>> อาหารพื้นบ้าน 6 ตำหรับของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์:
[an error occurred while processing this directive]
 
รางวัลคนค้นฅน : นักเขียนรางวัลสารคดี คน ค้น ฅน
‘รงค์ วงษ์สวรรค์
OLD JOURNALIST NEVER DIE
ขุนเขา-พญาอินทรี และกีตาร์ปืน
กิตติ กาญจนสถิตย์ และ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
การพบกันครั้งแรกในรอบ 30 ปี
เปลี่ยนแว่นม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ประจำปี 2547
สืบชะตา วาระ 72 ปี 'รงค์ วงษ์สวรรค์
อะเดย์ ฉบับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
เป็นความดีใจของเราที่เรื่องราวของพญาอินทรีย์
ได้รับการถ่ายทอดสู่หนุ่มสาวร่วมสมัยอีกครั้ง
'รงค์ วงษ์สวรรค์ สำเริง
พญาอินทรีย์บินเหนือดอยสูง

และ ประวัติของพญาอินทรีย์ โดย สมรม สทิงพระ
ลูกผู้ชายชื่อ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ คนของแม่น้ำ แผ่นดินและป่าไพร
อาหารพื้นบ้าน 6 ตำรับ
จากอาหารนักเขียน
ลิขสิทธิ์ - สิทธิ์ที่นักเขียนถูกปล้น
บทสัมภาษณ์
Sex Life "ถ้าต้องประกอบการสังวาส จะตั้งใจทำให้งดงาม"
'รงค์ วงษ์สวรรค์ บน Milestone เรท X
เหตุและผลของ 2 ปีที่หายไป

บทสัมภาษณ์โดยองอาจ ฤทธิ์ปรีชา
'รงค์ วงษ์สวรรค์ สำเริง ครบรอบ 64 ปี
พิธีเปลี่ยนแว่น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
ณ สวนทูนอิน ต.โป่งแยง อ.แม่ริม เชียงใหม่
และวาระครบ 71 ปี ของ'รงค์ วงษ์สวรรค์ 20 พฤษภาคม 2546
2 ปีที่หายไปของ
'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในงานมติชนบุ๊คเดย์
30 ส.ค. - 7 ก.ย. 2545
'รงค์ วงษ์สวรรค์ 69 (2544)
'รงค์ วงษ์สวรรค์ 60 ปี
   
   
   
   
   
   
   
 
 
 
 

 



อาหารพื้นบ้าน 6 ตำหรับของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์

.................................................................................................................................
จากหนังสือ "อาหารนักเขียน" โดย ชัย วิชิต
สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ตุลาคม 2514

(ก่อน) (ต่อ)
สูตรสำคัญของอาหาร "กระจกฝ้า" อยู่ที่เสียงรำพันในกระเพาะ
ข้าวผัดเกลือป่น
กุ้งกระจกฝ้า
ต้มยำกุ้ง
หมูกระจกฝ้า
หน้าตั้งทรงเครื่อง
แกงเลียง ๘๙
แกงเลียง ๙๑

