|
|
อาหารพื้นบ้าน 6 ตำหรับของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
.................................................................................................................................
จากหนังสือ "อาหารนักเขียน" โดย ชัย วิชิต
สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ตุลาคม 2514
| (ก่อน) |
|
กับข้าวของ "หลวงเมือง"
แม้จะไม่มากอย่างนักก็ตาม แต่เป็นที่เลื่องลือทั่วไป
ทั้งในวงการมอญและกะเหรี่ยง ว่าโอชารสจะหาไหนมาปาน
พับเผื่อย
สุกรสวรรค์
พระรามลงสระ
กระจาบทราบเครื่อง |
"หลวงเมือง"
เคยกล่าวถึง "ปังตอ" ว่าหมายถึงมีดใหญ่ใช้ในการทำครัว ซึ่งอาจใช้สับหัวผัวในกรณีที่จะมีเมียใหม่ได้ดียิ่ง
นอกจากนั้น ในข้อเขียนของท่านผู้นี้บางตอน ได้กล่าวถึงการที่เพื่อนคนหนึ่งสั่งโต๊ะจีนมาเลี้ยงเพื่อนฝูงเป็นการเอิกเริก
เพื่อนอีกคนหนึ่งเห็นมะนาวดองในโถเป็ดตุ๋นเข้าใจผิดคิดว่าเป็นไข่พะโล
เลยไม่ตักเป็ด ผ่าไปตักเอามะนาวนองขึ้นไปทั้งลูก และว่าเพื่อนผู้นั้นตีหน้าเหยเกต้องขอแบ่งเนื้อเป็ดไปจากหลวงเมืองหน่อยหนึ่ง
หาไม่ก็จะไม่ได้กินเป็ดตุ๋นเลย จะกินมะนาวดองเข้าไปทั้งผลก็ออกจะหฤโหดมากไปหน่อย
ความข้อนี้
ข้าพเจ้าได้ไปสอบถาม "หลวงเมือง" แล้ว ท่านยืนยันว่าเป็นความจริงและกล่าวทำนองตำหนิเพื่อคนนั้นว่า
เป็นคนซุ่มซ่าม ไม่มีเสขิยวัตรในการบริโภคซึ่งยังผลให้ตัวท่านเองได้บริโภคเป็ดตุ๋นอันเป็นอาหารที่ท่านนิยมอย่างหนึ่งลดน้อยลงไป
ด้วยจำต้องบริจาคให้เพื่อคนนั้นไปเสียบ้างดังได้กล่าวแล้ว
นอกจากตำหนิติเตียนว่าเป็นคนซุ่มซ่ามแล้ว
ท่านยังกล่าวว่าเป็นบุคคลที่มองเห็นอนาคตไม่แจ่มใส เพราะเป็นคนที่มีจิตใจดื้อดึง
แข็งกระด้าง ไม่ยอมเชื่อฟังคำแนะนำสั่งสอนอันสมควรจะต้องเชื่อฟังเป็นอย่างยิ่ง
พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นคนหัวดื้อหัวรั้น ในสายตาของ "หลวงเมือง" เอง การดึงดื้อถือดีเช่นนี้
เห็นว่าจะนำให้ไปสู่สุคติได้ยากมีแต่จะชักพาไปแต่ทุคติเพียงอย่างเดียว
ครั้นมีบุคคลที่มิได้เกี่ยวข้องในกรณีนั้นบางนายเรียนถามคุณหลวงเมืองถึงสาเหตุที่ทำให้บุคคลผู้นั้นถูกล่าวหาถึงเพียงนี้
ก็ได้รับการชีแจงว่า
เมื่อบุคคลที่บริโภคมะนาวดองเข้าไปด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าไข่พะโล้ซึ่งทำให้มีอันต้องตีหน้าเหยเกดังกล่าวแล้ว
และจำต้องของแบ่งเนื้อเป็ดตุ๋นไปจากคุณหลวงเมืองท่าน
ในชั้นแรก
"หลวงเมือง" ก็ได้พรรณาถึงคุณสมบัติดันมีเป็นเอนกประการของมะนาวว่า
เป็นของที่มีค่าอย่างยิ่งยวด เพราะอุดมด้วยวิตามินซี. ทั้งยังเป็นเครื่องประเทืองรสอาหารอย่างฉกาจฉกรรจ์
โดยกล่าวถึงน้ำพริกอันเป็นอาหารสำคัญชั้นสุดยอดของคนไทยทั้งหลายทั้งปวง
ว่า ถ้าปราศจากเสียซึ่งมะนาวแล้วไซร้ น้ำพริกนั้นไม่อาจเรียกว่าน้ำพริกโดยสมบูรณ์
และจะปราศจากซึ่งรสชาติอันชวนบริโภคอย่างมิต้องสงสัย
นอกไปจากน้ำพริก
