมุ่นอ่าน มันเปลืองเวลาของเราเหลือเกิน เราต้องรู้จักวิธีอ่าน
"เหมือนกับลิลิตตะเลงพ่ายต้องมีไว้ในบ้าน ถ้าคุณรักต้นไม้ใบหญ้า
นิราศของสุนทรภู่ก็ต้องมีถ้าสังเกตให้ดี กวีโบราณท่านมีความรู้เรื่องป่ามากทุกคน
คือท่านรู้จริง แล้วถูกต้องชัดเจน ชื่อต้นไม้ต่าง ๆ บางทีเราต้องคนจากพวกนี้
โบราณนี่จะบอกชัดเจนถึงกับเป็นตำราได้ สุนทรภู่เป็นตำราได้ ต้นไม้ที่สงสัย
เปิดปั๊บเจอทุกทีเลย อย่าล้อเล่นนะ เจ้าฟ้ากุ้งก็เป็น ideal ของเราเลย
เราชอบมากเราจะอ่านหนังสือพวกนี้ แล้วก็หนังสือผู้หญิงนี่เราจะอ่าน
Vogue ของอังกฤษ แล้วเชื่อไหมว่าเรามีหนังสือ cook book มากกว่าผู้หญิงหลาย
ๆ พันคนในประเทศไทย เรื่องแต่งตัว เรื่องในครัวของผู้หญิงเราก็รู้
"เรานี่เป็นคนเสือกอยากรู้ไปทุกเรื่องจริง ๆ แล้วไม่อายว่าโง่ที่จะถาม
อย่างตอนนี้เรากำลังจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการกิน เพราะเราถือว่ามันเป็นอารยธรรม
การอ่าน cook book นี่บางทีมันเหมือนอ่านอารยธรรมอาหารเลย แล้วเราโชคดีได้อยู่กับผู้ดีไทยเป็นผู้ดีจริง
ๆ อย่างพี่เติบ ชุมสาย ท่านก็แนะเรา ให้ความรู้เรา แล้วเราเป็นคนชอบช่างจดช่างจำ
คือเราเป็นผู้ชายซึ่งพิกลน่ะ มันเหมือนหลายอย่างในตัวเอง เดี๋ยวก็ออกไปไล่แทงเขา
เดี๋ยวกับกลับมานั่งปอกแครอต อะไรก็บอกตัวเองไม่ถูก บางทีก็ไปจีบสาวสวย
ๆ แต่เดี๋ยวนี้ฉากนี้มันปิดไปแล้ว ก็ถามตัวเองว่าตอนนี้ควรจะปิดได้แล้วมั้ง
(หัวเราะ)"
บนวิถีชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง บนเส้นทางของระยะเวลาจากวัยเริ่มรุ่น
วัยหนุ่ม จนบรรลุล่วงสู่ความเป็นหนุ่มใหญ่วัยฉกรรจ์ ชีวิตของเขาเต็มด้วยผู้หญิงและผู้หญิง
บางบรรทัดถัดจากนี้คือทรรศนะเรื่องความรักและกามารมณ์ของเขา
"สมัยหนุ่ม ๆ เราจีบผู้หญิงเยอะ แต่ไม่บอกหรอก ไว้ทำประวัติแล้วจะบอก
เพราะเรื่องนี้ต้องคุยกันเป็น section เลย คือผู้ชายที่เขาเป็นเพลย์บอยจริง
ๆ หรือผู้ชายที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในชีวิตพิศวาส แต่ไม่ได้หมายถึงในชีวิตแต่งงานนะ
(หัวเราะ) มันมีหลายร้อยข้อ มันมีหลายร้อยศีลบัญญัติเหลือเกิน แต่มันมีข้อหนึ่งที่พอจะนึกได้เดี๋ยวนี้นะ
คือว่าทำไงจะดูถูกผู้หญิงได้ โดยที่ว่าผู้หญิงรู้สึกว่ากำลังได้รับเกียรติ
ดูถูกแต่ผู้หญิงรู้สึกปลื้ม นึกว่าได้เกียรติ เสร็จทุกเจ้าแหละ หนทางลัดไปสู่เตียงนอน
cut to the bed
"คือเราอย่าไปตีค่าของกามารมณ์ว่าเป็นเรื่องโสโครก เราควรจะตีค่าว่าเป็นความงดงาม
เป็นกุสุมรส งดงามต่องดงาม มันมองเห็นตรงกันก็จบเท่านั้นเอง แล้วเราไม่ซีเรียส
ไม่เคร่งครัดจนเกินไปคือถ้ายังมองกามารมณ์ว่าผิดร้าย เอะอะก็ละเมิดเสียเรื่อย
ทีนี้กามารมณ์มันก็ไม่สำเร็จ ไม่บรรลุถึงจุดที่ควรจะเป็น ก็ตัวเองก็ทำมาตลอดตั้งแต่อายุ
๒๐ กว่าแล้วว่า สิ่งที่ปรารถนาที่สุดในชีวิต คืออยากจะให้เด็กหนุ่มเด็กสาว
เมื่อประกอบกิจนี่เมื่อเงยหน้าหรือนอนหงายลงไแล้วก็มองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้า
มองเห็นนกบิน ไม่ใช่ว่าเงยหน้าก็เจอแต่ฝาเพดานโรงแรม เออ นี่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ
"เคยพูดมาหลายสิบปีแล้ว คือกามารมณ์ควรจะเป็นเรื่องของความงดงาม
ไม่ใช่ว่าเห็นผู้หญิงก็อยากจะฉุดเข้ารกเข้าพงอย่างนั้น มันควรจะต้องมีความงดงาม
มีอะไรต่ออะไรมาก ๆ เราเคยสอนผู้หญิงหลายคนให้เข้าใจสิ่งเหล่านี้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องสกปรกโสโครกอะไรหรอก
