>> 'รงค์ วงษ์สวรรค์ สำเริง พญาอินทรีย์บินเหนือดอยสูง
 
รางวัลคนค้นฅน : นักเขียนรางวัลสารคดี คน ค้น ฅน
‘รงค์ วงษ์สวรรค์
OLD JOURNALIST NEVER DIE
ขุนเขา-พญาอินทรี และกีตาร์ปืน
กิตติ กาญจนสถิตย์ และ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
การพบกันครั้งแรกในรอบ 30 ปี
เปลี่ยนแว่นม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ประจำปี 2547
สืบชะตา วาระ 72 ปี 'รงค์ วงษ์สวรรค์
อะเดย์ ฉบับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
เป็นความดีใจของเราที่เรื่องราวของพญาอินทรีย์
ได้รับการถ่ายทอดสู่หนุ่มสาวร่วมสมัยอีกครั้ง
'รงค์ วงษ์สวรรค์ สำเริง
พญาอินทรีย์บินเหนือดอยสูง

และ ประวัติของพญาอินทรีย์ โดย สมรม สทิงพระ
ลูกผู้ชายชื่อ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ คนของแม่น้ำ แผ่นดินและป่าไพร
อาหารพื้นบ้าน 6 ตำรับ
จากอาหารนักเขียน
ลิขสิทธิ์ - สิทธิ์ที่นักเขียนถูกปล้น
บทสัมภาษณ์
Sex Life "ถ้าต้องประกอบการสังวาส จะตั้งใจทำให้งดงาม"
'รงค์ วงษ์สวรรค์ บน Milestone เรท X
เหตุและผลของ 2 ปีที่หายไป

บทสัมภาษณ์โดยองอาจ ฤทธิ์ปรีชา
'รงค์ วงษ์สวรรค์ สำเริง ครบรอบ 64 ปี
พิธีเปลี่ยนแว่น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
ณ สวนทูนอิน ต.โป่งแยง อ.แม่ริม เชียงใหม่
และวาระครบ 71 ปี ของ'รงค์ วงษ์สวรรค์ 20 พฤษภาคม 2546
2 ปีที่หายไปของ
'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในงานมติชนบุ๊คเดย์
30 ส.ค. - 7 ก.ย. 2545
'รงค์ วงษ์สวรรค์ 69 (2544)
'รงค์ วงษ์สวรรค์ 60 ปี
   
   
   
   
   
   
   
 
 
 
 

 



'รงค์ วงษ์สวรรค์ สำเริง
พญาอินทรีย์บินเหนือดอยสูง

.................................................................................................................................
จากนิตยสารไรท์เตอร์
"WRITER MAGAZINE"
มิถุนายน-กรกฎาคม 2541 ฉบับที่ 6 (61)
สัมภาษณ์ : 10-12 พฤษภาคม 2541 สวนทูนอิน ดอยโป่งแยง เชียงใหม่

            เรื่องจากปก
            66 กะรัตของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ วันนี้ เกาะคอนแห่งกิ่งยางเหนือดอยสูง นิ่งสงบ เยือกเย็น
            มิใช่ในท่วงท่าอ่อนล้า โรงแรง ทว่าแข็งแกร่งเด็ดเดี่ยวอยู่ในแววตา...
            วันเวลาอันนิ่งสงบ ณ ดอยโป่งแยงแห่งสะเมิง เชียงใหม่ หน่วยตาคู่นั้นฉายแววความสุข แม้จะเกิดจากการเฝ้ามองใบไม้ทิ้งตัว เอิบซ่านด้วยความรื่นรมย์จากพันธุ์ไม้นานารายรอบ ซึ่งแทบทุกกิ่งต้นก้านใบล้วนเคยผ่านสัมผัสมือ
            มือข้างซึ่งซ่านความสุขเมื่อกำแก้วน้ำสีอำพัน ตาคู่อันอิ่มเอมยามพินิจอิสตรีเมื่อนั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ กระทั่งวันนี้เมื่อบรรจุตัวเองลงอีกที่ทางเขาบอกกับเราว่าไม่ใช่เพราะชีวิตพลิกผัน ทว่านี่คือความต้องการ!
            ลึกลงไปในหน่วยตาคู่นั้น เส้นทางประสบการณ์ชีวิตทอดไกลไปกว่า ซูเปอร์ไฮเวย์ทุกสาย ใครบ้างเล่าที่จักคบหาสนิทสนมกับคนทุกระดับชั้นได้เช่นนี้ เรียนรู้ชีวิตทั้งจากระดับนายกรัฐมนตรีในทำเนียบ ไล่ลงไปถึงกะหรี่ในซ่องโสมม!!
            นี่คือ  'รงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้ซึ่งคำว่า "ศิลปินแห่งชาติ" ซึ่งได้รับในปี 2538 อาจจำกัดความไม่เพียงพอ...
            ใครเล่าจักสามารถท่องทวนเส้นทางบินของพญาอินทรี? กว่าจะโฉบผ่านอาณาปฐพีมาเกาะคอนอยู่เหนือดอยสูง ใครบ้างจักรู้จักและกล้าอรรถาธิบาย?
            ด้วยเส้นทางของพยาอินทรีนั้น แม้จะกว้างใหญ่เกรียงไกร แต่ก็เงียบกริบ แผงความเร้นลับ!!
            คิดถึง "สมรม สทิงพระ" นักเขียนสารคดีคนสำคัญผู้ล่วงลับ ช่วงชีวิตที่เคยอยู่กันครัวของพญาอินทรี ณ บ้านริมคลอง นนทบุรี น่าจะรู้จักร่องรอย วานมาอรรถาธิบาย...

            (ในเล่มเป็นภาคประวัติของ'รงค์ โดยสมรม สทิงพระ และเพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาในเว็บจึงนำไปไว้ในส่วน Writer Secret หน้าแรก อยาก อ่านเชิญคลิกที่นี่)

 

 


            มีเหตุอะไรจึงทำให้ต้องหนีขึ้นมาอยู่บนดอยสูงขนาดนี้?

            'รงค์ เรารู้ตัวมานานแล้วว่าคงอยู่กรุงเทพฯลำบาก ประการที่หนึ่ง การเป็นักเขียนอาชีพ มันจะทนสู้กับค่าครองชีพในกรุเทพฯยาก ทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจ รายรับไม่สามารถที่จะไล่ตามรายจ่ายได้ทัน ประการที่สอง เราเห็นว่าเรื่องสภาพแวดล้อมหรือมลพิษมันจะต้องแย่ลง โดยเฉพาะบ้านของเราที่นั่นอยู่ริมคลอง น้ำที่เคยใสสะอาด เคยอาบได้อะไรได้กลับกลายเป็นน้ำเน่าเหม็น เราเห็นแล้วว่าคงอยู่ต่อไปไม่ได้ จึงพยายามที่จะดิ้นรนออกมา บังเอิญเราเป็นคนชอบอากาศหนาวจึงหนีขึ้นมาอยู่ที่นี่
            อย่างไรก็ตาม เหตุผลแรกค่อนข้างจะสำคัญกว่า เพราะการเป็นนักเขียนอาชีพนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เราไม่มีอาชีพอื่นสำรองเลย ต่อให้ทำงานหนักขนาดไหนก็ไม่สามารถเอาชนะค่าครองชีพได้ เพราะเราไม่ใช่นักเขียนแบบมันนี่ เมคเกอร์ที่จะเขียนนิยายรักพาฝัน โอกาสที่จะทำเงินจึงไม่มีเลย

            เข้ามาตอนแรกเป็นไงบ้าง?
            'รงค์ โอ้ย! เป็นคนแปลกหน้าเลย ชาวบ้านเขาก็คิดตามประสาว่าคนกรุงเทพฯที่มาอยู่ที่นี่ต้องเป็นคนรวย จะจ้างให้ทำอะไรแพงหมด เราต้องชีแจงว่าเราไม่ร่ำรวยอยู่หลายปี ตอนนั้นบังเอิญพอมีเงินเหลืออยู่เดือนละพัน พันสองร้อยบาท เราก็จะซื้อพวกยารักษาโรค เกลือ หรือธูปเทียนมาแจก เขาก็ว่าโทะตาคนนี้เป็นอะไรแปลกแท้ บางคนก็ว่าคงเป็นคอมมิวนิสต์ ขอบแจกของ ห่- หาตะรางมาใส่กู (หัวเราะ)
            ย้อนไปสิบแปดปี ตรงนี้ยังเป็นป่าอุกรกเป็นสวนเมี่ยง สวนใบชาเก่าของชาวบ้านเขาเรามาเห็นเข้าก็ชอบใจ มันเปลี่ยวและสงบแล้วราคาก็พอสมควรที่จะซื้อได้ แต่แม้กระนั้นเราก็เป็นหนี้อยู่ตั้งนานเป็นสิบปี ทีแรกว่าอยากจะปลูกอะไรขาย แต่พอทำไปก็เจ๊งหมดทุกอย่าง ทำสวนครั่งหมดไปสี่ห้าแสน ทำสวนเผือกและเลี้ยงไก่บ้านก็ขาดทุน ในที่สุดก็เลือกเป็นอย่างนี่แหละ มาเขียนหนังสือดีกว่า


