หมูกระจกฝ้า
อาหารของ
'กระจกฝ้า' ขนานนี้ เหมาะสำหรับคนเนื้อน้อย ส่วนคนที่ไม่ชอบอ้วน หรือเอียนของมัน
ๆ ก็ไม่ควรกิน
อุปกรณ์ในการปรุง
ดังนี้
มันหมู
เลือกเอาอย่างมันแข็ง
มะพร้าวขูด
แป้งข้าวเจ้า
แป้งสาลี
น้ำพริกเผา
น้ำตาลทราย
น้ำตาลหม้อหรือน้ำตาลปีบ
น้ำมันหมู
ผักชี
เกลือ
เมื่อเริ่มทำ
ไม่ต้องตั้งนะโมสามจบอย่างเวลาก่อนนอน เพราะนี่เป็นเรื่องการกิน เคยมีบางคนเมื่อคิดจะทำอาหารแปลก
ๆ ที่ไม่เคยกินมาก่อน เกรงว่าจะเกิดอะไรขึ้นมา ก็เล่นตั้งนะโมขึ้นก่อน
เป็นทำนองของพรพระให้ช่วยคุ้มครอง ตำราอาหารที่เอามาบรรยายให้ทราบกันชุดนี้
ไม่ต้องถึงเพียงนั้นหรอก รับรองว่าถ้าทำตามสูตรก็อร่อยและไม่เป็นอันตรายต่อกระเพาะ
นอกเสียจากว่ารับประทานเกินอัตราที่ถังของตนเองจะรับไหว อาจถึงขึ้นกะเพาะครากหรือถึงแตกตายอย่างชูชกก็ได้
เริ่มด้วยการเอามะพร้าขูด
มาคั้นเอาแต่หัวกะทิไม่ต้องถึงข้นจัดนัก แต่อย่าให้ใสเป็นหางก็แล้วกัน
ต่อจากนั้นก็เอาแป้งสาลีกับแป้งข้าวจ้าว
มาปนกัน แล้วละลายด้วยน้ำกะทินั่นแหละพอเห็นเข้าท่าคือข้นพอสมควร กะว่าพอใช้มันหมูลงคลุก
ก็ติดขนาดแป้งกล้วยทอดทีเดียว บางคนใช้แค่นี้ก็พอ แต่คนที่ชอบมีรสในตัวนิดหน่อย
ก็เอาน้ำตาลทรายกับเกลือป่นละลายเข้าไปกับแป้งที่ผสมแล้ว อย่าให้ถึงหวานทีเดียว
พอนิด ๆ ให้มีรสบ้าง
จากนั้นก็เอามันหมูแข็งต้มเสียก่อน
พอสุก ก็เอามาหั่นเป็นชินบาง ๆ อย่าให้บางเกินไป เอากันขนาดสองสามมิลลิเมตร
กะว่าแผ่นกว้างพอดีคำ
พอหั่นเรียบร้อย
ก็เอากระทะขึ้นตั้งไฟ พอน้ำมันจวนร้อน ก็เอามันหมูต้มสุกที่หั่นชุบกับแป้งที่ผสม
แล้วเอาลงทอดจนเหลืองกรอบทีเดียว
ก่อนที่จะตักขึ้น
เตรียมกระดาษฟาง หรือกระดาษอะไรก็ได้ ดูที่มันสะอาดหน่อย พอจะซึมซาบน้ำมันได้สะดวกเป็นได้การ
ก็แค่นั้นเอง
แต่ความสำคัญอีกตอนหนึ่งว่า หมูกระจกฝ้า จะอร่อยหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับน้ำจิ้ม
ซึ่งก็บอกเครื่องเคราให้ทราบแล้ว
น้ำจิ้มอย่างที่ว่านั้น
ทำดังนี้
เอาน้ำพริกเผาละลายกับน้ำปลาดี
มะนาวเอาแต่น้ำระคนกันเข้าไป น้ำตาลปี๊บจะเป็นน้ำตาลเพชรหรือน้ำตาลเมืองสมุทรใช้ได้ทั้งนั้น
ผสมแล้วลองชิมดู
กะให้ได้ทั้งเปรี้ยวเค็มหวานมีเผ็ดน้ำพริกเผาเจือด้วย แล้วเอาผักชีเด็ดแต่เป็นใบ