เป็นเรื่องที่ดีแล้วไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเป็นแผล จะต้องเป็นรอยพยาบาท
อย่าไปคิดกันอย่างนั้นเลย คิดว่ามันเป็นความต้องการชนิดหนึ่ง เมื่อหิวก็ต้องกิน
แค่นั้นเองกระหายก็ต้องดื่ม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เจ้าฟ้ากุ้งน่ะตัวเก่งที่สุด
ทีนี้เหตุที่เราชอบไปตีราคาเรื่องนี้แพงเกินไปมันก็เลยเป็นรอยบาดหมางในใจกันไม่หายเสียทีมานั่งตีค่าพรหมจรรย์
แหม เป็นเพชรพระอุมา (หัวเราะ) พูดอย่างนี้คนโบราณเขาโกรธเรา
"ถ้าเรามีลูกสาว เราจะสอนอย่างนี้แหละ เธออยากไปเมกเลิฟกับใครก็ไป
ถ้าเธอคิดว่าเธอชอบเธออยากน่ะ แต่การแต่งงานอีกเรื่องหนึ่งนะ มันไม่ได้สึกไม่ได้หรออะไรนี่หว่า
หินลับมีดยังสึกเร็วกว่าอีก แต่มันมีเงื่อนไขว่า ต้องทำไปด้วยความรู้สึกอันดี
มันมีเงือนไขตรงนี้ต่างหากล่ะ ความงดงามมันก็หมายถึงความต้องการนั่นแหละ
ความปรารถนาไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเป็นความรัก
ใจเราเป็นคนที่ให้เกียรติผู้หญิงนะ
นี่สิ่งหนึ่งที่เราประสบความสำเร็จในผู้หญิงได้เพราะเราให้เกียรติผู้หญิง"
ครูมาลัย ชูพินิจ หรือ "แม่อนงค์" "เรียมเอง"
นักเขียนนามอุโฆษเคยกล่าวไว้ว่า นักเขียนจำเป็นต้องมีคุณสมบัติประการหนึ่ง
คือความรู้จักโลกและชีวิต
"เราว่าไม่ต้องเป็นนักเขียนหรอก ใครก็แล้วแต่อาชีพอะไรก็แล้วแต่
มันก็ต้องรู้จักกับชีวิตทั้งนั้นแหละ ทีนี้การที่เราจะทำความรู้จักกับชีวิต
นี่แหละมันทำให้มีบทบาทของมนุษย์ขึ้นมาไง อย่างที่ครูมาลัยพูดมักก็ถูก
แต่มันเป็นการถูกที่เป็นข้อสรุปเสียแล้ว แต่ในระหว่างที่เรากำลังเดินไปสู่การรู้จักชีวิตนี่แหละ
นี่แหละคือเรื่องราวของคน คือประสบการณ์ของคน มันเหมือนเวลา เวลาจะเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายอะไรเลยถ้าเรามองในอีกตรรกหนึ่งเวลาเป็นความว่างเปล่า
แต่เหตุการณ์ที่มันบรรจุ เวลานั่นแหละ มันทำให้เวลาเป็นอะไร ๆ ขึ้นมาเป็นตัวตนมีน้ำหนักขึ้นมา
ในระหว่างที่เราเดินทางไปหาความรู้จักชีวิตนี่แหละมันคือทั้งหมดละ
ไม่ใช่ง่าย ๆ ดังนั้นศาสดาทั้งหลายจึงพยายามรู้จักชีวิตมาสอนเราไง
พระพุทธองค์ท่านรู้จักชีวิตมาสอนเราพระคริสต์ท่านก็เอามาสอนสาวกของท่าน
เอาสรุปขอบชีวิตมาสอน ศาสนาก็คือการทำความเข้าใจกับชีวิตที่ลัดที่สุดไง
เป็นทางลัดที่สุด
"ถ้ามาปล่อยให้เราค้นพบเองโดยไม่มีศาสนาเป็นเครื่องชี้นำ ก็อาจจะไม่ได้รู้จักจนตายไปเลยก็ได้
ศาสนานี่สำคัญนะ สำคัญมาก เป็นยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ไม่งั้นมนุษย์ก็ต้องเชื่อในผี
เชื่อในต้นไม้ เชื่อในไฟ ก็ไม่ใช่เพราะความเชื่อในไฟ ความเกรงกลัวในไฟหรือ
มันถึงมีลัทธิบูชาไฟขึ้นมา ถ้าไปอ่านศาสนาเปรียบเทียบแล้วจะเข้าใจ
พระพุทธเจ้านี่ท่านไม่ธรรมดา ยิ่งถ้าใครเคยไปอินเดียแล้วจะเข้าใจพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง
ไปแล้วจะเข้าใจว่าท่านได้ตรัสรู้ธรรมอันถ่องแท้ คนเรามันต้องมีที่ยึดเหนี่ยวบ้างสิ่งบางอย่าง
คนที่ไม่ยึดเหนี่ยวอะไรเสียเลยมันก็เป็น barbarian อย่างว่า ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวที่ดีที่สุด
แต่อย่าไปคลั่งไคล้จนเกินควร อย่างการเป็นนักเขียนบางคนก็แหม ไปคลั่งเสียจนใช้ทฤษฎีจับมากเกินไป
จนคนอ่านไม่รู้เรื่อง พอคนอ่านไม่รู้เรื่องก็โกรธเขาอีก หาว่าไม่รูเรื่อง
คนที่เป็นนักเขียนใหญ่ ๆ ของโลก อย่างเฮมิงเวย์ เขียนหนังสืออ่านง่ายจะตายไป
สำหรับเรา เราถือว่างานเขียนต้อง entertain"
|