            ถ้าอานจากงานเขียนของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์บ่อยครั้งที่พบ ไลฟ์สไตล์ในลักษณะซึ่งค่อนข้างหรูหรา ฟุ่มเฟือยติดไปทางมีรสนิยมสูง อย่างนี้ถือเป็นความขัดแย้งกับตัวนักเขียนเองหรือเปล่า ที่เลือกมาใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว ห่างไกลผู้คน?
            'รงค์ ระหว่างชีวิตจริงกับชีวิตบนหน้ากระดาษย่อมขัดแย้งกัน ตัวจริงของเราเป็นใครบางทีนักอ่านไม่รู้หรอก แต่ทุกอย่างที่เราเขียนมาจากความจริงทั้งนั้น ทั้งความจริงจากอดีตและปัจจุบัน การที่มาอยู่ในป่า ยามที่นึกถึงเพื่อนเราก็ลงไปในเวียง (ตัวเมืองเชียงใหม่) นั่งกินมาร์ทินนีอยู่แถวล็อบบี้บาร์ เดินเล่นตามถนนสายจ่าง ๆ แวะเข้าออกบาร์ต่าง ๆ ทักทายผู้คนที่รู้จัก แต่สิ่งเหล่านี้นับวันมันจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ เพราะเรากินเหล้าสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุสิบหก และการใช้ชีวิตแบบสวิงเกอร์ส่วนใหญ่ก็เป็นเวลาที่เราอยู่เมืองนอก อยู่เมืองไทยนี่เราไม่ค่อยได้เที่ยวเลย มันไม่มีโอกาส ต้องทำงานตลอดเราถึงพูดอยู่เสมอว่าการทำงานเขียนคืองานหนัก สำหรับเราตลอดระยะเวลาสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ไม่มีวันเสาร์อาทิตย์ ไม่มีวันโกนวันพระ มีแต่วันป่วย ซ้ำหลายครั้งวันป่วยก็แทบไม่มีด้วยซ้ำ ป่วยก็ต้องเขียน อย่างที่ต้องนอนโรงพยาบาล ถามคุณติ๋ม (ภรรยา) ได้มีพิมพ์ดีอยู่ทุกครั้ง พิมพ์ไม่ไหวก็บอกให้คุณติ๋มจดตามคำบอก หรืออย่างขับรถไปกรุงเทพฯ ก็บอกให้คุณติ๋มจด ถึงโรงแรมเราก็เอามาเกลาที่มันตกหล่น เราทำงานหนักถึงขนาดนี้ มันเป็นภาระที่หนักหน่วงสำหรับผู้ชายคนหนึ่งแต่บังเอิญเราไม่ได้คิดว่าเป็นความทุกข์ มันก็จบไป เราถึงบอกกับเพื่อนรุ่นน้องทุกคนว่าการทำงานเขียนนั้นไม่ต้องไปคิดให้วุ่นวายว่าเป็นการทำงานที่โดดเดี่ยว ว้าเหว่ ทำให้เจ็บใจตัวเองเปล่า ๆ


            มักได้ยินเสียงบ่นของคุณในทำนองนี้เสมอหนักบ้าง เหนี่อยบ้าง...
            'รงค์ ก็บ่นไปอย่างนั้นเอง มันไม่ช่วยอะไรขึ้นมาหรอก ถ้าเราไม่เขียนหนังสือสักเดือนก็มีปัญหาแล้ว เราไม่ได้มีเงินสำรองเอาไว้มากมาย ปากก็บ่นไปแต่มือก็ต้องทำ อย่าไปคิดเปรียบกับนักเขียนต่างประเทศเขา ที่พอเขียนเรื่องหนึ่งจบเขาอาจจะเดินทางไปเที่ยวไหน ๆ ได้ในโลก เราต้องยอมรับสภาพว่าการเป็นนักเขียนในประเทศไทยจะต้องมีชีวิตอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นทุกคนก็ท้อถอยหมดโดยเฉพาะนักเขียนหนุ่ม ๆ เราบอกทุกคนว่าให้มีความมานะพยายาม


            พูดถึงคุณเองก็จัดเป็นนักเขียนที่มีรายได้สูงคนหนึ่ง เป็นเพราะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือเปล่าจึงต้องทำงานหนัก?
            'รงค์ มันก็ไม่ได้ใช้มากกว่าคนอื่นนะ ถ้าเปรียบกับคนทั่วไปในสังคม เพียงแต่อาจจะมีบางอย่างที่เห็นว่าฟุ่มเฟือย อย่างเรากินเหล้าดี ๆ กินอาหารดี ๆ เห็นเหล้าดี ๆ แล้วอยากจะซื้อมากินน่ะ (หัวเราะ) ทุกคนมันมีกิเลสตัณหา เป็นธรรมดาของมนุษย์ การที่
            ....เราทำงานขนาดนี้ แล้วมีสภาพชีวิตแบบนี้ ถือว่าน่าเศร้ามากนะ เราจึงรู้สึกอยู่เสมอว่านักเขียนควรจะมีค่าตอบแทนที่สูงกว่านี้ โดยเฉพาะนักเขียนที่ทำงานมานานค่อนชีวิต แต่ทีนี้มันเป็นไปไม่ได้ แล้วจะให้เราทำยังไง?...
            เราอยากกินเหล้าแพง ๆ สักขวดไม่เห็นจะผิดบาปอะไร อย่างเรานี่ทำงานมาสี่สิบกว่าปีมันก็ควรที่จะมีบ้านสักหลัง มีรถยนต์สักคันจะไม่ให้มีอะไรเลยมันก็เป็นชีวิตที่โหดร้ายเกินไปละโว้ย!  และการที่เรามีสิ่งเหล่านี้ได้ก็ไม่ใช่ว่าเซ็นเช็คแกร็กเดียว เราต้องผ่อนส่งเป็นหนี้เขามานาน ซึ่งเราก็ชินแล้ว
             จำได้ว่าตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ แล้ว ที่เราตั้งใจจะเป็นนักเขียนและต้องมีชีวิตที่ดี คือเราเห็นนักเขียนรุ่นน้ารุ่นพ่อแล้วเศร้าใจ นั่งเขียนอยู่ในห้องแถวก้นซอยสกปรก เช่าบ้านเขาอยู่ ได้ค่าเรื่องมาก็ต้องเอาไปจ่ายค่าเช่าเขาเล่นแชร์บ้าง เบิกเงินล่วงหน้าบ้าง กู้หนี้ยืมสินเพื่อมีเงินซื้อข้าวสาร เราเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ในยุคนั้น บอกกับเพื่อน ๆ เลยว่าเราจะไม่ยอมให้ชีวิตเป็นเช่นนี้ ทำไมนักเขียนจะต้องนอนบ้านเช่าซอมมอซ่อ ทำไมนักเขียนจะต้องไม่มีอันจะกิน เราจะต้องปรับปรุงฐานะของเราให้ได้ ต้องมีบ้านเมื่ออายุยี่สิบกว่า มีรถยนต์เมื่อสามสิบกว่า เราต้องมีความเป็นอยู่ที่ดี มีอาหารที่บำรงสุขภาพ มีเหล้าดี ๆ กิน และก็ทำงานให้เป็นระเบียบ ปรับตัวเองไม่ใช่เมาแล้วเลื่อนเปื้อนไปหมด เราต้องจัดเวลาสำหรับการเขียนและการศึกษา เราเป็นคนมีระเบียบในการทำงานมากเลยนะ ถึงเวลานี่เป๊ะเลย ไม่งั้นจะเขียนหนังสือทุกวันได้ไง เราเคร่งครัดกับตัวเองมากเรื่องการทำงาน เพราะมันเป็นอาชีพของเรา เราต้องยอมรับนับถืออาชีพของเรา
            โอเค. ว่าถ้าเทียบกับนักเขียนอีกหลาย ๆ คนรายได้แต่ละเดือนของเราอาจจะมากว่าแต่เมื่อเรากำหนดเกณฑ์ชีวิตไว้แบบนี้ รายจ่ายของเราก็เยอะด้วย ที่ใคร ๆ บอกว่า  'รงค์ วงษ์สวรรค์ รวยน่ะ ไม่จริงหรอก ห่- ถ้ารวยเราคงไม่ต้องมานั่งเขียนหนังสือทุกวัน (หัวเราะ) ลูกเปิดเทอมทีเราก็ยังเข้าโรงจำนำอยู่เลย เงินชอร์ตขึ้นมาก็ยังต้องพึ่งโรงจำนำเพียงแต่เราไม่ได้มีชีวิตอด ๆ อยาก ๆ


            เพราะเป็นคนที่ชอบมีบริวารหรือเปล่า จึงใช้เงินเปลือง?    
            'รงค์ อย่างเรียกว่าบริวารเลย มันฟังโอหัง! นิสัยเราเป็นคนที่ขาดเพื่อนไม่ได้ โดยเฉพาะเพื่อนที่เป็นคนหนุ่ม เพราะเราชอบฟังทัศนะใหม่ ๆ จากพวกเขา เรายอมรับว่าเป็นขี้เหงา อยู่บ้านคนเดียวไม่ได้ เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว พอแต่งงานทีหนึ่งเพื่อนก็หายไปเพราะเกรงใจ แต่เมื่อชีวิตเข้ารูปเข้ารอยเพื่อนก็กลับมา ถ้ามันไม่กลับเราก็ไปจูงกลับมา