          กุมรา… ทุกวันนี้ ผู้หญิงของเราหลายนาง ใช้เวลาและลิพสติคเปลืองเสียจนเรานึกว่าหล่อนเอามันไปทางปากครก
          ดูรา กุมารี… รีบ ๆ แต่งงานเสียเถอะ
          การหาผู้ชายในอุดมคติให้พบนั้น ไม่ผิดอะไรกันการที่เที่ยวได้ตั้งหน้าตั้งตาท่อม ๆ ไปหาปลาบนต้นมะขามริมสนามหลวงนักหรอก
          "กระจกฝ้า" นักเขียนหนุ่มผู้ไม่อื้อฉาว เมื่อพูดถึงสตรีและอุปกรณ์ในบ้านในครัว ทั้ง ๆ ที่ภาระกิจในหน้าที่ออกรัดรึงตรึงตัวจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ถึงปานนั้น แต่เขาก็ยังสู้อุตส่าห์เจียดเวลาตระเวนท้องสนามหลวง ตลาดเก่าเยาวราชเสาะหาเครื่องปรุงเพื่อสาธิตวิธีการประกอบอาหาร ซึ่งนัยว่าเป็นคนหนึ่งที่ตระหนักในรสชาติและคุณค่าของอาหารเป็นอย่างสูง
          "ทุกวันนี้" กระจกฝ้าพูดเหมือนปรารภ "ผู้หญิงของเรา ขั่งเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่เก่งกาจยิ่งขึ้นทุกวี่ทุกวันแล้วละซี….           ก็ดูอย่างคุณมาเรียมเธอปะไร
           อาหารมื้อค่ำอันแสนเอร็ดอร่อย
           รสชาติโอชาหาไหนมาปาน
           ที่วางเกลื่อนกลาดดาษดาเต็มไปทั้งโต๊ะนั่นน่ะ เธอสู้อุส่าห์ซื้อหามาด้วยน้ำมือตัวเองเชียวนะ…
           ว่าแล้วก็หัวร่อกร่อย ๆ พลางเหลียวซ้ายแลชวาก่อนจะขอตัวไปเอารายชื่ออาหารที่นัยว่า เจ้าตัวชอบบริโภคหนักหนามาให้
           "กระจกฝ้า" ยกมาให้ทั้งแฟ้มหุ้มพลาสติคอย่างเรียบร้อย ประณีต มีรายชื่ออาหารพร้อมด้วยวิธีปรุงครบครัน อาหารแต่ละอย่าง มีเครื่องหมายรูปดาวติดไว้เคียงข้างชื่อบางชนิดติดไว้เพียงดาวเดียว อย่างสูงสุดไม่เกินสามดาว
           "หลวงเมือง" ถอนใจเฮือกใหญ่ เมื่อพลิกแฟ้มบรรจุตำราสาระพัดอาหารของ "กระจำฝ้า"
          
"ปั้ดโธ่ ผมนักว่ามหาคัมภีร์ทัศนะแพทยาจาริย์เสียอีก แต่ความจริงคุณน่าจะหมายเหตุกำกับรายการอาหารของคุณไว้ด้วย ไม่ใช่เขียนให้ดาวสองดาวอย่างเดียว"
          
