ชายร่างใหญ่หนวดตกสมองมีไฟพะเนียงแห่งความคิด
มันคงจะพลุกพล่านพิลึก ละข้างในสมองของเขานั้นตลอดเวลาในชีวิตของเขาตั้งแต่เริ่มเข้ามาในวงการไอ้โน่นไอ้นี่
ทำไอ้โน่นไอ้นี่ ฝีมือทำภาพชุดและเขียนเรื่องประกอบของเขาเป็นฝีมือชั้นเยี่ยม…
อาจินต์
ปัญจพรรค์ กล่าวถึง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไว้ใน "ใต้ถุนป่าคอนกรีต"
สารคดีประจานชีวิตคนไทยในอเมริกาอันโด่งดัง ที่อาจินต์ ปัญจพรรค์เป็นผู้จัดพิมพ์
ไม่แต่เพียงเท่านั้น
เขายังกล่าวถึง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ไว้อีกมากมาย เช่นเดียวกับที่รัตนะ
ยาวะประภาษพูดถึงด้วยสุ้มเสียงอันแผ่วเบา นุ่มนวล
"อาจินต์เป็นคนละเอียด"
รัตนะว่า "เขามองคนทุกด้านทุกเหลี่ยม ยิ่งเป็นเพื่อนกันด้วย ก็ต้องพิถีพิถันหน่อย
เขาต้องการรู้เพื่อที่จะได้ประคองความเป็นเพื่อนไว้ให้จีรัง…"
แต่สำหรับประเสริฐ
พิจารณ์ โสภณ
เมื่อพูดถึง
'รงค์ วงษ์สวรรค์ เขาจะคลี่รอยยิ้มที่ซ่อนไว้ไหนก็ไม่รู้ ที่ใดที่หนึ่งบนใบหน้าของเขานั้นแหละ
"จะไปพูดถึงมันทำไม
คนมันกำลังมีความรัก ความรักของคนหนุ่มที่ยอมลดอายุตัวเองอยู่ร่ำไป
รู้ไหมเวลานี้ กำลังเสาะหายาบำรุง อย่างยาเทียบของซินแสจีน หรือยามหาพลังของมหาราชาอินเดีย
เจ้านี่ทดลองมาหมดแล้ว"
พุดพลางประเสริฐยกมือขึ้นเสยผมอันดกดำอย่างภาคภูมิใจ
ที่อย่างน้อย เขาก็มีอะไรที่เหนือ ๆ กว่าเพื่อนรักคนนั้นของเขาที่กล่าวขวัญถึงอยู่มากทีเดียว
"แล้วไงล่ะ"
เราถามต่อไป เพราะยังไม่รู้ว่าที่ประเสริฐว่ามานั้นมันข้องเกี่ยวกับเรื่องที่เราอยากรู้บ้างหรือเปล่า
"หลังจากทดลองมาหลายขนานเต็มที
หมอก็ลงความเห็นว่า ไม่มีอะไรดีเท่าอาหารเลยหันมาค้นคว้าเรื่องอาหารบำรุงเป็นการใหญ่ทีเดียว"
ประเสริฐจาระนัยต่อไป
"เวลานี้
ได้ข่าวว่าไปได้ตำราอาหารวิเศษมาจากหม่อมต่วย อุรุพงษ์โน่น เห็นว่าตระเตรียมเรื่องอาหารการกินเป็นการใหญ่
สั่งเครื่องครัว เอาเตาแก๊สชนิดหุงต้มมีเตาอบพร้อม ตู้เย็นขนาดสิบสองคิวเครื่องปรุงและของจำพวกชูรส
แล้วยังสั่งเครื่องกระป๋องมาอีกครึ่งรถกุดัง"
เพื่อนฝูงพากันสงสัย
"เอามาทำไม!
ก็ไหนว่าได้ตำราอาหารดีมาทำเองไหงต้องซื้อเครื่องกระป๋องมาทำไมกัน?"