            จากตัวอย่างของคุณซึ่งประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงมาตั้งแต่วัยหนุ่ม กระทั่งปัจจุบันก็ยังคงต้องทำงานหนัก สิ่งนี้พอจะอธิบายถึงสถาพของสังคมนักเขียนไทยได้บ้างไหม? หรือกรณีของคุณเป็นกรณีเฉพาะ?
            'รงค์ ไม่เฉพาะเลย ถ้าเทียบกับต่างประเทศ เราทำงานขนาดนี้ แล้วมีสภาพชีวิตแบบนี้ถือว่าน่าเศร้ามากนะ เราจึงรู้สึกอยู่เสมอว่านักเขียนควรจะมีค่าตอบแทนที่สูงกว่านี้ โดยเฉพาะนักเขียนที่ทำงานมานานค่อนชีวิต แต่ทีนี้มันเป็นไปไม่ได้ แล้วจะให้เราทำยังไง?
            เราสงสัยว่าทำไมงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการจึงมีน้อยเหลือเกิน งบที่จะมาสร้างนิสัยรักการอ่านคงไม่มี แต่ทะลึ่งเล่นกับคอมพิวเตอร์ เป็นไปได้อย่างไรที่ประเทศซึ่งมีคนกว่าหกสิบล้านพิมพ์หนังสือปกอ่อนกันได้แค่สามพันเล่ม หรืออย่างห้องสมุดซึ่งเราไม่รู้ตัวเลขแน่นอนว่ามีเท่าไหร่ ถ้าเขาซื้อหนังสือไปห้องสุดละหนึ่งเล่ม นักเขียนก็ย่อมมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ แถมพอนักเขียนตายไปห้าสิบปี ลิขสิทธิ์ทั้งหลายต้องตกเป็นของรัฐ ไอ้แบบที่ว่า  public comain ยุติธรรมไหม? เป็นเรื่องตลกมากระหว่างที่นักเขียนมีชีวิตอยู่ก็ไม่เห็นตอบแทนอะไรเขาสักสองสลึง เขาเป็นนักเขียนก็เป็นของเขาเอง รัฐไม่เคยซื้อปากกาหรือยางลบให้สักแท่ง แต่พอเขาตายดันเอากฎหมายแบบต่างประเทศมาบังคับ รัฐบาลประเทศนี้ดูเหมือนทันสมัยเหลือเกิน ถามจริง ๆ เถอะรัฐเคยเหลียวแลการเขียนการอ่านอะไรบ้างไม? ไม่มี เอาอย่างปัญหาทุกวันนี้ ค่ากระดาษแพงขึ้น นิตยสารจบบทบาท พ็อคเก็ตบุ๊คก็- - สำนักพิมพ์ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะตัดสินใจพิมพ์ได้สักเล่ม  รัฐลงมาดูแลไหม?
            เรานี่เป็นห่วงนักเขียนรุ่นน้องมากเลยนะ เพราะสภาพเช่นนี้เท่ากับชะงักการเจริญเติบโต บางคนอนาคตกำลังแจ่มใจ แต่เมื่อหนังสือพิมพ์ต้องปิดตัวไป วงการพิมพ์ชะงักไป นักเขียนก็ต้องพลอยวางปากกา แล้วเขาเหล่านี้ล้วนแต่จะมีบทบาทสำคัญในวงการนักเขียนต่อไปในอนาคตอันใกล้ทั้งนั้น ที่เราห่วงก็ห่วงในฐานะคนอาชีพเดียวกันอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่คัญเท่ากับห่วงอนาคตของประเทศที่ไม่มีนักเขียน ไม่มีโรงละคร ไม่มีวงดนตรีประจำชาติ ไม่มีศูนย์ศิลปะ มันน่าห่วงไหมล่ะ?


            อย่างน้อยก็น่าจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ลดภาษีกระดาษลง
            'รงค์ แน่นอนที่สุด แต่เขาไม่คิดหรอกเพราะเขาไม่อ่านหนังสือกัน ถามดูซิรัฐมนตรีกี่คนที่อ่านหนังสือ ไอ้เรื่องแบบนี้เราเป็นนักเขียนจะไม่คิดก็ไม่ได้ คิดไปก็เป็นความทุกข์อย่าง'ไรเตอร์' นี่ส่งมาทีไรก็ใจหาย คิดทุกครั้งว่าสักวันหนึ่งมันคงไม่มา จริง ๆ ! คิดอย่างนั้นด้วยความสุจริตใจ ต่อให้ร่ำรวยขนาดไหนมาออกหนังสือมีแต่ขาดทุน มันมีตัวอย่างมาตั้งแต่ 'โลกหนังสือ','ถนนหนังสือ' แล้ว แล้วทำไม 'ไรเตอร์'หรือ'ช่อการะเกด'จะหาสมาชิกสักสองหมื่นคนไม่ได้เชียวหรือในเมื่อเรา มีประชากรตั้งหกสิบกว่าล้าน? นี่แหละเป็นปัญหาที่ปวดร้าว
            แล้วองค์กรต่าง ๆ เกี่ยวกับนักเขียนก็ไม่เห็นจะเอื้อเฟื้อให้เกิดอะไรขึ้น เมื่อสักสามสิบปีก่อนราวนั้น มีคนคิดจะก่อตั้งสมาคมนักเขียนขึ้น เราเป็นคนคัดค้าน เพราะมีความเห็นว่าสมาคมนักเขียนเป็นไปไม่ได้ในประเทศนี้ เราเห็นว่าควรจะเป็นสหพันธ์แบบสหพันธ์ของกรรมกรดีกว่า จะได้ช่วยเกื้อหนุนจุนเจือนักเขียนได้บ้าง แต่เมื่อพูดกับผู้ใหญ่เขาก็ไม่ยอมฟัง หาว่าเราบ้าและเอียงซ้าย


            สมาคมนักเขียนเขาก็พยายามช่วยนักเขียนอยู่....

            'รงค์ เป็นไปไม่ได้ อย่างตอนเราอยู่กรุงเทพฯนานมาแล้วพิมพ์ดีดเราโดนขโมย ก็ไม่ได้ไปขอความช่วยเหลือแต่เขาก็เสนอตัวบอกว่าจะซื้อให้ เรารอจนเกือบอดตายพิมพ์ดีดยังไม่มาเลย สมาคมเป็นเรื่องของประเทศที่มั่งคั่งอย่างอเมริกาหรืออังกฤษ เป็นที่ที่นักเขียนมานั่งกินเหล้า ปาลูกดอก เล่นไพ่แล้วแลกเปลี่ยนทัศนะกัน แต่ประเทศไทย มันทำอย่างนั้นไม่ได้ ไม่มีเงินสนับสนุน สังเกตไหมว่าหาคนจะมาเป็นนายกฯก็ยากเพราะแต่ละคนไม่ค่อยมีเงิน


            นึกถึงเมื่อก่อนตอนที่คุณออกหนังสือเรื่องหนึ่ง ๆ ขายเป็นหมื่นเล่ม มาถึงวันนี้พิมพ์แค่สามพันกลับขายเป็นปีกว่าจะหมด คงไม่ต้องถามอีกว่าน่าเศร้าไหม?
            'รงค์ ใช่... มันเป็นเรื่องเศร้ามาก และไม่เฉพาะแต่เราคนเดียวที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือนักเขียนใหม่หลายคนที่เขียนดีมาก แต่ไม่มีคนอ่าน แล้วที่น่าเศร้ายิ่งไปกว่าก็คือคนจะรอซื้อแต่หนังสือที่ได้รับรางวัล เราไม่อยากออกความเห็นเรื่องนี้มาก เดี๋ยวจะถูกกล่าวหาว่าก้าวร้าว แต่อยากถามว่าหนังสือที่ไม่ได้รับรางวัลคือหนังสือที่ไม่ดีใช่ไหม? ฉะนั้นที่นักเขียนโมโหใส่กันก็เพราะเรื่องนี้แหละ รางวัล กลายเป็นตัวกำหนดชีวิตนักเขียนในบางด้านไปแล้ว
 
                หมายความว่าคุณไม่ค่อยเห็นด้วยกับการให้รางวัลเท่าไหร่ โดยเฉพาะรางวัลซีไรต์?
                'รงค์ ไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วย รางวัลมันก็มีแง่ดีในข้อที่ทำให้งานเขียนเผยแพร่ไปสู่วงกว้างมากขึ้น เพียงแต่ที่ซีไรต์มันมักมีปัญหา มันอยู่ที่กฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ดี แต่การปฏิบัติไม่ดี เพราะมันมันเป็นเรื่องของนายทุนโรงแรมกันนายทุนสายการบิน เป็นเงื่อนงำการแสวงกำไรแฝงเกียรติยศ ข้อด้อยมันอยู่ตรงนี้ จริง ๆ แล้วนักเขียนควรจะให้รางวัลกันเองมากกว่าอย่างราวัลพลับพลามาลีของรัตนะ (ยาวะ ประภาษ) ในอดีต นักเขียนให้รางวัลนักเขียนด้วยกันถือเป็นเกียรติที่สูง ซีไรต์เด่นชัดเกิดไปว่าเป็นเรื่องการค้า ก็เลยดูมีมลทินสักหน่อย ใครได้ซีไรต์แล้วสบายทุกคน อย่างน้อยเงินล้านก็หล่นลงในมือ


                เลยเกิดทะเละกันทุกปี ปีละคู่สองคู่…
                'รงค์ ทะเลาะกันเองไม่เข้าเรื่อง คล้าย ๆ ทะเลากันเรื่องเงินน่ะ ภาพมันน่าเกลียด ไปมองซีไรต์เป็นเงินล้านแทนที่จะมองเป็นเรื่องเกียรติยศ มนัส จรรยงค์พูดไว้กี่ปีแล้ว ตั้งแต่ 'จับตาย' ได้รางวัลว่า "พี่ปลื้มใจมาก ๆ เพราะนี่คือรางวัลที่นักเขียนเลือกให้นักเขียนด้วยกัน" เพราะนักเขียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยยกย่องนักเขียนด้วยกันสักเท่าไหร่หรอก นิสัยของศิลปินมันหมั่นไส้กัน อิจฉากัน และก็เป็นทุกที่ทุกประเทศ แต่ไม่เกลียดกัน ไม่เป็นศัตรูกัน แต่ของเรานี่บางปีดูเหมือนจะเอาเป็นเอาตายกัน มันบ้านแล้ว ถามหน่อยเถอะเกลียดกันทำไมวะ? โลกแคบ ๆ สังคมแคบ ๆ ควรที่จะหันหน้าเข้าหากัน ถกเถียงและปรองดองกัน
                รางวัลเป็นสิ่งเชิดชูเกียรติ แต่นี่เรามาตีเป็นเงินไปเสียหมด น่าเกลียดมากที่รีบพิมพ์เพื่อจะได้ทันส่ง เป็นการแสดงหรือส่อให้เห็นว่ากูนะบ้าเงิน ได้ยินว่ารีบพิมพ์กันจนหมึกยังเปียก ๆ อยู่เลย บางคนก็พิมพ์ร้อยหนึ่งให้แค่ได้ส่งก็มี บางคนไม่น่าส่งก็ส่ง แต่เรื่องอย่างนี้เราพูดไม่ได้ เราเป็นผู้ใหญ่ พูดไปน้อง ๆ ก็เสียใจ เมื่อเขาโตขึ้น บรรลุนิติภาวะทางความคิดก็รู้เองแหละว่าทำอะไรไม่เข้าท่า เวลาจะเป็นตัวสอนเขาเอง