คุณหลวงท่านก็ได้หยิบยกเอาอาหารจำพวกที่เรียกว่าต้มยำว่า จะเป็นต้มยำกุ้ง
ต้มยำไก่หรือว่าต้มยำปลานานาสารพัดที่ได้ชื่อว่าต้มยำก็ตาม ท่านว่าจะปราศจากเสียซึ่งมะนาวนั้นมิได้
อันผู้ปรุงจะยักกระสายเอาของเปรี้ยวชนิดอื่นเป็นต้นว่าน้ำส้มสายชู
ส้มมะขามแทนรสชาติของต้มยำเหล่านั้นก็ย่อมมีครุวนาดุจดังนกกระจอกที่จะกินน้ำหรือยังมิได้กินก็ตาม
จักเปรียบกับพระยาครุธที่อยู่สูงสุดเหนือท้องฟ้านั้นหาได้ไม่
เพื่อนฝูงที่อยู่ใกล้เคียง
พากันส่งเสียเฮขึ้นพร้อมกัน นัยว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจยิ่งนัก
หลงเมืองโบกมือให้สงบลง
ก่อนที่จะกล่าวต่อไปว่า เมื่อคุณสมบัติของมะนาวเท่าที่หยิบยกมากล่าเพียงเล็กน้อย
ยังมีคุณานุคุณถึงปานฉนี้ ก็ยิ่งเอาไปดองแล้วคุณสมบัติของมะนาว ย่อมเหลือที่จะคณนา
และเมื่อเพื่อนผู้นั้นหลงตักเอามะนาวดองเข้าไปทั้งลูกด้วยความเข้าใจว่าเป็นไข่พะโล้
ก็ย่อมจักถือได้ว่าเป็นเอกอัครมหาลาภอย่างที่สุดควรจะรีบ ๆ รับประทานเสียให้หมดทั้งผลโดยพลันกลับคายทิ้งพร้อมทำสีหน้าอันปั้นยากเฉกเช่น
ไก่เห็นพลอยเมื่อคาบพลอยได้แล้ว ดันทุรังคายพลอยวิเศษทิ้งไปเสียมิหนำยังมาขอแบ่งปันเนื้อเป็ดจากหลวงเมืองไปเสียอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าไม่ตำหนิติเตียนและประณามอย่างรุนแรงก็ไม่รู้ว่าจะกล่าวประการใดแล้ว
เมื่อมีผู้สอบถามหลวงเมืองด้วยคารวะว่า
ก็ในเมื่อมะนาวมีคุณสมบัติอันเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์เป็นเอนกประการอย่างที่ว่ามาแล้ว
ไฉนคุณหลวงเมืองเองมิบริโภคแต่มะนาวดองอย่างเดียว แล้วยอมอุทิศเนื้อเป็ดตุ๋นให้เพื่อนผู้รังเกียจมะนาวดองรับประทานเสียทั้งหมดเล่า
ความข้อนี้วาชศรพอาจกล่าวว่าไม่แน่นัก
แต่หลวงเมืองก็ยังคงยืนยันในเรื่องคุณสมบัติของมะนาวดองอยู่นั่นเอง
หากแต่อ้างว่า ได้บริโภคมามากแล้ว และร่างกายมนุษย์เรานั้น ย่อมต้องการอาหารต่างชนิดที่ประมวลกันเข้าเป็นโลหิตเนื้อหนังมังสาช่วยให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวโดยสะดวก
จึงจำต้องรับประทานอาหารประเภทอื่นเสียบ้าง และเวลานั้นเนื้อเป็ดตุ๋นกำลังเป็นอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกายในเวลานั้นอยู่ด้วย
เมื่อได้ฟังอรรถาธิบายโดยละเอียด
ข้าพเจ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะขอคำชี้แจงแนะนำจากคุณหลวงเมืองถึงเรื่องอาหารชนิดต่าง
ๆ ว่ามีประการใดบ้าง เพราะเท่าที่ได้สดับมา ก็พอจะเล็งเห็นได้ว่า อันว่า
"หลวงเมืองผู้นี้ จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องอาหารการบริโภคในระดับสูงยิ่งผู้หนึ่ง
สมควรที่จะขอความกรุณาได้เปิดเผยเพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผู้คนทั้งปวงสืบไป
เมื่อได้แจ้งความข้อนี้ต่อ
"หลวงเมือง" ท่านก็หยิบเอากระดานชนวนข้างตัว มาลงเลขผ่านาฑี และผูกดวงพิชัยสงครามอาหารชนิดต่าง