ๆ ใช้จิ้มหมู่กระจกที่ทอดไว้กรอบรอท่าอยู่แล้ว
บางคนยักกระสายทำน้ำจิ้มเป็นอย่างอื่น
บ้างก็เอาพวกซ้อสศรีราชาตามอัธยาศัย แต่หลายเสียงร้องว่าน้ำพริกเผาผสมตามตำหรับที่ว่ามา
เป็นแซ่บกว่าอย่างอื่นทั้งหมด
หน้าตั้งทรงเครื่อง
"ผมมันคนชอบของกินเล่น
ของชอบของผมก็ไอ้พวกของกินเล่นเคี้ยวเล่นสารพัดสารเพพวกนี้แหละ" 'กระจกฝ้า'
กล่าวถึงเรื่องของกินที่โปรดปราน
"ผมมันไม่ใช่คนเลือกของกิน
แต่ชอบของอร่อยอะไรก็ได้ ไอย่างที่ไม่ต้องประดิดประดอยมากนัก แต่จำพวกหน้าตั้งจะว่าไปมันก็มีเรื่องที่ต้องเตรียมโขอยู่
ใครจะทำก็ได้ไม่ว่า แต่ถ้าทำได้อย่างที่ว่านี่ ก็ชอบกินแหละครับ
"
หน้าตั้งทรงเครื่องชุดนี้
นับว่าเป็นตำหรับมาจากในวังทีเดียว แต่จะเป็นวังไหนยังไม่ได้สอบถามกันแน่นอนเอาแต่ว่าเป็นของทำกันอย่งมีตระกูลเชียวแหละ
ว่างั้นเถอะ
เครื่องปรุงก็มีปูทะเล
แกะเอาแต่เนื้อ ก้ามกระดองแข็ง ๆ ไม่ต้องเพราะกินไม่ได้ ถ้าเห็นว่าปูทะเลแพงไป
จะเปลี่ยนเป็นปูม้าก็ได้ไม่ว่า แต่คงไม่อร่อยถึงปูทะเลหรอก
นอกจากปูทะเล
ก็มีเนื้อหมู เนื้อไก่ กุ้ง มันหมู ถั่วลิสง เต้าหูเหลือง มะพร้าวขูด
รากผักชี น้ำมันหมูหรือน้ำมันพืช กระเทียม พริกไทย ผักชี เกลือป่น
น้ำตาลทราย น้ำปลาดี
ที่กล่าวมาแล้ว
เป็นส่วนของเครื่องหน้าตั้ง ของรับประทานกับหน้าตั้งก็มีข้าวตังข้าวเกรียบสิงค์โปร์
ข้าวเกรียบแก้ว ขนมปัง สุดแต่จะพอใจรับประทานอย่างไหน
เมื่อได้เครื่องมาครบตามต้องการแล้ว
ก็จัดแจงตระเตรียมด้วยการแกะเอาเนื้อปูเนื้อไก่ เนื้อหมู กุ้ง สับปนกัน
สำหรับกุ้งนั้น รีดเอาแต่มันแยกไว้ต่างหากไว้เหยาะตอนหลัง
ถั่วลิสง
ใช้ถั่วลิสงคั่วอย่างที่กินกับแหนม เอามาขยี้เปลือกออก จะหยิบใสปากเคี้ยวเล่นแก้ขวย
หรือเพื่อช่วยมิให้ปากว่างก็ยังได้ ตำพอย่อยเป็นชินเล็กน้อยไม่ต้องถึงกับแหลกละเอียด
กระเทียมปอกเปลือกทิ้งใบเอาแต่เนื้อ ซอยเสียหน่อย เต้าหูเหลือง หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดเล็ก
หรือจะหั่นเป็นชิ้นยาว อย่างที่เขาหั่นใส่ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยก็ใช้ได้เหมือนกัน
รากผักชี
หั่นให้ละเอียด เอาลงครกตำ ถ้าชอบเผ็ดนิดหน่อยเอาพริกแห้งสักครึ่งเม็ดถ้าชอบเผ็ด