ประเสริฐยิ้มหยัน ยังคงเอามือลูบผมดกของเขาอย่างภาคภูมิต่อไป
"ก็เอาไว้เวลาทำแล้วกินไม่ลงไงล่ะ"
นั่น
อาจเป็นความเข้าใจของประเสริฐฯ แต่เพื่อนหลายคนรู้ว่า 'รงค์ วงษ์สวรรค์
เป็นคนที่พิถีพิถันในเรื่องอาหารการกินพอสมควร อาหารที่เขาชอบ ดูจะเป็นอาหารพื้น
ๆ ไม่ได้มีเครื่องปรุงจำพวกหนวดเต่าเขากระต่ายมาจากไหน เขาชอบรสอาหารกระเดียดไปทางพื้นบ้านเช่นเดียวกับที่ชอบสเต๊คชื่อหรู
ๆ ที่ทำจากเนื้อล้วนที่นุ่มที่สุดของโคพันธุ์ที่ได้รับการเลือกเฟ้นมาแล้วว่า
เกิดจากพ่อโค แม่โคที่มีลักษณะงดงามตามอุดมทัศนย์ของสัตว์พวกนี้ งามแม้กระทั่งลีลาระหว่างการสืบพันธุ์เพื่อให้คนเราได้มีเนื้อโคดี
ๆ กินกัน
เขาอาจกล่าวถึงอาหารรสแปลกที่เคยไปลิ้มชิมมาจากต่างประเทศ
แต่กับเพื่อนฝูงที่สนิทชิดชอบ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ จะปรารภให้ฟังบ่อย
ๆ ถึงความเอร็ดของปลากะทิต้มยำ แกงป่าใบชะพลู มีปลาตะเพียนแล่เคล้าเกลือแดดเดียวปิ้งจนกรอบเหลืองเป็นเครื่องเคียง
พูดถึงปลาตะเพียนกับ
'รงค์ วงษ์สวรรค์
มันเหมือนกับพูดถึง
บรั่นดีกับน้ำเย็นเฉียบ มีละอองบาง ๆ จับข้างแก้ว โง่วเกพ้วยกับชาฮ่องเต้ในถ้วยกระเบื้องลายไผ่คู่หรือกะแช่เมื่อได้ที่ตอนแดดร่ม
รับกะลาขัดมันจนไม่มีเสี้ยนหลงเหลือให้ระคายมือ
ถ้าได้มาเป็น
ๆ เขาจะร้องบอก "เจ้ากรมปั๋ง" ซึ่งทำหน้าที่ต้นบ้านให้เอามันไปปล่อยในอ่างซีเมนต์ใบโต
ดูมันโบกครีบว่ายวนไปมาอย่างไม่แน่ใจ ในความแปลกที่ทางเมื่อมันอ่อนระโหยโรยแรงลง
เขาก็จะบอกเจ้ากรมปั๋งอีกน่ะแหละ
"เอามันไปให้พ้นหูพ้นตาทีเถอะวะ
สงสารมัน เดี๋ยวคงหงายท้อง ระวังขอดเกล็ดให้ดี มีดจะบาดมือเอา อย่าให้ดีมันแตกล่ะ
ขมตายห่… หั่นสามสี่ท่อนก็พอ ต้มน้ำให้เดือดพลั่กเขียวนะ ทุบตะไคร้ใส่ลงไปก่อน
ฉีกใบมะกรูดเข้าสองใบ มะขามอ่อนหาให้ได้ ถ้าได้ฝักชนิดกำลังเข้าไคลเป็นวี๋เศษ
อย่าใส่น้ำปลา เกลือป่นดีกว่าอะไรทั้งหมด พริกแห้งเผาพอเกรียมแล้วบิโรยทับ
เสร็จแล้วรีบยกมาร้อน ๆ นะโว้ย ถ้าทิ้งให้เย็น เทให้หมากินดีกว่า"
ไม่ว่าจะเป็นตะเพียนต้มส้ม
หรือต้มเต้าเจี้ยว 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มิเคยรังเกียจก็รสชาติมันนุ่มนวลถึงปานนี้
เขาจะรังเกียจได้หรือ เขาบูชามันด้วยซ้ำไป พูดได้ว่าอย่างนั้น ถึงกับเอามันเป็นเครื่องหมายในการทำมาหากินของเขา
ครั้งหนึ่งเขาเคยจะเอาตะเพียนในการทำมาหากินของเขา ครั้งหนึ่งเขาเคยจะเอาตะเพียนในลานไปต้มยำซดน้ำดับคาวเหล้าด้วยซ้ำ