                กลับมาที่ปัญหาคนไม่อ่านหนังสืออีกครั้ง คุณคิดว่าต่อไปในอนาคตปัญหานี้พอที่จะมีทางได้รับการแก้ไขบ้างหรือเปล่า?
                'รงค์ ถ้าพูดถึงการแก้ไขที่ได้ผลมันต้องเป็นเรื่องของภาครัฐ แต่เราไม่เคยไว้ใจรัฐบาล รัฐบาลไหน ๆ ก็ไว้ใจไม่ได้ทั้งนั้น เพราะเขาเข้าไปเพื่อจะแย่งอำนาจกัน ไม่ได้คิดจะปลูกฝังอะไร แม้แต่เรื่องประชาธิปไตยที่พูดกันปาว ๆ เขาก็ไม่ได้ปลูกฝังอย่างแท้จริง สำหรับเราเลิกแล้วที่จะเรียกร้องอะไรจากนักการเมือง ถือว่าทั้งหมดเป็นกรรมเป็นเวรของประชาชน เพราะการมีอภิสิทธิ์ต่าง ๆ ถูกผูกขาดครอบงำโดยคนไม่กี่คน แม้แต่ในวงวรรณกรรมเองก็ถูกครอบงำโดยคนไม่กี่คน
                วงการนักเขียนเราจะยิ่งลำบากขึ้น หน้ากระดาษที่จะลงเรื่องของนักเขียนใหม่ก็หายากทำให้วงการนี้ตกอยู่ในกำมือของคนไม่กี่คนที่จะชี้เป็นชี้ตาย อย่างวงการละครน้ำเน่าเรื่องเดียวสร้างอยู่ได้ไงตั้งสามหนสี่หน แล้วเด็กที่เติบโตขึ้นใหม่ก็พยายามจะเขียนอย่างนั้น นี่เป็นเพราะไม่มีการปลูกฝังให้เห็นสิ่งที่งดงาม ไม่ว่าจะเป็นทางวรรณกรรมล้ำเลิศหรือทางดนตรี ทางศิลปะ ถ้ายังเป็นอยู่เช่นนี้ประเทศนี้ก็วังเวง


                จริง ๆ แล้วปัญหาใหญ่อยู่ตรงไหน อยู่ที่คนเสพไม่มีคุณภาพหรือว่าผู้สร้างงานศิลปะไม่มีคุณภาพ?
                'รงค์ เราสรุปว่าถ้าไม่มีการสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับเด็ก ให้กับประชาชน บวกกับการที่ไม่ยอมรับคนรุ่นใหม่ มันเท่ากับเป็นการไม่สนับสนุนกันอยู่แล้ว นักเขียนใหม่ที่บางยุคทำท่าจะดีก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายซ้าย ใครจะแหลมคมขึ้นมาแล้วไม่ได้ ต้องยู่ในกรอบในแนว เพราะฉะนั้นนิยายประเภทพาฝันหวานแหววก็ต้องครองใจคนตลอดไป เรื่องรักโศกปานดำปานแดงในรูตูดยังต้องมีเพื่อเป็นพาหนะในการหนีออกไปจากตัวเองชั่วครั้งชั่วคราว คือตัวเองมีทุกข์มากอยู่แล้ว ผัวขี้เมา ลูกเกเร มาได้อ่านเรื่องที่นางเอกกำลังโดนแย่งมรดกก็ทำให้เปลี่ยนอารมณ์ตัวเองได้บางขณะ แบบฉบับของ escapism ทำนองนี้มีกันอยู่ทุกประเทศในโลกแล้วก็ขายดีกันทั้งนั้น เพราะในโลกนี้มีคนประเภทไม่อยากคิดอะไรมากกว่าคนที่อยากคิดอะไร หนังสือมันจึงมีหลายระดับ ระดับที่อ่านเฉย ๆ หรืออ่านแล้วต้องขบเคี้ยวความคิด นักเขียนก็ต้องเลือกเอาว่าจะเขียนงานแบบไหน ไม่ใช่ว่าหนังสือเล่มหนึ่งจะต้องอ่านกันได้ทุกคน หรือทุกคนจะต้องอ่านหนังสือกันทุกเล่ม มันแล้วแต่รสนิยมบ่มนิสัย แล้วแต่พื้นฐานความคิด ต้องเข้าใจไว้อย่างว่าหนึ่งในความหมายของการอ่านเป็นการคิดด้วยความคิดของผู้อื่น โซเปนฮาวร์พูดฝากไว้ว่า  "thinking with someone else's head instead of one's own" เพราะฉะนั้นอันดับ
                …เซ็กส์อาจจะน้องไปบ้าง แค่ความรู้สึกยังโอเค. คนแก่มีความรู้สึกเหมือนคนหนุ่ม ยังดีกว่าคนหนุ่มเสือกรู้สึกว่าตัวเองแก่อันตรายกับอาชีพชิบหายเลย จิตใจเรายังเป็นหนุ่มอยู่เสมอ ยังคิดอยู่เลยว่าพรุ่งนี้มะรืนนี้จะขับรถไปไหนสักร้อยกิโล
                แรกนักเขียนเองจะต้องพัฒนาความคิดของตนเองเสียก่อน เพราะนักเขียนจะต้องผลิตงานให้กับผู้อ่าน ถ้านักเขียนไม่พัฒนาคนอ่านก็ลำบาก


                มองในความเป็นจริงแล้ว ในสังคมทั่วไปคนเขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจไยดีกับนักเขียนแม้แต่น้อยเขาให้ความสำคัญกับหนุ่มมอง, ทาทายัง หรือละครทีวีมากกว่า ถึงตรงนี้คงจะเกิดคำถามว่าจะมีประโยชน์อะไรหากนักเขียนพยายามสร้างงานที่ดีมีสาระ ในเมื่อไม่มีใครอ่าน?

                'รงค์ ก็เพราะเหตุนี้แหละมันจึงได้ยุ่งและเป็นการรับภาระ แต่มันก็เป็นธรรมดาของสังคมทุกแห่งที่ผู้คนจะหันไปชอบความบันเทิงที่ฉาบฉวยและง่ายในการเสพ ก็เหมือนกับดูละครทีวีหลังข่าว มันง่ายดี ตื่นเช้าขึ้นมาตัวละครชวนกันไปตบเมียน้อยแล้ว สายหน่อยก็คบคิดกันวางแผนฆ่าแม่ยาย ชิงมรดก


                ผู้ใหญ่ในวงการหนังบางคนพูดว่า ทั้งหมดนั่นเกิดมาจากนักเขียนไม่สามารถผลิตงานดี ๆ ออกมาให้เขานำไปสร้างเป็นหนังหรือละคร
                'รงค์ เราว่าคงไม่จริง นั่นเป็นคำพูดของคนพาล ทำไมไม่คิดเองบ้างล่ะ? พวกคุณก็ต้องสร้างนักเขียนขึ้นมาเองสิ ฮอลลีวูดนี่มันสร้างนักเขียนขึ้นมาเพื่อจะเขียนบทหนังโดยเฉพาะ แล้วไม่มีนักเขียนคนไหนหรอกที่จะเขียนบทหนังได้ตามวัตถุประสงค์ของฮอลลีวูด เขาต้องมีวิธีคิดแบบฮอลลีวูด มีไวยากรณ์แบบฮอลลีวูด โทรทัศน์เมืองไทยไม่เคยสร้างนักเขียนของตัวเองขึ้นมาเพื่อเขียนบทเพราะเขามัวมาเป็นห่วงเรื่องกำไรขาดทุนเขาจึงสร้างละครฟอนเฟะจากนวนิยายที่ง่ายแก่การดัดแปลง สำหรับคนที่เหน็ดเหนื่อยกายและใจ อยากจะพักผ่อนกับอะไรที่ไม่ต้องคิดมาก คุณเชื่อหรือว่ามีคนไปดู 'ไททานิก' ถึงสามสิบกว่ารอบอย่างที่เป็นข่าว แม่ง- ไม่จริงหรอก มันเป็นการโปรโมทเพื่อจะปล้นเงินออกมาจากกระเป๋าคนไทย ใครไปดูไททานิกเกินสองรอบก็น่าจะไปหาหมอรักษาโรคบ้าได้แล้ว หนังยาวตั้งสามชั่วโมงกว่า ดูตั้งสามสิบรอบนี่ถือว่าชีวิตไม่ต้องทำอะไรกันอีก อยากจะรู้ว่าฐานะของคนคนนั้นมันขนาดไหน รวยเหลือเกิน ถึงมีเวลาว่างมากมายขนาดนั้น มันเป็นเรื่องโกหกที่หลอกคนทั้งโลก


                แต่ก็น่าจะมีคนที่ไปดูซ้ำหลายรอบเพราะตัวเรื่องที่เป็นโรมานซ์ รับง่าย?…

                'รงค์ น้ำเน่าในแก้วเจียระไน!  ส่วนใหญ่ไปดูเพราะถูกชักจูงโดยโฆษณา เลศกลของฮอลลีวูดมันเหนือกว่าที่เราคิด แต่ทั้งนี้ปัญหามันอยู่ที่การศึกษา ถ้าการศึกษาของเราดี เราจะไม่ถูกชักจูงได้ง่ายขนาดนี้ ประเทศของเราเปลี่ยนการปกครองมาตั้งแต่ปี 2475 แต่พัฒนาการศึกษายังไปไม่ถึงไหน หกสิบกว่าปีซึ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองมาไม่ใช่น้อย ๆ ซึ่งเราควรจะเลิกให้เวลากับนักการเมืองได้แล้ว เราให้โอกาสพวกท่านมามากแล้ว ซากศพของท่านทับถมแผ่นดินไทย แต่ประเทศไม่เห็นเจริญขึ้นเลย เพราะท่าเข้ามาด้วยประโยชน์ของท่าน ประโยชน์ของวงศ์ตระกูลท่าน เพื่อนฝูงบริวารท่าน ท่านไม่เห็นให้อะไรเราสักอย่าง ตัดถนนเข้าหมู่บ้านของเราท่านก็แดกปูนแดกหินแดกทราย…ขอประเทศคืนให้เราได้ไหม?