ซึ่งความจริงพริกแห้งครึ่งเม็ดไม่ถึงกับเผ็ด แต่จะช่วยให้สีสันดูแดงน่ารับประทานขึ้น
พริกแห้งที่ว่านี้
ท่านให้เอามาแช่น้ำ พอเนื้อน่ายแล้วเอาลงต่ำกับเกลือ ซึ่งจะช่วยให้แหลกโดยง่าย
แล้วเอาพริกไทยลงตำปนไปด้วย พอทั้งสามอย่างคือพริกแห้ง พริกไทย รากผักชีแหลกลาญเข้ากันดี
ก็เอากะทิที่คั้นไว้ช้อนเอาแต่หัวที่ลอยหน้าอยู่ มาแทนน้ำมันตั้งไฟแล้วเอาของที่ตำลงผัดจนหอมฉุย
ส่วนกะทิที่เหลือ ก็ใช้ละลายกุ้งหมูไก่ปูที่สับเข้าไว้ เทลงไปในหม้อที่ผัดเครื่อง
ตอนนี้เต้าหู้ ถั่วลิสง และของอะไรต่ออะไรซึ่งจำเป็นต้องใส่อย่างเช่นกระเทียมก็รวมกันเข้าไว้
ไฟอย่าให้แรงนัก เรียกว่าไฟกลาง ๆ เป็นดี เพราะจะช่วยให้เดือดพล่านโดยไม่เร่งไหม้เสียก่อน
ถ้ามีเนื้อวัวเนื้อปลา และสิ่งของอื่น ๆ นอกจากนี้ ก็อย่าอุตริเอาใส่ไปด้วยเพราะคนละเรื่องคนละอย่างกัน
พอเดือดดีแล้ว
ถ้าต้องการให้ข้นจัด ก็เคี่ยวไปอีกหน่อย แต่ก็ไม่ควรให้ข้นนักเพราะเวลาเอาหน้าใส่ข้าวตังหรือขนมปัง
มันเปลือง
ยังไม่เรียบร้อยทีเดียว
เพราะจะต้องเอาน้ำปลา น้ำตาล คะเนใส่แล้วชิมดูให้รสกลมกล่อมเสียก่อน
เรื่องน้ำปลานี่สำคัญมาก จะต้องเลือกเอาน้ำปลาดีหน่อย อย่างเอาอย่างน้ำปลาแกง
ขวดละบาดสองบาท จะทำให้รสชาติเสียไปหมด อันดับสุดท้ายก็คือ ผักชีที่เด็ดไว้เป็นใบเอามาโรยให้เก๋ย์ทีเดียว
เมื่อหน้าตั้งทำเสร็จสรรพแล้ว
ก็มาถึงเรื่องข้าวตังขนมปัง ข้าเกรียบอะไรต่ออะไรที่บอกไว้ตอนแรก
สิ่งของเหล่านี้
จะให้กรอบอร่อยมันต้องทอด แต่ก่อนนี้นิยมน้ำมันหมู มาเดี๋ยวนี้ พวกที่กลัวอ้วน
ก็หันมาใช้น้ำมันพืชแทน การทอดข้าวตัง ข้าวเกรียบ และขนมปัง ก็ไม่มีเคล็ดอะไรมาก
นอกจากว่าควรทอดเสียแต่น้ำมันยังร้อยจัด จะทำให้กรอบและเหลืองน่ารับทาน
สำหรับขนมปังนั้น ถ้าได้หั่นเป็นชิ้นขนาดนิ้วครึ่งแล้วตากสักครึ่งแดดก่อนทอด
จะช่วยให้กรอบง่ายและเหลืองอร่ามน่ารับประทานขึ้น
ข้าวเกรียบแก้ว
ข้าวเกรียบสิงคโปร์ก็ต้องน้ำมันร้อนจัดเหมือนกัน บางรายเอาข้าวเกรียบงาทอดจิ้มหน้าตั้ง
แต่ส่วนมากข้าวเกรียบงา มันจะหวานในตัว ทำให้รสชาติสู้ข้าวเกรียบพวกอื่นหรือว่าขนมปังไม่ได้
หน้าตั้งทรงเครื่องขนานนี้
เจ้าของตำหรับว่าแกล้มกับเบียร์ยามแดดร่มลมตกก็ไม่เลวเหมือนกัน
แกงเลียง ๘๙