ๆ เพื่อจะได้ทราบว่าอาหารนั้น ๆ มีคุณสมบัติหรือว่าโทษสมบัติบ้างหรือไม่เพราะอันธรรมดาอาหารย่อมแยกออกได้ได้หลายประเภทด้วยกัน
บางอย่างรสอร่อย บางอย่างหย่อนในทางรสชาติเหมาะสำหรับเป็นอาหารก็แต่เพียงจระเข้เท่านั้น
เพราะจระเข้มิมีลิ้นที่จะสัมผัสรส
อาหารบางพวกที่มีคุณค่าในทางบำรุงร่างกาย
บางอย่างเมื่อบริโภคเข้าไปแล้วหาคุณประโยชน์อันใดบ่อมิได้
ก็เมื่อเป็นเช่นนี้
ควรหรือไม่ที่จะต้องมีการผูกดวงลงเลขผานาฑีอาหารเอาไว้ เป็นต้นว่าการประกอบอาหารควรซื้อในเวลาข้างขึ้นหรือว่าข้างแรม
ควรเข้าตลาดวันนั้นเวลาเช้าหรือบ่ายเย็น แต่ถ้าเป็นเวลาพลบค่ำหรือยามดึกก็ไม่บังควรที่จะไปตลาดสดจำหน่ายอาหาร
โดยควรที่จะไปตลาดโต้รุ่งแทน ด้วยเหตุผลอันใดนั้น สาธุชนย่อมจะทราบแก่ใจดีแล้ว
ข้าพเจ้าเห็นว่าการนี้
จะเป็นที่ยืดเยื้อไม่ควรที่ จึงไต่ถามว่า คุณหลวงพอจะมีฝีมือทางอาหารบ้างหรือไม่
หลวงเมืองรีบยกมือขึ้นทำท่าจราจรห้ามรถตามสี่แยก
เข้าร้องบอกว่า เรียกหลวงเมืองเฉย ๆ ก็ดีแล้วเพราะว่านั่นเป็นนามปากกาของเขา
แต่ถ้าขืนเรียกคุณหลวงเกรงว่าผู้คนที่พลอยได้ยิน จะกล่าวหาว่าเขาอวดอ้างว่ามีบรรดาศักดิ์
โดยที่วัยขนาดเขานั้น อย่าว่าแต่จะเป็นหลวงเลย แม้แต่หมื่นหรือขุนก็หาเป็นได้ไม่
เพราะผู้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นชุนรุ่นหลังสุดก็แทบจะตะบันน้ำรับประทานอยู่แล้ว
แต่การที่ข้าพเจ้าเอ่ยถามเขาว่า
มีฝีมือทางอาหารบ้างหรือไม่นั้น
"หลวงเมือง"
ว่าหากไม่เกรงใจในสัมพันธ์อันดีแต่เก่าก่อน ก็ใคร่จะนำความไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจยังโรงพัก
ให้ดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทอย่างรุนแรงจนเหลือจะอภัยให้ได้ "หลวงเมือง"
เอ่ยขึ้นมาลอย ๆ จะเป็นคำพังเพยหรือสุภาษิต หรือข้อคิดสะกิดใจอันใดข้าพเจ้าก็หาทราบไม่ได้ยินแต่เปลงออกเป็นวาจาว่า
อันธรรมดาหน้าหนาว
บัณฑิตพึงเสพด้วยอาหารที่เข้าเครื่องปรุงอันแรงร้อนเช่นเครื่องเทศและเนื้อสัตว์บางจำพวกเช่นสัตว์เลื้อยคลานจำพวกงูเงี้ยวเขี้ยวขอทั้งหลายหรือไม่ก็สุวาณ
เพราะสัตว์เหล่านั้นมีเลือดเนื้อที่ร้อนแรง เมื่อบุคคลใดรับประทานเข้าไป
ก็จะเข้าไปเสริมความร้อนของเตโชธาตุให้พลุ่งโพลงยิ่งขึ้น
เมื่อหน้าหนาวผู้คนจักต้องบริโภคอาหารในเพศนั้น
ครั้นเข้าหน้าร้อน ก็ควรจะยักระสายมาเป็นของกินจำพวกให้ความอ่อนเย็นแก่ร่างกาย
เป็นต้นจำพวกรากไม้และพืชผักที่เกิดจากต้นที่เป็นเถาเช่นฟักแฟงแตงร้าน
เพราะหากผู้ใดบริโภคเข้าไปความร้อนในร่างกายจะถูกกำจัด ออกไปตามทวารต่าง
ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ บัณฑิตในทางบริโภคศาสตร์ทั้งมอญและกะเหรี่ยงได้รจนาไว้เป็นหมวดหมู่
สะดวกแก่ผู้ประสงค์จะทราบได้นำมาศึกษากันให้ถ่องแท้ แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ปราชญ์ผู้รวบรวมตำราเหล่านี้
ได้เขียนเป็นภาษากะเหรี่ยง แต่เพียงภาษาเดียวเท่านั้น จึงไม่แพร่หลายไปเท่าที่ควร
|
| หน้าก่อน |
หน้าแรก |
| |
| |
|