"นั่นน่ะซี" 'กระจกฝ้า' สำนอง "ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่า จะอธิบายประกอบยังไงดี สูตรอาหารนี่เขาก็บอกไว้ถี่ถ้วนว่าใส่อะไรบ้าง ปรุงยังไง รสชาติเข้าขั้นแค่ไหน ผมก็ใส่ดาวให้แล้ว ว่าอย่างนั้น ขนาดสองดาว อย่างนี้ถึงสามดาว ไอพรรค์โน้นให้ดาวเดียวเท่านั้นเพราะไม่ค่อยถูกปากผม"
           "มันต้องยังงี้" หวงเมืองว่า พลางขยับขาแข้งนั่งขัดสมาธิ ทำท่าเหมือนท่านพระครูขึ้นธรรมาสน์ ยังขาดแต่ตาละปัดที่จะเอามาตั้งบังหน้าให้ศีลเสียก่อน "หลวงเมือง" เอ่ยช้า ๆ อย่างสำรวม ด้วยสุ้มเสียงเป็นจังหวะจะโคนชวนให้เลื่อมใส
           "อาหารแต่ละอย่าง ควรชี้แจงประกอบไว้ด้วยว่าอย่างโน้นควรประกอบให้พ่อบ้านแม่เรือนรับประทานในเวลาขึ้นห้าค่ำ อย่างนี้ ควรปรุงให้รับประทานในเวลาแรมสิบสองค่ำ และอย่างนู้น ต้องทำให้รับประทานเวลาแรมสิบหกค่ำ…เอ๊ะ! ขอโทษ ไอ้แรมสิบหกค่ำนี่ดูเหมือนจะไม่มี เผลอไป"
           หยุดไปอึดใจหนึ่ง พลางชำเลืองซ้ายขวา ยังเห็นมีคนตั้งใจฟังอย่างสนใจจึงสังวัธยายต่อไป
           "เนื้อสัตว์ที่เอามาปรุงเป็นอาหารก็เหมือนกัน ถ้าพอทำได้ ช่วยสอบถามวันเดือนปีของสัตว์พวกนั้น…เอ๊ะ… ทันโทษ ถามวันเดือนปีคนขายมาให้ด้วยก็จะเป็นการดี เพราะดวงของคนขายอาจเป็นอริกับคนทำก็ได้ลงท้ายคนรับประทานอาจถูกราหูกุมลัคน์ อาทิตย์เล็งเสืออะไรทำนองนั้น อาจถึงตายเอาได้ง่าย ๆ อย่าประมาทเรื่องนี้ พระท่านยังว่า ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย เพราะฉะนั้น ถ้าพอจะทำได้ ก็ควรจะแนะนำให้พ่อค้าแม่ค้าทั้งหลาย ผูกดวงชะตาของตนให้เรียบร้อย ทำเป็นแผ่นหุ้มพลาสติคกันเปียกน้ำเสียด้วยยิ่งดี เผื่อเวลาคนซื้อเขาต้องการ ก็จะได้ยื่นดวงมาให้ดูกันเสียทันที จะได้ไม่เป็นที่ขัดข้องหมองใจกัน และถ้าพ่อค้าแม่ค้าคนใดทำได้ถึงเพียงนี้ ก็จะมีลูกค้าประจำเพิ่มขึ้น อันเป็นแนวทางให้บังเกิดความเจริญรุ่งเรืองในอาชีพของตนสืบไป…"
           "ขอโทษครับ คุณหลวง" ชายร่างชะลูดชื่อชาย บางกอก ยื่นหน้าเข้ามาขัด
           "ดูเหมือนเขาจะให้ "กระจกฝ้า" ช่วยเปิดเผยเรื่องข้าวปลาอาหารที่คุณ "กระจกฝ้า" แกชอบรับประทานนะ ยังไม่ถึงเวลาของคุณหลวงไม่ใช่เรอะ…!"
           หลวงเมืองทำตาขุ่น หันขวับมาทางคนที่เอ่ยขัดคอ
           "คุณน่ะไม่มีความรู้ทางนี้แล้วเฉยดีกว่า ผมสมเพช"
           "อ้าว!" ชาย บางกอกลุกขึ้นยืนโอนเอน เหมือนสมต้องลมระเนนไปทางโน้นทีทางนี้ที ด้วยความเรียวงามของร่างกาย แต่เพื่อนฝูงสะกิดกันให้ดูและบ่อทำนองว่าสงสัยจะถอนตั้งแต่เช้า
           "พูดพรรค์นี้ เดี๋ยวพ่อลดยศลงมาเหลือแค่ขุนเท่านั้น…