                คุณพูดถึงนักเขียนรุ่นใหม่อยู่บ่อย ๆ หมายถึง คุณยังสนใจหรือมีเวลาพอที่จะอ่านงานของนักเขียนหน้าใหม่ ๆ อยู่หรือ?

                'รงค์ อ่านสิ ไม่อ่านก็บ้า!  เราถือว่าประชาชนเป็นลมหายใจของประเทศ นักเขียนก็เป็นลมหายใจของวงการวรรณกรรม ถ้าไม่ติดตามเราก็ไม่รู้ว่าใครกำลังหายใจกระเส่าใกล้จะตาย ใครกำลังคิดอะไรอยู่ เราอ่านทั้งนั้นแหละ ของโน้ตเราก็อ่าน แต่อ่านได้จบหรือไม่ ไม่สามารถตอบได้


                เวลาอ่านงานของหน้าใหม่ ๆ นี่ไม่รำคาญหรือว่าเป็นงานเด็ก ๆ ?
                'รงค์ เฉย ๆ เพียงแต่อาจสงสัยว่าทำไมไม่เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนี้ ถ้ามันอ่อนเหลือเกินเราก็โทษบรรณาธิการ เราไม่เคยโทษนักเขียน สงสัยว่าผ่านบรรณาธิการมาได้ไงวะ? อาชีพนักเขียนนี่เราถือว่าบรรณาธิการมีความสำคัญมาก


                ที่พูดกันว่าคุณรักนักเขียนเหมือนลูกเหมือนหลาน?…

                'รงค์ เราเติบโตมาในวงการนี้ มีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยวงการนี้ เราจึงนับญาติน้ำหมึก มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือดูแล ถึงปลูกบ้านไว้นี่ไงบอกกับนักเขียนรุ่นน้องทุกคนว่าถ้าไม่มีตังค์ก็มานอนที่นี่ เอาพิมพ์ดีดมาเขียนหนังสือ มีข้าวให้กินทุกวัน เหล้าก็มี ช่วยได้แค่นี้แหละโว้ย!


                หมายถึงคุณก็ต้องทำงานหนักขึ้น?
                'รงค์ ไม่หรอก เราน่ะอยู่ตัวอยู่แล้ว อย่างน้อยเราก็มีเงินเดือนพอที่จะคุ้มกันได้ เรื่องข้าวเรื่องเหล้าไม่ต้องห่วง ขอให้ทำงานนะอย่ามาเมาเช้าเมาเย็น บ้านก็มีให้อยู่ ถ้าไม่พอปลูกแม่งอีกหลัง บ้านไม้ไผ่ไม่แพง ไอ้นี่เรื่องจริงไม่ใช่พูดเล่น ใครจะมาก็มาได้เลย


                ไม่เกรงจะเป็นที่ครหาหรือว่าเป็นการหาบริวาร?

                'รงค์ ห่- อย่าไปมองโลกในแง่ร้ายอะไรอย่างนั้นสิ แค่เรื่องมนุษย์ช่วยเหลือเกื้อกูลกันยิ่งคนในวงการเดียวกันยิ่งต้องถือปฏิบัติ บริวารเอามาทำไม? เรามีแต่เพื่อน บริวารเป็นความโง่ของคนขี่เสือ


                ถ้าอย่างนั้นสมญานาม "พญาอินทรี" นี่มาได้อย่างไร?
                'รงค์ เราไม่ได้เป็นคนตั้ง ใครตั้งก็ไม่รู้…เออ-ไอ้ขุน (ขุนทอง อสุนี ณ อยุธยา) เป็นคนตั้งและเรารู้สึกเฉย ๆ ฟังแล้วเขินนะ นี่เห็นใช้กันติดปากแล้วเราก็เลยไม่แก้ แต่เราไม่ได้คิดเป็นอย่างนั้น เราเป็นคนธรรมดา เป็นนกพิราบ เคยพูดไว้ตั้งนานเป็นสิบ ๆ ปีแล้วว่านักเขียนนะเป็นอาร์ต เลเบอร์ เป็นคนทำงานทางศิลปะ ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรหรอก ไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เทวดามาเกิด เป็นคนทำงานชนิดหนึ่งเหมือนกับคนตีเหล็ก เหมือนคนไถนา นักเขียนน่ะทำงานหนักแทบบ้า


                กับฉายา "ขุนนางป่า" ล่ะ?

                'รงค์ คือมันสับสนนะ คำว่าขุนนางป่าไม่ได้หมายถึงตัวเรา แต่หมายถึงไอ้แก้ว ไอ้สีสุกอะไรพวกนี้ ซึ่งเป็นคนพื้นเมือง พวกนี้เป็นขุนนางป่าจริง ๆ เขารู้จักป่า กินอะไรในป่า มีกฎเกณฑ์ของป่า เจนจบ ใบไม้ใบไหนกินได้ผลไม้ไหนกินไม่ได้ เขาสั่งป่าได้ เราถึงเรียกว่าขุนนางป่า ทีนี้คนอ่านมักจะผิวเผินไปหน่อย คิดว่าคำนั้นหมายถึงตัวเรา ทั้งที่เรามาขออาศัยป่าอยู่ด้วยความนอบน้อม เราเป็นเสนาป่ามากกว่า


                กับการปลดวงเล็บหนุ่มออก มีความหมายอะไร?
                'รงค์ ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ความจริงเราวงเล็บเล่น ๆ เป็นวิธีการโปรโมชันแบบอเมริกัน ให้คนถามว่าวงเล็บทำไม ถ้าตราบใดเขายัง keep  asking ว่าวงเล็บทำไมแสดงว่าเขายังไม่ลืมเราเป็นเลศกลโฆษณาเท่านั้นเอง ตอนหลังชักจะไปกันใหญ่ ไอ้แต๋ว (สุวรรณี สุคนธา) ก็มาวงเล็บสาว มีบางคนวงเล็บม่าย บางคนวงเล็บโสด พลอยสนุกไปด้วย วุ่นวายกันเปลืองเหล้าชิบหาย


                ที่ปลอดออกไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกภายใน?
                'รงค์ ไม่ใช่ ตอนหลังมีคนนึ่งว่าที่วงเล็บหนุ่มนี่หมายถึงลูกเราเขียน- ไอ้บักหำน้อย (หัวเราะ) เลยเอาออกดีกว่า มันสับสนน่ะ


                ที่บอกว่าหยุดอายุไว้ที่ยี่สิบแปด ตอนนี้ยังยืนยันอยู่หรือเปล่า?
                'รงค์ ยี่สิบแปดเป็นอายุที่เรากำลังแจ่มใจที่สุด ในการทำงาน ในความว่องไว ในความอะไรต่าง ๆ ก็อยากจะหยุดอายุไว้แค่นี้ ตอนนี้ก็ยังคิดอย่างนั้นอยู่ ยังคิดว่าเราเป็นหนุ่มอยู่เสมอ เพราะถ้าเราคิดว่าเป็นคนอายุหกสิบหกเมื่อไหร่ เราทำงานอะไรไม่ได้หรอก นั่งคุยกับพวกนายก็ไม่สนุก เราต้อง keep young and look young รักษาความเป็นหนุ่มเอาไว้ จะได้มีความกระปรี้กระเปร่าทั้ง ๆ ที่สังขารมันไม่เอื้อเฟื้อแล้ว แต่นี่คือสิ่งจำเป็น เพราะเราทำงานกับตรงนี้ (ชี้ที่ขมับ) อย่าให้ตรงนี้มันแก่ไปด้วย


                ทุกวันนี้คุณยังรักษาความเป็นหนุ่มไว้ได้แค่ไหน?
                'รงค์ ก็ยังเหมือนเดิม เซ็กส์อาจจะน้อยไปบ้าง แต่ความรู้สึกยังโอเค. คนแก่มีความรู้สึกเหมือนคนหนุ่มยังดีกว่างคนหนุ่มเสือกรู้สึกว่าตัวเองแก่ อันตรายกับอาชีพชิบหายเลย จิตใจเรายังเป็นหนุ่มอยู่เสมอ ยังคิดอยู่เลยว่าพรุ่งนี้มะรืนนี้จะขับรถไปไหนสักร้อยกิโล แล้วก็เวลามองเด็กหนุ่ม - - ไม่ได้อิจฉานะ เพียงแต่น้อยใจนิด ๆ ว่าทำไมกูถึงรีบแก่วะ ไอห่า! กูยังอยากจะไปดิ้นกับมึงค่อนคืน