แต่เพื่อนฝูงทัดทานไว้เสียก่อนใช่แล้ว เขาเมา มันเมาบัดซบจนเขาคิดจะอาศัยน้ำเนื้อมันช่วยเหลือบันเทาความปวดเศียรเวียนเกล้า
แม้จะเป็นเพียงใบบานก็เอาดี…
เมื่อพูดกันถึงความเมา
เขาจะกล่าวถึงมันด้วยความยกย่องและยำเกรงระคนกันไป ความเมามิได้เป็นแต่เพียงหนึ่งในสยามเท่านั้น
หากแต่มันเป็นหนึ่งในทุกหนทุกแห่ง ปราศจากความเมาเสียแล้ว คนเราจะทำอะไรได้
"ก็ไอ้ที่ทำกันจนจะฉิบหายวายป่วงเดี๋ยวนี้น่ะ
ไม่ใช่เพราะเมาอำนาจหรอกเรอะ" คนหนึ่งในจำพวกพ้องของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
บ่นออกมาดัง ๆ กลางวง แต่ดูเหมือนทุกคนจะได้ยินเหมือนเสียงกระซิบ
อีกคนร้องบอก
"เรื่องนี้อั๊วไม่ได้ยินนะเว้ย…"
ผัดนกเขา
อาหารขนานแรกที่ต้องตาต้องใจนักเขียนผู้ผูกคำว่า
"หนุ่ม" ติดท้ายชื่อไว้อย่างแน่นแฟ้นมั่นคงมิลดราอย่างเพิ่งคิดว่าเขาเป็นคนช่างเลือกช่างกินเสียจริง
จะกินผัดนักก็ต้องเอานกเขาเสียด้วย ถึงว่าผลงานของเขาจะได้รับการตีราคาในอันดับสูงผู้หนึ่งในโลกหนังสือเวลานี้
แต่เขาคงไม่บ้าพอที่จะชื้อหานกเขาราคาตัวละเป็นร้อยเป็นชั่งมาผัดกิน
ดูเครื่องปรุงของเขาก่อนดีกว่า
หัวปลี,
เนื้อวัว, หัวหอม, กะปิ, พริกชี้ฟ้า, มะนาวหรือมะขามก็พอแทนกันได้
ถ้าเป็นหน้าแล้งที่มะนาวลูกละบาทยังมีน้ำไม่ถึงแปดหยด อย่าลืมน้ำปลาด้วย
เลือกไอ้ที่มันดีหน่อย ชนิดขวดละหกสลึงสองบาท อย่าเอามาใช้ดีกว่า นั่นมันน้ำเกลือใส่สีแล้วเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่าน้ำปลา
หากาละมันหรืออะไรก็ได้ที่พอเป็นภาชนะใส่ของเลือกที่ไม่รั่วด้วยเป็นดี
เพราะจะต้องเอาน้ำเทใส่ลงไป ประมาณสักค่อนขัน บีบมะนาวหรือน้ำส้มมะขามใส่ลงไปหน่อยหนึ่ง
เอาหัวปลีที่ตัดมาจากสวนหลังบ้าน
ถ้าไม่มีของเขาก็ได้ถ้าเพื่อนบ้านไม่หวง แต่ถ้าจะตัดความรำคาญ ซื้อเอาดีกว่า
หัวละบาทหรือหกสลึงเท่านั้น เอามาลอกกาบนอก ไอ้ที่สีม่วงเข้มออกเหลือแต่ตอนในที่เริ่มจะขาวผ่องขึ้นเรื่อย
แต่อย่าลอกจนเหลือแค่หัวแม่มือ นั่นมันเกินไปเอาออกสักสี่ห้ากาบก็เห็นจะพอ
แล้วหั่นฝอยอย่างที่เขาทำเหมือนน้ำพริก พอหั่นเสร็จเอาใส่ในน้ำที่แช่มะนาวเข้าไว้
ปล่อยไว้ก่อนอย่างนั้น ที่ต้องแช่น้ำเปรี้ยว ๆ ก็เพื่อจะไม่ให้มันดำเท่านั้นเอง
ทีนี้ก็จัดการกับเนื้อสด
จะเป็นเนื้อควายหรือเนื้อวัวไม่เกี่ยง ขอให้สดแล้วเลือกอีตรงไม่เหนียวเป็นใช้ได้
หั่นให้ได้ขนาดหนาสองสามเซ็นต์ แต่ไม่จำเป็นต้องวัดให้ตายตัวขนาดที่เขาใช้ใส่แกงเนื้อธรรมดานั่นแหละ