           " หลวงเมืองเต้นผาง ตบมือดังฉาดฉาด
           "มา เก่งจริงมาลดยศผมมานี่ แน่ะราษฎร์ทินนามนะเพื่อน จะบอกให้ คนอย่างคุณจะมาลดยศผมได้ง่าย ๆ ให้มันรู้ไป เก่งจริงก็เข้ามาลดมะ…"
           เราเห็นท่าจะบ่อนแตกตั้งแต่ยังไม่ได้ตำราอาหารของ "กระจกฝ้า" จึงของแรงเพื่อนฝูงบางคนในที่นั้น ให้ช่วยจูงชาย บางกอกที่ยืนแอ้แอ่นอยู่ ออกไปจากที่นั้นเสียก่อนเป็นการช่วยทุเลามิให้มีการทุ่มเถียงรุนแรงยิ่งไปกว่านี้และช่วยเจรจาปลอบประโลมหลวงเมืองให้คลายความขุ่นเคือง
           หลวงเมืองเอียงหน้าเข้ามากระซิบ
           "ผมทำโมโหไปยังงั้นเอง ทำพูดดีด้วย เดี๋ยวพี่แกขวนผมไปร่ำสุรากับแกอีก นี่ก็เข้าพรรษาแล้ว ไม่ได้หรอกครับผมถือ เหล้ายาปลาปิ้ง เข้าพรรษาแตะไม่ได้เด็ดขาด"
           มีคนยื่นหน้าออกมาทางของประตู ส่งเสียงอ้อแอ้
           "ทำมาย! จะเป็นอาบัติหรือไง ท่านขุน…?"
           เพื่อนที่ช่วยพอเอาไปข้างนอก คงเผลอปล่อยให้เล็ดลอดกลับมาอีก
พ่อนั่นถึงได้พยุงสังขารเข้ามาก่อกวนอีกคำรบหนึ่ง ร้อนถึงพรรพวกอีกหลายคน ช่วยกันโอ้โลมให้ไปตั้งมั่นที่ร้านไอ้โกมุมถนนสำเร็จ จึงเป็นอันว่าพอจะพ้นทุกข์พ้นร้อนไปได้อีกคราว
           สักประเดี๋ยว "กระจกฝ้า" ยกแฟ้มมามอบให้อีกแฟ้ม
           "นี่ก็อีกปึ๊งเบ้อเริ่มเทิ่ม ตำราอาหารทั้งนั้น…"
           เสียงร้องโอ้โฮไปตาม ๆ กัน เพราะไม่นึกเลยว่าจะเป็นคนกว้างขวางเก่งกล้าสามารถในเรื่องการกินถึงเพียงนี้นึกว่าเก่งแต่เรื่องรถถัง กับเรื่องบันเทิงใจที่ขึ้นชื่อลือชาทั้งในหมู่หญิงชาย
           "ตลอดทั้งแฟ้ม มีบอกเครื่องปรุงกับวิธีทำเสร็จสรรพเหมือนกัน เสียอย่างเดียวเท่านั้น" กระจกฝ้าอธิบายพลางแล้วหยุดไปเฉย ๆ เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้
           เมื่อมีเสียงถาม เขาก็พูดต่อ
           "เสียอย่างเดียวที่ตำราชุดนี้บอกไว้กินไม่ได้ซักอย่าง"
           อพิโธ่เอ๋ย แล้วไม่รู้จะเก็บไว้หาสวรรค์วิมานอันใด ตกลงเอากันเฉพาะกินได้ก็แล้วกัน แต่ก็ต้องเลือกเฟ้นพอสมควร เพราะอาหารบางอย่าง "กระจกฝ้า" เขาติดาวให้ไว้ดาวเดียว บางอย่างถึงสามดาว และเจ้าตัวเองบอกไว้ด้วยวา
           "อย่ามาเอาตามดาวที่ผมให้ไว้ไม่ได้หรอก ของอย่างไหนผมชอบ ผมก็ให้เยอะหน่อย ที่ผมไม่ชอบผมก็ให้ดาวเดียวหรือไม่ให้เลย แล้วบางอย่างที่ผมกินแทบไม่ลง แต่ก็ต้องแขวนดาวเข้าไว้ถึงสามดวงก็มี"
           มีเสียงสอดถามขึ้นมาด้วยความข้องใจว่าไหงถึงเป็นหยั่งงั้น "กระจกฝ้า" พูดเบาเหมือนเสียงกระซิบ
           "ก็เมียผมเขาชอบน่ะซี ถามได้"