                บางคนอาจไม่เห็นว่าความเป็นหนุ่มจำเป็นสำหรับการเป็นนักเขียน เพราะเขาเขียนตามประสาคนแก่ก็ได้ อาจได้งานอีกลักษณะหนึ่งที่มองว่าลุ่มลึก หรือมีปรัชญา?
                'รงค์ ไม่รู้ว่า  สำหรับเรา เรานับถือความหนุ่ม มันสำคัญมากนะ สำหรับเท่ากับการมีฟันที่แข็งแรง นี่ซอมเมอร์เซ็ท มอห์มพูดไว้ การเป็นนักเขียนนี่ต้องแข็งแรงและมีฟันที่ดี ทั้งสำรับ จะได้เคี้ยวบดอาหารให้ละเอียด เพื่อจะได้สุขภาพดี มีอะไรไปเลี้ยงสมอง ไม่ใช่กินอะไรเข้าไปก็ร่วงออกมาเป็นขี้หมด
                สุขภาพนี่จำเป็นมากสำหรับนักเขียนนายนั่งเขียนหนังสือเป็นวัน ๆ นี่เหนื่อยไหม? เหนื่อยแล้วเด็กรุ่นนี้มาใช้ว่าเป็นการทำงานที่โดดเดี่ยวอะไรนั่น เราไม่เห็นจะเข้าท่าเลย เราไม่โดดเดี่ยว  ตัวละครเต็มหน้ากระดาษไปโดดเดี่ยวได้ไงวะ?  แค่พูดกับตัวละครก็สนุกตายห่าแล้ว

                คงพูดตามเฮมิงเวย์มากกว่า?
                'รงค์ ไม่รู้ (หัวเราะ) สิ่งที่เฮมิงเวย์สอนเราถือปฏิบัติอยู่สองข้อ ทุกวันนี้ยังปฏิบัติอยู่ ความจริงมีเป็นสิบ ๆ ข้อ แต่ที่เราเห็นด้วยมีเพียงสอง เฮมิงเวย์บอกว่าเมื่อตื่นขึ้นมาให้เขียนประโยคที่เป็นจริงที่สุดประโยคหนึ่ง แล้วประโยคต่อมาจะตามมาเอง อย่างนายเริ่มต้นว่า "วันนี้ได้ยินเสียงเมียบ่นว่าหมูขึ้นราคาอีกแล้ว" ซึ่งเป็นความจริง ประโยคที่สองนายก็รู้แล้วว่าจะเขียนยังไง ปลอบใจคนหิวหรือตวาดรัฐมนตรีปัญญาทราม มันจะตามมาเอง- -  เป็นเพราะการลงทุนเลี้ยงหมูมีราคาแพงเหลือเกิน ที่การลงทุนแพงเป็นเพราะว่าไอ้บริษัทผลิตอาหารอย่างครอบจักรวาลบนดินถึงในนรกมันโน่นนี่ก็ว่าไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันจะตามความจริงอันแรกมา วิธีนี้ทำให้มีเรื่องเขียนได้ทุกวัน เราใช้วิธีนี้มาตลอดเวลา
                อีกข้อหนึ่งคือ เมื่อรู้สึกเหน็ดเหนื่อยแล้วอย่าเขียนให้จบ เพราะถ้าเขียนจบรุ่งเช้าต้องมาคิดใหม่ ค้างไว้ ตื่นเช้ามาต่อได้เลย เพราะเชื้อไฟมันยังมีอยู่ นี่เป็นอีกข้อที่มีประโยชน์มาหาศาล


                วันนี้คุณตื่นขึ้นมาแล้วเขียนประโยคไหนไว้?
                'รงค์ วันนี้ไม่เขียน เราไม่ได้ทำงานนี่หว่าเราขโมยเวลาไว้สำหรับพวกนาย


                พูดถึงเฮมิงเวย์ มีบางคนบอกว่าคุณคือเฮมิงเวย์เมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตหรือลักษณะงานเขียนที่ท้าทาย จริง ๆ แล้วคุณศึกษาเฮมิงเวย์มากน้อยขนาดไหน?

                'รงค์ สารภาพตามตรงเลยนะ เรานี่กลัวเฮมิงเวย์มาก ไม่กล้าอ่าน เพราะเรารู้ว่าจะมาครอบงำเรา มันน่ากลัวนะพวกที่มีเพาเวอร์สูงอย่างนี้ มันเอาเราอยู่เลยนะ


                เคยมีนักเขียนคนหนึ่งบอกว่า เขาไม่อ่านงานของคนอื่นเลย เพราะกลัวจะมีอิทธิพลต่อเขา

                'รงค์ มันมีก็แต่เฉพาะที่ความคิดไปในทางเดียวกัน แต่การปฏิเสธไม่อ่านเอาเสียเลยถือว่าไม่ใช่เรื่องฉลาดเรานี่อ่านหนังสือเยอะ อ่านทุกวัน แต่เราก็เลือกอ่านที่เราพอใจ และไม่แคร์ด้วยว่าถ้าไม่อ่านเล่มนั้นเล่มนี้ตามที่เขาว่ากันแล้วจะไม่ฉลาด เราไม่มานั่งตวาดตัวเองว่าถ้ากูไม่อ่านแม็กซิม กอร์กีจบเล่มนี่ แล้วกูไม่เป็นแคลสสิคแบบนี้ไม่เอา ไม่ต้องทำอะไรกันสิวะ เราไม่เอาการอ่านหนังสือมาเป็นเรื่องทำฟอร์มใหญ่โตโอ่อ่า เสียเวลาเปล่า ๆ ไม่ต้องไปอ่านมันทุกเล่มจนจบหรอก อ่านหมดเผลอ ๆ เป็นโรคประสาท เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า นักเขียนใหญ่ ๆ ของโลกน่ะ ตอลสตอย, ดอสโตเยฟสกี หรือซอมเมอร์เซ็ทมอห์ม อะไรอย่างนี้ เปิดไปหน้าไหนมันก็ดี ทุกหน้า อ่านพารากราฟเดียวก็ได้ความคิดสร้างสรรค์แล้ว มันยิ่งใหญ่จริง ๆ ทุกบรรทัดมีความหมายกับชีวิต
                แต่ที่เราอ่านมากก็คือ พวกหนังสือซึ่งเป็นงานศึกษาจากวรรณกรรมใหญ่ ๆ เหล่านั้น ในอเมริกานี่มีมาก เป็นหนังสือที่จำเป็นต่อสังคม โดยมากแล้วเขียนโดยคณาจารย์บอกว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร มีอะไรขนาดไหนวิเคราะห์ตัวละครออกมา ซื้อเล่มนี้มาอ่านสองชั่วโมงก็จบ ทำให้คนฉลาดในเวลาอันสั้นไม่ใช่วรรณกรรมเอกฉบับย่นย่อ แต่เป็นงาน
                ....จริงอยู่ นักวิจารณ์มีประโยชน์ในส่วนที่ชี้แนะให้เห็นข้อบกพร่องของนักเขียน แต่อย่าไปฝักใฝ่เขามาก เพราะนักวิจารณ์เป็นพวกบ้าวิชา แม่ง เป็นนักเขียนไม่ได้เลยมีปมด้อย ต้องแสดงภูมิว่ากูนี่เหนือกว่านักเขียน เราเขียนให้อ่านง่าย ๆ ก็ไปทำให้ยาก...
                ศึกษา ภาษาไทยเรางานประเภทนี้ไม่รู้ว่ามีไหม?
                ทีนี้ถ้าจะเป็นการอ่านหนังสือจริง ๆ อ่านเพื่อทำความเข้าใจโลกและชีวิต เราว่าอ่านแค่สามเล่มนี้ก็ได้แล้ว คือศาสนาเปรียบเทียบ, คัมภีร์ไบเบิล และคัมภีร์อัลกุรอานเราคิดว่าถ้าอ่านทั้งสามเล่มนี้เข้าใจ เรื่องอื่นก็ไม่ต้องไปวุ่นวายมันแล้ว ความจริงยังขาดไปอีกเล่ม คือพระไตรปิฎก แต่เรายังไม่ได้อ่าน ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะอ่านมาหลายสิบปีแล้ว
                ไปอ่านดูเถอะ ในไบเบิลหรืออัลกุรอานบรมศาสดาท่านประมวลความจริงไว้ทั้งหมดในโลก เปิดมาเถอะ สงสัยในชีวิตยังไงไปอ่านในนั้น


                ที่อ่านไบเบิลหรือกุรอาน คุณอ่านในฐานะการศึกษา หรือฐานะสนใจฝักใฝ่ธรรมะ?
                'รงค์ ไม่... เราอ่านในฐานะหนังสือเล่มหนึ่งที่บอกเรื่องราวของโลก ของชีวิต เราไม่ได้มุ่งศึกษาธรรมะ เรื่องศาสนานี่ต้องยอมรับว่าเราไม่ค่อยคร่ำเคร่ง เราอ่าน comparable religious  ศาสนาเปรียบเทียบ ในเวลาไม่กี่วันก็สามารถบรรลุด้านปัญญา เข้าใจศาสนาในโลก


                คุณเคยบอกว่าวีรบุรุษของคุณมีสามคน คือ พระพุทธเจ้า พระไครสต์ แล้วอีกคนหนึ่งค่อนข้างแปลกมาก คือคาร์ลมาร์กซ์?