จำพวกของซดน้ำ
แล้วได้ผักอันเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เราชอบรับประทานแกงเลียงกัน
"กระจกฝ้า"
ก็ชอบ เขาบอกว่าแกงเลียงควรจะใส่ผักหลาย ๆ อย่าง ถ้าจะให้อร่อยมันต้องแกงเลียง
๘๙ "ถ้าคงจะใส่ผักตั้ง
๘-๙ อย่าง"
มีคนถามขึ้นอย่างอวดรู้
นักเขียนเรื่องโปกฮาหัวเราะ
แต่ไม่ตอบออกมาตรง ๆ ได้แต่พูดเสียงอุบอิบ
"แกงจับฉ่ายเขายังมีผักไม่ถึงสิบอย่างเลย
แกงเลียงจะเอาผักเยอะแยะใส่เข้าไปได้ยังไงกัน"
แต่เราก็รู้ว่า
แกงเลียง ๘๙ ของ "กระจกฝ้า" เขามีวิธีปรุงอย่างไรบ้าง
ก็ไม่มีอะไรพิสดารไปกว่าที่แกงกันทั่วไป
แต่ขนานนี้ของเขา ไม่นิยมใส่ปลากรอบอย่างตำราคนอื่น ปลาช่อนย่างใหม่
ๆ จะหอมดีกว่าปลาย่างค้างคืนตามที่เขาว่า
สำหรับผักก็เลือกเอาหลายอย่าง
ผักที่เหมาะแก่แกงเลียงก็มี บวบเหลี่ยม ยอดฟักทองลอกผิวเสียก่อนน้ำเต้า
ใบตำลึง ใบแมงลัก พริกไทย หัวหอม ถ้ามีน้ำสต๊อคก็ยิ่งดี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร
กะปิควรเลือกเอากะปิที่ดีหน่อย
พวกกะปิที่ใช้คลุกข้าวรับประทานได้ยิ่งดี กะปิแกงตามตลาด อย่าเอามาใช้ทำแกงเลียงเลย
เหม็นสาบเปล่า ๆ
กุ้งทะเลสด
ๆ เด็ดหัวออก ปอกเปลือกเหลือหางติดไว้นิดหนึ่งปอกแล้วใส่ชามไว้ต่างหาก
พวกผักก็ทำไว้เสียก่อน
ที่ควรเด็ดก็เด็ดเสีย อย่างใบแมงลัก ก็ใช้เฉพาะใบ ลำต้นไม่เอา เม็ดแมงลักก็ไม่ต้องการ
บวบเหลี่ยมปอกเปลือกเสียก่อน ให้เรียบเซี่ยมที่เดียว บางคนปอกผิวตอนในติดไว้ประปราย
อ้างว่าช่วยให้กรอบขึ้นอีกนิด
น้ำเต้า
ควรเลือกใบที่มันอ่อนสักหน่อย ปอกผิวผ่าเป็นชินเล็กนุ่ม ถ้าได้น้ำเต้าอ่อน
ๆ เวลาแกงเนื้อจะหวานนุ่มฟันนัก ตำลึงหน้าฝน เป็นตอนที่ใบก้านงามสะพรั่งกว่าเวลาอื่นเด็ดเอาแต่ก้านอ่อน
ส่วนใบก็เอาจนถึงเกือบแก่ ก้านเหนียวอย่าใสเข้ามา เพราะเคี้ยวไม่อร่อยชวนให้รำคาญ
เหมือนกับเคี้ยวเส้นปลาสติค ยอดฟักทองหาไม่ค่อยได้ง่าย ๆ นัก แต่ถ้าได้
ลอกผิวที่มีขนอุยอ่อนทิ้งไป เอาแต่ก้านหวานกรอบอร่อย
ก่อนเด็ดผักเหล่านี้
ควรล้างเสียก่อน เมื่อเด็ดแล้วอย่าล้างอีก เพราะยางดี ๆ ของผักที่มีประโยชน์จะละลายลอยตามน้ำไปเสียหมด
หอมแดง
ปอกเปลือกสักห้าหกหัว กะปิขนาดหัวแม่มือเขื่อง ๆ พริกไทย ๑๓ เม็ดคนชอบเผ็ดก็เติมพริกขี้หนูหรือพริกชี้ฟ้าลงไปนิดหน่อย