ข้าวผัดเกลือป่น
           ขนานแรก ของนักเรียนผู้ไม่อื้อฉาวเปิดตำหรับออกมา เป็นอาหารกลางวันง่าย ๆ ที่เจ้าตัวชอบรับประทานมาก อ้างว่าทำไม่ยาก อร่อย มีเครื่องปรุงดังต่อไปนี้
           ข้าวหุงสวย ๆ แต่อย่าให้ถึงกับเป็นตากบ
           หมูเค็ม
           น้ำมันพืช
           ซ้อสมะเขือเทศ
           กะเทียม
           เกลือป่น
           พริกไทย
           ต้มหมอผักชีล้างสะอาด แตงกวาเลือกอย่างผิวเขียวเข้ม ถ้าออกเหลืองไม่อร่อยจะเหนียวและไม่กรอบ
           เริ่มการปรุง ก็ทำหมูเค็มเสียก่อน ด้วยการหั่นหมูเป็นชิ้นเล็กขนาดใส่ผัดใส่แกงตามธรรมดา หมูควรเลือกเอาแต่เนื้อ ๆ ทุบกระเทียมขนาดพอเจียว แล้วเอาน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมู ตามแต่ใจชอบ สำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วน หรือไม่อยากเพิ่มไขมันในเส้นเลือด ก็น่าจะใช้น้ำมันพืชแทน ใส่ลงกะทะ เอาเนื้อหมูรวนลงไปน้ำปลาหรือเกลือป่นเหยาะนิดหน่อยอย่าให้เค็มนัก
           พอสังเกตว่าเนื้อหมูเริ่มสุกทั่ว ก็เอากระเทียมใส่เข้าไป อย่าใสกระเทียมก่อนแบบกะเทียมเจียว เพราะยางกะเทียมจะไม่ละลายออกมาปน แล้วก็เหยาะพริกไทยป่นให้มากสักหน่อย เรียกว่าพอออกกลิ่นฉุน เอาตะหลิวตระหวัดสักห้าหกตลบ ก็ใช้ได้ ตักใส่ถ้วยพักไว้
           ตอนนี้ก็เอาน้ำมันพืชอีกนั่นแหละ ใส่กระทะ เอาข้าวสวยที่ยีจนแตกตัวไม่เป็นก้อนเทลงไป คลุกจนทั่วน้ำมัน แล้วเอาหมูเค็มลงคลุก ตามด้วยซ้อสมะเขือเทศเคล้าจนทั่วกัน เร่งไฟให้จัดหน่อยแล้วตักขึ้น เมื่อลงจานแล้ว จึงค่อยโรคเกลือป่นเบา ๆ มือให้ทั่วแล้วเคล้าก่อนรับประทาน ซึ่งเกลือที่ใช้โรย ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเกลือนอกหรือเกลือผลิตในนี้ ขอให้ออกเค็มเป็นใช้ได้ขอสำคัญก็คือ อย่าใช้ดีเกลือแทนก็แล้วกันเพราะมันขมและยังทำให้ถ่ายท้องอย่างแรงอีกด้วย
           การโรยเกลือป่นแทนน้ำปลา จะทำให้บังเกิดความ "มัน" และเหมาะกับผู้ที่รังเกียจกลิ่นสาปของน้ำปลา
           ต้นหอมล้างให้สะอาด ไว้เคี้ยวแกล้มแก้เลี่ยน กับผักชีเด็ดเป็นใบโรยหน้า บางคนชอบกลิ่นทางไทย ๆ จะใช้ใบโหระพาล้างสะอาด เด็ดเป็นช่อแกล้มแทนก็ได้
ข้าวผัดเกลือป่นที่บอกตำรามานี้ ควรมีแกงจืดผัดกาดดองต้มกะเพาะหมู หรือว่าฟักเขียวต้มซี่โครง เอาน้ำซดแก้เลี่ยน ช่วยให้คล่องคอเจริญอาหาร เป็นของทำง่ายไม่ยากเย็นอะไรนัก