                'รงค์ ท่านเป็นนักทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ในอเมริกานี่ถ้าใครเจนจบในมาร์กซ์ถือเป็นคนฉลาดระดับประเทศเลย ทั้งที่อเมริกาเป็นศัตรูกับคอมมิวนิสต์ แต่กับมากซ์เขานับถือมาก นับถือในฐานะอัจฉริยบุคคล บ้านเรายังไม่รอบคอบ แยกไม่ออกกับลัทธิการเมืองถามจริง ๆ เถอะมีใครสักกี่คนที่รู้จะแจ้ง สิบคนจะถึงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ไอ้ที่รู้มาเผิน ๆ น่ะกลาดเกลื่อน
                เรายังเสียดายว่าถ้าอายุสักสามสิบกว่าอย่างพวกนาย เราจะศึกษาให้จริงจัง มันเป็นเรื่องใหญ่ เป็นทั้งคำสั่งและคำสอนเหมือนพุทธศาสนา ไปดูได้เลย มาร์กซ์ทั้งสั่งให้ทำและสอนให้ทำ เหมาเจ๋อตงที่ว่ายิ่งใหญ่ ครองคนเป็นพันล้าน ยังต้องเคารพ


                มีอีกช่วงหนึ่งที่คุณไปศึกษาไสบาบา?...

                'รงค์ นั่นไปด้วยเจตนาจะจับผิดทักท้วงว่าเป็นการเชื่อถืองมงาย เพราะเห็นคนไทยช่วงนั้นเคลิบเคลิ้มกันเหลือเกิน ให้เงินกันทีเป็นล้าน ๆ คราวนี้พอเราเขียนออกมาเป็นสารคดี คนก็คิดว่าเราพลอยนับถือไปด้วยลองกลับไปอ่านดูดี ๆ สิ ตอนพิมพ์เป็นเล่มออกมานี่ พวกมันสวดมนต์แช่งเราทั้งที่ภูเก็ตและจุฬาฯ ไอ้สำนักไสบาบานี่ เพราะเขารู้ว่าเราเขียนประจาน


                ตอนนี้ก็เงียบไปแล้ว
                'รงค์ องค์กรยังอยู่ ไสบาบาเป็นแต่เพียงหุ่นเชิดของเขาน่ะ


                มีนักเขียนอีกคนหนึ่งที่คุณชอบอ้างถึงบ่อย แจค เคอรูแว็ค (jack Kerouac)

                'รงค์ ไอ้นี่เป็นศาสดาของพวกขบวนการฮิปปี้ส์ เป็นคนเขียนเรื่อง On the Road ถือเป็นไบเบิลของคนหนุ่ม คือสอนให้คนหนุ่มรู้จักขบถต่อสังคม ให้รู้จักเดินออกนอกบ้านเป็นหนังสือที่อ่านยาก เพราะเป็นภาษาที่มันคิดเองแทบทั้งนั้น ไม่มีในดิกชันนารี อ่านไปต้องคิดตีความเอาเอง แต่แม่งเร้าใจ และถือเป็นหนังสือที่ทุกคนต้องอ่าน มันร้ายจริง ๆ นายทุนเกลียดชิบหายเลยเล่มนี้
                หนังสือเล่มนี้มีอิทธิพลต่อชีวิตเรามากเหมือนกัน ทำให้เรารู้จักเป็นขบถต่อสิ่งที่เราเห็นว่าชั่วร้าย อย่างในอเมริกาพวกคนหนุ่มสาวก็ลุกขึ้นมาขบถต่อความสำเร็จทางด้านอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้อเมริกาเป็ตัวเสือกไปทั่วโลก ไปยุ่งเขาหมด ไปรบกับเขา เจอเวียดนามเข้า แพ้ แม่งน่าอับอาย...
                หนังสือพวกนี้จะมีอิทธิพลมากต่อสังคมอเมริกัน สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ เกิดการแอนตี้สงคราม แอนตี้การเหยียดผิว เกิดการเรียกร้องในเรื่อง free sex  หรือ  free speech ขอเสรีภาพสมบูรณ์แบบในการพูดในอเมริกาเองก็มีอันตราย การที่นายเป็นขบถนี่นายอาจถูกสั่งฆ่าเงียบ ๆ ก็ได้ โดยองค์กรนี้นั้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ใครไม่รู้ก็ว่าอเมริกาเป็นสวรรค์ของเสรีชน นักขบถอยู่ที่ไหนก็มีปัญหา อเมริกาก็เหมือนหลายแห่งหน เมื่อมีขบถ คอมมิวนิสต์จะแทรกแซงทันที มันก็เลยสับสนไปหมดระหว่างคนที่เป็นกับไม่เป็นคอมมิวนิสต์ ไอ้กันมันก็ปราบอย่างยอกย้อน ฮิปปี้ส์ก็ต้องปราบ เพราะถือเป็นขบถโดยตรงกับระบอบนายทุน แล้วไอ้แจค เคอรูแว็ค นี่ถือเป็นหัวขบวนเลย เป็นศาสดานุ่งบลูจีนส์


                หนังสือในทำนองนี้มีเยอะไหม?

                'รงค์ มีเยอะแยะไป แต่ถ้าในอเมริกาแจค เคอรูแว็คเป็นแกนนำ  ขบวนการเขาก็มีวิลเลียม เอส. เบอร์โรว์ส์, แอนเล็น กินสเบอร์ก, อลัน วัตต์ พวกเขาไม่เป็นอันตรายต่อใครเป็นพวก  non-Violent  ไม่ชอบสงคราม ไม่ชอบการนองเลือด พวกนี้เขาเรียกว่า  pacifist  พวกรักสงบ ที่เราเขียน 'หลงกลิ่นกัญชา' ขึ้นมาก็เพื่อให้คนไทยได้รับรู้ถึงความเปลี่ยแปลงในสังคมอเมริกัน รวมถึง 'ใต้ถุนป่าคอนกรีท' อเมริกายุคนั้นโมโหเรามากนะเขาว่าไปประจานเขา


                พูดถึงอเมริกา มีความคิดที่อยากจะย้อนกลับไปดูอีกสักครั้งไหม?
                'รงค์ ก็ว่าจะไปตอนไอ้บักหำน้อยเรียนจบ (วงดำเลิง - ลูกชายคนโต เรียนอยู่ที่เวโค ยู. เท็กซัส) กะว่าไปหลาย ๆ แห่ง ขับรถตระเวนสักเดือน


                รู้สึกยังอยากขับรถอยู่เรื่อย?...

                'รงค์ (หัวเราะ) นี่เป็นความกำหนัดพิเศษชีวิตเรามีอยู่สองเรื่อง ตัดไม้แล้วก็รถยนต์ถามว่าความสุขตอนนี้สำหรับเราคืออะไร? คำตอบอยู่ที่อยากได้ต้นไม่เพิ่มไม่จำกัดจำนวน และรถอีกคัน...
                อย่างพวกนายหรือนักเขียนรุ่นใหม่ ๆ ทั้งหลาย เราก็อยากให้ไปอเมริกาสักครั้งในชีวิตแล้วทัศนะต่อชีวิตจะกว้างขวางในบางด้าน มันมีทั้งดีและเลวเหมือนกันในทุกสังคมทุกประเทศ ไอ้ที่ดีก็ดีล้ำเลิศไปเลย ไอ้ที่เลวก็เลวระยำหมา ทุกวันนี้คนอเมริกันที่อ่านหนังสือไม่ออกก็ยังมีเยะ คนในเมืองใหญ่ไม่จริงใจ แต่คนในชนบทจริงใจ เหมือนกันทุกประเทศ