เอามะพร้าวมาคั้นเอาแต่กะทิกลาง ๆ ไม่ใสและไม่ข้นเกินไป ครั้นเสร็จตั้งไฟ
แล้วเอาหัวหอมกับกะปิ ตำให้แหลกเข้ากันดี ใส่ในกะทิพอเดือด เอาเนื้อที่หั่นไว้แล้วใส่
เคี่ยวสักครู่ ก็เอาหัวปลีใส่ตาม แล้วเคี่ยวเรื่อยไป อย่าให้ไฟแรงนัก
เพราะมันจะไหม้เสียก่อนหมั่นดูบ่อย ๆ เป็นดี ถ้าใช้เด็กลูกมือทำคอยเตือนอย่าให้เอาแต่ฟังเพลงลูกทุ่งนานนักเดี๋ยวจะไหม้ติดก้นหม้อ
เอากันแต่ว่า พอรู้สึกว่าน้ำงวดเหลือขลุกขลิกก็ใช้การได้ แล้วหั่นพริกชี้ฟ้าแฉลบ
ๆ เป็นเสี้ยวยาว ๆ โรย ลงไป แล้วเติมน้ำปลาดีให้ได้รสเค็มถูกปาก ผงชูรสไม่ต้องเพราะออกหวานมันดีแล้ว
แกงบวนหม่อมปุ๊
เมื่อพูดถึงการปรุงอาหารแบบไทย
ๆ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ชอบอาหารที่ดูเหมือนจะธรรมดาเหลือเกิน เครื่องเคราในการปรุงก็ไม่มากมายอะไร
ให้ร้อนจัด รสจัดเข้าไว้เป็นใช้ได้
แต่อย่าพูดเชียวว่า
อาหารไทยชนิดที่ปรุงยาก ๆ ลำบากลำบนอยู่สักหน่อยเขาจะไม่ประสาเอาเสียเลย
ถ้าพูดกรอกหูทำนองนี้ ปื้นหนวดทั้งแผงของเขาจะกระดิกพร้อมกันเหมือนจะพลอยขุ่นเคืองตามเจ้าของไปด้วย
อย่างแกงบวนแน่ะเฮ้ย
จะทำให้พวกเอ็งกินกันก็ได้ เขาบอกเพื่อนฝูงที่นั่งหน้าสลอนเงี่ยหูฟังอย่างสนใจ
ก็มีบ้างที่ทำเป็นสนใจไยดี มือซ้ายยกแก้วขึ้นจรดริมฝีปากกลืนน้ำสีเหลืองลงลำคออย่างแช่มช้ายวนยี
ก็ใช่ เหล้าของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์น่ะซีเล่า
แต่ข้าไม่อยากทำให้พวกเอ็งกิน
เพราะว่ารสนิยมเอ็งมันไม่ถึงแกงชั้นดีของไทยเราแต่เก่าก่อนอย่างนั้น
เอางี้ดีกว่า เดี๋ยวพวกเอ็งจะหาว่าข้าทำไม่เป็น แน่ะเฮ้ย จะบอกตำหรับให้ก็ได้ว่าแกงบวน…เขาทำกันยังไง
ขั้นแรก
เอ็งควรมีเงินสักชั่งหนึ่งเป็นอย่างน้อย ไอ้อย่างชนิดยี่สิบสามสิบบาทสมัยนี้
เห็นจะได้ก็แค่จั้บฉ่ายซักหม้อเป็นอย่างมาก ชั่งนึงน่ะ กระเบียดกระเสียนเต็มทีอยู่แล้ว
พอเอ็งพกเงินไปตลาด
ก็เลือกซื้อหมูมาเป็นการใหญ่ทีเดียว ข้าเปิดโอกาสให้เอ็งเลือกซื้อหมูได้อย่างเสรีจะเอาหมูเทศบาลชำแหละ
หรือจะเอาหมูข้ามเขตก็ได้ ถ้าเคราะห์หามยามซวย ไปได้เอาหมูเป็นโรคมา
ก็ช่วยไม่ได้นึกเสียว่า ถึงคราวเวรกรรมจำพรากก็แล้วกัน
พอไปยืนตรงหน้าเขียงหมู
ก็ชี้บอกคนขาย ว่าจะเอาหมูสามชั้น ตับหมู กระเพาะ ปอด ใส้ใหญ่ หัวใจ
เอาแค่นี้ก็พอ อย่างละพอสัณฐานประมาณของกำลังเงินขึ้นสั่งเกินไปเงินไม่พอ
คนขายจะให้กึ๋นหมูมาแทน
ขั้นต่อไป