แต่ถ้าพอใจทางร้อนชนิดเหงื่อตก ก็เพิ่มพริกไทยได้อีก เกลือหยิบมือเล็ก
ๆ โขลกเข้าด้วยกัน พอทำท่าจะแหลกดี ก็เอาปลาช่อนมาแกะเอาแต่เนื้อปลา
พุงไม่ต้อง เกล็ดก้างอะไรไม่ต้องทั้งนั้น เอาแต่เนื้อล้วน โขลกจนเนื้อน่ายเข้ากับเครื่องแกงที่ตำไว้เดิมเป็นอันดี
ทีนี้ก็เอาน้ำสต๊อค
หรือน้ำต้มซุบกระดูกไก่ กระดูกหมูได้ทั้งนั้น ยกเว้นแต่น้ำต้มเนื้อซึ่งมีกลิ่นไม่ค่อยจะเข้ากันกับแกงเลียง
ถ้าขี้เกียจหาน้ำต้มกระ
หรือไม่ได้ทำไว้ก่อน จะเอาซุบสำเร็จรูป พวกซุปไก่ใส่แทนก็ได้ หรือชั้นชั่วน้ำเปล่าโรงผงชูรสไปนิดก็ยังพออาศัย
พอน้ำเดือดพล่าน
ตักเครื่องที่ตำลงไป แล้วช้อนน้ำล้างครกเอาเทเติมไปอีก ตามธรรมเนียมของการครัวไทย
พอเดือดดี
ก็เอาเกลือป่นโรยลงไปแล้วชิมดู กะให้เค็มพอสัณฐานประมาณ เผื่อผักที่จะใส่ตามไปทีหลังแกงเลียงไม่ควรใส่น้ำปลา
เพราะจะทำให้มีกลิ่นคาว น้ำตาลอีกอย่างควรระวังอย่าใส่ลงไป ให้หวานน้ำเนื้อปลาและหวานผัก
หรือหวานผงชูรสก็ยังดี
เอาผักสารพัดใส่ลงไป
โดยใส่น้ำเต้าก่อน ตามด้วยบวบและยอดฟักทอง ส่วนใบตำลึงใส่ทีหลัง เพราะสุกง่ายมาก
พอน้ำพล่านก็เอากุ้งที่เด็ดไว้ใส่ลงไปคนทีเดียว เทใบแมงลักตาม ยกลงจากเตาทันที
ตักใส่ชามเสิร์ฟร้อน ๆ
หรือจะเทใส่หม้อหยวนโล้อย่างของเจ๊กทำก็ได้
จะได้ซดน้ำแกงร้อน ๆ นาน ๆ หน่อยเหมาะสำหรับคนที่เพิ่งฟื้นจากไข้
หรือใช้ถอนเมาก็ดีนัก
เหงื่อแตกครู่เดียว จะค่อยยังชั่วทันใจ
อีกขนานหนึ่ง
'กระจกฝ้า' เรียกแกงเลียง ๙๑
แกงเลียง
๙๑นั้น เครื่องแกงเหมือนกันทุกอย่างเป็นแต่ว่า ผักเปลี่ยนเป็นเอาหัวปลีแทน
หัวปลีหั่นสด ๆ แช่น้ำที่เอามะนาวบีบลงไปนิด กันยางหัวหลีออกสีดำ เวลาแกงก็แบบเดี่ยวกันนั่นแหละ
สูตรสำคัญของอาหาร
"กระจกฝ้า"
ทำไมถึงเรียกว่าแกงเลียง
๘๙ และแกงเลียง๙๑?
ใครเคยฟังวิทยุยานเกราะภาคเอ็ฟ.
เอ็ม. บ้าง! คงรู้ว่ามีทั้งภาคเอ็ฟ. เอ็ม. ๘๙ และ ๙๑ เพลงเพราะ ๆ ทั้งสองภาคเชียวแหละ
'กระจกฝ้า' ชอบฟังนักฟังพลางซดแกงเลียงพลาง เลยเรียกมันเสียใหม่ยังงั้นเอง
คงไม่มีใครคัดค้านกระมัง กับข้าวของ "หลวงเมือง" แม้จะไม่มากอย่างนักก็ตาม
แต่เป็นที่เลื่องลือทั่วไป ทั้งในวงการมอญและกะเหรี่ยง ว่าโอชารสจะหาไหนมาปาน
พับเผื่อย
|