กุ้งกระจกฝ้า
           ฟังแต่ชื่อ คอสุราอาหารที่ชอบไปหาอะไรรับประทานแถวเมืองปทุม คงเข้าใจว่าก็คงจะเป็นกุ้งกระจก อย่างที่เมืองปทุมเขาทำกัน ซึ่งขอรับรองว่าไม่ใช่ เพราะจะให้รสเฉียบขาดอีกแบบหนึ่ง ส่วนวัตถุประสงค์ซึ่งเหมาะแก่การใช้เป็นเครื่องแกล้มนั้น ขอเรียนว่าน่าจะใช้การได้เหมือนกัน
           กุ้งกระจกฝ้า ตามตำราของ "กระจกฝ้า" นั้น ใช้กุ้งจำพวกกุ้งชีแฮ้หรือกุ้งนางน้ำจืดก็ได้ ไม่เกี่ยง
           เอากุ้งมาปอก รีดอุจจาระตามเส้นสันหลังออกและไม่ใช้หัวทั้งสองชนิดไม่ว่าจะเป็นกุ้งทะเลหรือกุ้งน้ำจืดถ้าเป็นกุ้งใหญ่ ก็แบะกลางออกเป็นสองซีก ไม่ต้องหั่นซอยให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ส่วนกุ้งชีแฮ้พวกนั้น ใช้ทั้งตัวแกะเปลือกเอาหัวออกไปให้เรียบร้อยอย่างที่บอกไว้
           นอกจากนั้นก็เตรียมเครื่องปรุงไว้ดังนี้คือ
           มะนาวจำนวนมาก
           ขิงอ่อนซอยให้ละเอียด
           กระเทียมดอง หั่นฝอย
           ข้าวคั่ว
           งาคั่ว
           ผงชูรส
           เกลือป่น
           ผักกาดหอม
           กรรมวิธีมีดังนี้
           ขั้นแรก เอามะนาวคั้นน้ำให้พอแก่การ คือพอที่จะใช้น้ำเคล้ากุ้งให้เนื้อสุกได้บ้าง เพราะว่ากุ้งนั้นสุกง่ายเพียงแต่บีบมะนาวรดลงไปก็จะสุกเอาเสียแล้ว จะให้ดีต้องแช่ไว้นิดหน่อยพอเคล้าทั่วแล้วพักไว้สักครู่ เอาขิงอ่อนซอยไว้ มาเคล้าช่วยให้สุกหนักขึ้นอีกนิด โดยไม่ต้องตั้งไฟให้รำคาญ และจะเป็นการทำลายรสโอชาของกุ้งไปเสีย
           คลุกจนทั่วแล้ว เอาพริกขี้หนู บุบให้แหลกเจือกับกุ้งบ้างพอสมควร หมายถึงใครชอบเผ็ดก็ลงให้หนักหน่อย สู้เผ็ดไม่ค่อยไหว ก็ใส่นิดหน่อย
           ต่อจากนั้น ก็เอากะเทียมดองหั่นฝอย ไม่ต้องมากลงคลุก ตามด้วยข้าวคั่วกับงาคั่วอย่างละนิดหน่อยเท่านั้น ผงชูรสโรยลงไปตามแต่จะชอบ เกลือป่นใส่เป็นตาสุดท้าย ก่อนรับประทานเอาช้อนไม้อย่างคลุกสลัด หรือว่าตะเกียบก็ได้ คนให้ทั่ว อย่าใช้ช้อนโลหะควรใช้ช้อนกระเบื้องหรือไม่ก็ช้อนสังกะสีเคลือบ
           เสร็จแล้ว สำหรับผู้ที่ชอบห่อรับประทานแบบเมี่ยงคำหรือหรือเมี่ยงกุ้ง ก็ใช้ผักกาดหอมห่อเป็นคำ ๆ ส่วนคอสุรานั้น ซดน้ำเหลือง ๆ ในแก้วโฮกหนึ่ง ตักหรือคีบกุ้งกระจกฝ้าตามดับคาวเหล้าหรือจะเล่นแกล้มเสียก่อน แล้วซดน้ำดีกรีล้างคอทับลงไปก็ได้ เจ้าของตำหรับไม่ต่อว่าด้วยประการใด ๆ ทั้งสิ้น
           บางคน อาจเพิ่มเติมด้วยการใช้ถั่วลิสงคั่ว ต้นหอมผักชี ทำนองเครื่องประกอบแหนมหรือส้มฟักก็ได้เหมือนกัน ตามแต่จะต้องอัธยาศรัย ไม่บังคับ