ก็เที่ยวเดินหาซื้อปลาสลาดย่าง ตัวขนาดกลาง แล้วก็ปลาร้า ถ้ารังเกียจกลิ่นใช้ปลาเค็มแทนก็ได้
จะเป็นปลากุเลาหรือปลาอินทรีย์ก็ใช้ได้ทั้งสองอย่างแล้วก็เดินไปแถวแผงลอยที่เขาขายเครื่องแกง
บอกซื้อข่า ตะไคร้ใบมะตูมด้วย อันนี้ดูจะหายากสักหน่อย ถ้าแกงบวนสักทีละก้อ
หาใบมะตูมให้ได้เสียก่อนแล้วจึงค่อยลงมาหาซื้อข้าวของอย่าอื่น
มั้ยล่ะ
แค่นี้พวกเอ็งก็เห็นจะซึ้งแก่ใจแล้วละซีว่าข้าจะแกงบวนให้เอ็งกินกันได้ไหม
แต่เอาเถอะ
พวกเอ็งบางผู้ คงคิดว่า ข้าคงจะจำขี้ปากใครเขามา บางคนจะคิดรียำพรรค์นั้น
ลับหลังข้า มันคงจะเหน็บแนมว่า ข้าดีแต่คุย ทำจริงก็คงชนิดพอเสร็จแล้ว
ก็เรียกเจ้ากรมปั๋งมาเอาไปเทให้สุนัขข้างบ้านรับประทาน แต่ถึงจะเหน็บแนมเสียดสีข้าสาระพัดสาระเพ
ข้าก็ไม่ถือ ข้ามันอารมณ์เย็นเสียแล้ว พวกเอ็งคิดดูเถอะว่า คนเรามันคงมีความรักบรรเลงกรอกรูหูอยู่เรื่อยเสียอย่าง
มันแช่มชื่นรื่นอารมณ์ไปเสียทุกกระบวน
เถอะน่ะ
ข้าจะบอกให้เอ็งรู้ ไว้ประดับสติปัญญาเสียทุกคนว่า แกงบวนนี่น่ะ เขาทำกันยังไงมั่ง
เอางี้นะ
ไอ้เครื่องในหมูที่ซื้อมา ล้างเสียให้ดีอย่าให้มีกลิ่น ถ้าเป็นกลิ่นคาวตามธรรมดาของเนื้อสัตว์ก็ช่างมันเถอะ
เอ็งล้างไปสิบชาติมันก็ไม่หมดหรอก กลิ่นยังงั้นปล่อยมันไว้
พอล้างสะอาดสะอ้านดีแล้ว
เอาลงหม้อต้มให้เปื่อยเลยเชียว พอเปื่อยได้ที่ดีแล้วก็จัดแจงเอาหอมเอากระเทียมตะไคร้ข่ามาโขลกให้ละเอียดยิบ
แล้วก็แกะเนื้อปลาสลาดย่างที่ซื้อมาใส่โขลกปนเข้าไป ถ้าใช้ปลาร้า ก็หลนกรองเอาแต่น้ำ
กากก้างทิ้งไปเถอะอย่าอาวรณ์มันเลย แต่ถ้าใช้ปลาเค็ม ก็ปิ้งเสียก่อน
แกะเอาแต่เนื้อ โขลกเข้ากับเครื่องที่ตำแต่แรก
ทีนี้ก็เอาใบมะตูมมาตำ
แยกตำต่างหาก อย่ารวมกับเครื่องแกง พอโขลกแหลกกะว่า พอจะใช้ละลายน้ำได้ก็เอาน้ำปนคั้นเอามาเจือกับเครื่องที่โขลกเข้าไว้
ถ้าไม่มีใบมะตูมคั้นน้ำ เขาไม่เรียกแกงบวน เหมือนแกงแค ไม่ใส่ตะค้าน
ใครเขาก็ไม่เรียกแกงแคสมบูรณ์แบบ
พอได้ผสมน้ำใบมะตูมกับเครื่องแกงที่โขลก
ก็เอาตั้งไฟให้เดือด ใส่เครื่องในหมูที่หั่นเตรียมไว้แล้ว เดือดอีกพลุ่ง
ใส่น้ำตาลปี๊บ ให้หวานนำเข้าไว้ ถ้าชอบปลาร้าก็เอาน้ำปลาร้าเทเติมลงไป
เอาตะไคร้หั่นฝอยละเอียดอีกจำนวนหนึ่ง ใส่เข้าไปด้วยตามด้วยใบมะกรูดฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
แล้วลองชิมดูอีกที อ่อนเค็มก็เติมน้ำปลาแต่อย่าลืมว่า แกงบวนตามตำหรับ
ต้องหวานนำเข้าไว้
ไหมล่ะ ยังงี้พวกเอ็งเชื่อฝีมือข้าหรือยัง…
|