กุ้งต้มยำ
           เมื่อตกลงจะเสนอต้มยำตามแบบแผนของ "กระจกฝ้า" ก็มีนักภาษาข้างวัดเป็นอันมากขอเสนอชื่อใหม่ ๆ โดยอ้างว่า ชื่อเดิมสามัญเกินไป และกระเดียดไปทางเชยอย่างยิ่ง พร้อมกันนั้น ผู้เสนอตัวตั้งชื่อ ก็เอาภาษาบาลีและสันสกฤตต่าง ๆ มาตั้งให้ รวมกระทั่งภาษาบาลีหวนซึ่งออกจะสัปดนโขอยู่ มาตั้งให้ใหม่ด้วย บางชื่อฟังเหมือนชื่อม้าแข่ง
           เคราะห์ดีที่เจ้าตัวไม่อยากบ้าตามไปด้วย ยืนกรานแต่ว่า ต้องการให้คนทำตามรับประทานได้ และฟังชื่อก็พอรู้ว่าหมายถึงอะไร เท่านั้นเป็นพอ
           ต้มยำกุ้งก็มีเครื่องตามที่ทำกันทั่วไป มีเคล็ดบางอย่าง เฉพาะกรรมวิธีในการปรุงเท่านั้นเอง
           กุ้งต้องเลือกให้สดที่สุด เท่าที่จะหาได้ถ้าไม่ได้กุ้งนางหรือก้ามกราม เป็นกุ้งพวกชีแฮ้ก็ได้ เอามาแกะหัวออก เปลือกก็เอาด้วย แยกไว้ต่างหาก
           เอาหม้อต้มยำมาจัดแจงใส่นำให้พอดี ทุบตะไคร้ลงไปให้บุบ ๆ ทั้งต้น อย่าใช้วิธีหั่นแฉลบอย่างต้มยำที่เจ๊กทำ เพราะเกะกะ เมื่อตักน้ำตักเนื้อมาซด
           ตั้งไว้สักครู่ พอออกร้อนก็ใส่น้ำปลานิดหน่อย เอาเปลือกกุ้งและหัวกุ้งใส่เอาไปเคี่ยวเรื่อย ๆ จนเของดีในเปลือกกุ้งและหัวกุ้ง คายออกมาปนในน้ำที่ต้มแล้วก็ฉีกใบมะกรูดใส่ลงไปทีหลังสักสองสามใบก็พอ
           พอจะรับประทาน เอาชามใส่เนื้อกุ้งมาวางรอท่าตักน้ำต้มเปลือกกับหัวกุ้งราดลงไปเฉพาะน้ำเท่านั้น กุ้งจะสุกทันที แล้วบีบมะนาว เติมน้ำปลาตามรสที่ชอบ ตามด้วยพริกขี้หนูบุบแหลก
           มะนาวที่บีบ ระวังเวลาหั่น อย่าผ่าให้เม็ดขาดจะมีรสขมนิด ๆ ปนมาด้วยแต่ก็ไม่ทำให้รสเปลี่ยนไปเท่าใดนัก ส่วนเนื้อกุ้ง จะนุ่มหวาน ไม่แข็งเหมือนเอาเนื้อกุ้งลงต้มด้วย
           คนชอบผักชี เด็ดเป็นใบ ๆ โรยลงไปบ้างก็ได้

 

อ่านต่อ
 
 





^ TOP

Contact us : info@tuneingarden.com
Tune in Garden.com 2004 All rights reserved. Create and powered by Tune-in People
:: ต้องการเสนอแนะ,ให้ข้อมูล,แจ้งแก้ไขข้อมูล,ข้อผิดพลาด,ลิงค์เสีย หรือต้องการนำเสนอบทความ,ค้นคว้า,ข้อมูลต่างๆ ที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดความถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดก็นถือเป็นเกียรติแก่ทีมงานของเราทุกคนอย่างสูงยิ่ง โปรดติดต่อเราโดยตรงได้ที่ info@tuneingarden.com ขอบคุณไว้ก็
สงวนลิขสิทธิ์ก็ามมิให้ลอกเลียนก็ำ เผยแพร่ หรืออย่างหนึ่งอย่างใดในเว็บไซต์นี้โดยมิได้รับอนุญาต เว้นแต่เพื่อการศึกษาก็นคว้าก็างอิง