                พูดถึงยุคนี้ที่เขาบอกว่าเป็นโลกาภิวัตร แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ครอบคุลมถึงวงการศิลปวรรณกรรมเลย เราอาจตามทันข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของโลก แต่ด้านวรรณกรรมเหมือนยิ่งกลับมืดบอด
                'รงค์ เรามองว่าปัญหามันอยู่ที่หนังสือซึ่งบ้านเราเอามาแปลเป็นหนังสือในกระแส ก็อย่างกับว่าสุวิทย์ ขาวปลอดอยากแปลเรื่องนี้ นายก็ต้องอ่านตามสุวิทย์ ขาวปลอด เข้าใจไหมล่ะ? หนังสืออีกหลายหมื่นหลายพันเล่มในโลกยังไม่มาเมืองไทย หนังสือดี ๆ ยังมีอีกเยอะ แต่มันไม่ได้มา เพราะอะไรล่ะ? เพราะนักแปลหนึ่ง เพราะหนังสือที่มาเมืองไทยได้คือหนังสือที่พ่อค้าอยากให้เข้ามาอีกหนึ่ง เราถึงบอกว่าสติปัญญาของคนไทยถูกกำหนดโดยเจ้าของร้านนี้ร้านนั้น มันวางกรอบว่าคนไทยว่าต้องอ่านหนังสือเบสท์ เซลเลอร์ แต่สำหรับเราอ่านหนังสือจากเมืองนอก โดยติดตามข่าวแล้ววานน้องหรือเพื่อนส่งมา
                อีกประการหนึ่งที่เราเห็นว่าเป็นปัญหาคือพวกนักวิจารณ์ พวกนี้ชอบสร้างกระแสขึ้นมาตามความชอบส่วนตัวของตัวเอง สร้างทฤษฎีขึ้นมาทำให้นักเขียนใหม่เขวหมด นักจิจารณ์นี่แหละที่ทำให้ปั่นป่วน จริงอยู่ นักวิจารณ์มีประโยชน์ในส่วนที่ชี้แนะให้เห็นข้อบกพร่องของนักเขียน แต่อย่าไปฝักใฝ่เขามาก เพราะนักวิจารณ์เป็นพวกบ้าวิชา แม่งเป็นนักเขียนไม่ได้เลยมีปมด้อย ต้องแสดงภูมิว่ากูนี่เหนือกว่านักเขียน เราเขียนให้อ่านง่าย ๆ ก็ไปทำให้ยาก เอาศัพท์แสงอะไรไม่รู้มายัดใส่เลย ภาษาอังกฤษแม่งเต็มไปหมด ถ้าใส่บาลีสันสกฤตได้คงใส่ด้วย มันทำให้นักเขียนสับสนกับทฤษฎีต่าง ๆ เราเขียนหนังสือจะต้องวิเคราะห์ด้วยหรือวะ? มาวิเคราะห์ว่าเป็นจิตวัตถุนิยม เป็นจิตห่าอะไรก็ไม่รู้ ใช้ศัพท์ยากชิบหาย ถ้าเราไปเคร่งเครียดกับเขาก็ไม่ต้องเขียนหนังสือกันพอดี
                แต่ละท่านตั้งสำนักกัน คืออยากจะเป็นพ่อเราว่างั้นเถอะ! เห็นเราเป็นไอ้ลูกโง่ ต้องพูดให้มันยากเข้าไว้ พวกนี้แหละตัวแสบ ชอบชี้แนะให้เราทำตามโอวาท ทำเรื่องเล็ก ๆ ให้มหึมา เอาลัทธิเข้ามาใส่ เอาทฤษฎีโน่นทฤษฎีนี่มาพ่วงเข้า แล้วนักเขียนใหม่ก็เขวหมด ตามมันไปหมด นึกเห็นว่าเป็นเรื่องมีปัญญาล้ำเลิศ ที่ผ่านมาหลายชิ้น เรานี่รับไม่ได้เลยนะ เห็นพวกนักวิจารณ์ชวนกันโปรไอ้มาเกซ (การเบรียนล การ์เซียมาเกซ) เหลือเกิน ทั้งที่ไอ้นี่มันเขียนเรื่องธรรมดาเกี่ยวกับความทุกข์ยากของมนุษย์ใคร ๆ ในโลกนี้เขาก็เขียนกันแบบนี้ ไม่ต้องไปอะไรนักหนาหรอก มันก็เขียนต่อสู้กับรัฐบาลของมันน่ะ เขียนของมันในประเทศของมันก็เหมาะสมแล้ว แม่ง- เป็นอะไรถึงยากมีมาเกซเมืองไทยขึ้นมา เห็นนักเขียนรุ่นใหม่ ๆ บางคนอยากเป็นกันเหลือเกิน ใครเขียนได้คล้าย ๆ สักหน่อยก็ชื่นชมกันเอาจริงเอาจัง
                คือบางทีเราก็เอาความทุกข์ของโลกซีกอื่นมาเสนอมากเกินไป เพราะเรื่องแปลแถว ๆ ลาตินมีความทุกข์จริง ๆ เพราะรัฐบาลของมันเป็นทรราชจริง ๆ เบียดเบียนประชาชนเหลือเกิน เราจะเอาตัวอย่างเขามาเขียนไม่ได้ มันแฟนตาซีเกินไป เราต้องเอามาจากชีวิตจริงของเรา เอาข้อเท็จจริงที่มันประจันหน้าเราอยู่ดีกว่า เอาแค่ความทุกข์ของคนอีกสานเขียนจนตายก็ไม่หมด นี่ไม่เห็นมีใครจะเขียนออกมาเป็นมหากาพย์สักเรื่องเลย


                คุณเป็นคนพูดไว้เองว่า ภาระหน้าที่ของนักเขียนคือการต่อสู้กับความยากจน?...
                'รงค์ เราพูดมาตั้งนานแล้วว่า ทุกคนต้องทำสงครามกับความยากจน พูดมาเขียนมาเป็นสิบ ๆ ปี เมื่อเราต่อสู้กับความจน ต่อไปเราก็ขยายออกไปต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม เพราะเหตุที่มีความจนเกิดขึ้นก็ด้วยมีความไม่เป็นธรรมในสังคม


                งานของมาเกซเองก็นับเป็นตัวอย่างของการต่อสู้กับความยากจนเหมือนกัน ทำไมคุณถึงปฏิเสธ?

                'รงค์ ใครบอกว่าเราปฏิเสธ? เรานี่อ่านมากเลยนะ อ่านทั้งไทยและเทศ อย่างหนังสือเกี่ยวกับการปฏิวัติในลาตินอเมริกาเราชอบมาก มีอยู่บนหัวเตียง ว่าง ๆ ก็หยิบมาอ่านอ่านแล้วก็ขมขื่น บางทีก็ทนไม่ไหว อย่างของมาเกซบางเล่มเราไม่อยากอ่านเลย อ่านแล้วมันบีบคั้นหัวใจเหลือเกิน สะเทือนใจมากไปมันก็ไม่ไหว แต่โอเค. งานของนักเขียนอีก  ซีกโลกหนึ่งเราอ่านก็ได้ประดับความรู้เปิดหูเปิดตาให้กว้างขึ้นว่าในประเทศของเขาเป็นอย่างไร แต่ไม่ควรเอาอย่างเขา ถ้าจะเขียนก็ต้องเขียนในประเด็นของเราเอง ทำสงครามกับความยากจนบนพื้นฐานความเข้าใจของสังคมเราเอง


                แล้วอย่างงานของพวกนักเขียนแนวปรัชญาล่ะ?
                'รงค์ เราเขียนไม่เป็น ใครเขียนได้ก็เขียนไปสิ ต้องแบ่งหน้าที่แบ่งระดับสติปัญญาความรู้กันไป ทำทางทฤษฎีได้ก็ทำไป  จริง ๆ แล้วเรายังรู้สึกว่านักเศรษฐศาสตร์น่าจะมาเขียนหนังสือบ้างจะตายไป เพราะเขาเข้าใจอะไรมากกว่าเรา ไอ้เรานี่ก็เขียนจากพื้นฐานความจริงที่เราเห็นและรู้สึก คือนักเขียนไทยส่วนใหญ่เลยนะที่อาศัยการเขียนแบบเรียลลิสติก ต้องเขียนจากที่เห็นและความรู้สึก แล้วความรู้สึกแรกของคนไทยคือรู้สึกเมตตาสงสาร เพราะฉะนั้นมันจะไปไกลที่สุดก็แค่เรียกร้องความยุติธรรม ซึ่งมันก็มีในทุกสังคม ทีนี้นักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจอะไรดี ๆ มองอะไรลึกซึ้งซับซ้อนกว่าในสิ่งที่เป็นนามธรรม เขาน่าจะมาเขียนแทนเรา หรือเราต้องปรึกษาเขาบ้าง


                ที่กล่าวถึงงานแนวปรัชญาขึ้นมา เพราะเห็นคุณเพิ่งมีหนังสือเล่มหนึ่งออกมา ชื่อ 'ลมบาดหิน' ที่บอกว่าเป็นงานแนวปรัชแยง...

                'รงค์ อ๋อ... นั่นเขียนด้วยอารมณ์สนุก เป็นลูกเล่น ไม่มีอะไรหรอก ในนั้นมันมีปรัชญาสุภาษิต เป็นข้อเปรียบเทียบ เป็นการระบายความในใจ ทดลองทำน่ะ ให้ทางสำนักพิมพ์เขาดูว่าทำหนังสือที่อ่านง่าย ๆ สบาย ๆ แบบนี้จะไปได้ไหม เพราะเห็นคนเขาชอบอ่านอะไรที่น้อย ๆ สั้น ๆ เลยลองดู ก็ได้ผลพอสมควร
                จริง ๆ แล้วปรัชญามันก็มีอยู่ในนักเขียนทุกคน ก็ไอ้มโนธรรมนี่แหละ เราไม่ต้องการ
                ....เป็นนักเขียนมันต้องรู้ทุกอย่างยิ่งความชั่วยิ่งต้องรู้ให้มาก ๆ ไม่งั้นนายจะตัน เรามันโชคดีที่ใช้ชีวิตสองด้าน ด้านรวยจัดก็ใช้ จนจัดก็ใช้ จึงพยายามบอกนักเขียนรุ่นน้อง- - ว่ามึงจรู้จักคนจนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้จักคนรวยด้วย อย่าไปมองด้านเดียว...
                เรียกให้มันหรูหราว่าปรัชญา เพราะเมื่อพูดถึงปรัชญา คนก็นึกถึงทฤษฎีทันทีเลย มันทำให้ยุ่งยาก เดี๋ยวก็เป็นเฮเกล เป็นโชเปนฮาวร์ ไปกันใหญ๋ละคราวนี้ บางทีเราก็คิดว่ามันเกินหน้าที่ของนักเขียน ซ้ำยังทำความยุ่งยากให้แก่ผู้อ่านด้วย เขียนให้อ่านง่ายนี่แหละดีที่สุด


                ที่ใช้คำ "ปรัชแยง" นี่ไม่ได้หมายถึงว่าหมั่นไส้นักเขียนแนวปรัชญาอยู่สึก ๆ หรือเปล่า?
                'รงค์ ไม่ ต่างคนต่างมีหน้าที่ สำหรับเรารู้ว่าทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้าทำเราอาจจะเป็นโรคประสาทได้เพราะคิดมาก เราไม่ชอบคิดอะไรถึงขั้นนั้น เจ็บหัวเปล่า ๆ ไลฟ์สไตล์ของเรา อารมณ์ขันฟุ่มเฟือย


                คุณมองว่าเสน่ห์ของงานเขียนอยู่ตรงไหน?

                'รงค์ (นิ่งคิดนาน) อยู่ตรงงานที่ดี มีองค์ประกอบปลีกย่อยอีกมากมาย


                อย่างงานเขียนของคุณเองอยู่ตรงไหน?

                'รงค์ ไม่รู้ ไม่เคยถามตัวเองว่ะ รู้อย่างเดียวว่าต้องเขียนอะไร


                ที่ผ่านมาเคยเขียนโดยไม่รู้สึกอยากเขียนบ้างไหม?

                'รงค์ เราพูดมาตั้งนานแล้วว่า เราเขียนหนังสือโดยไม่มีพล็อตเรื่อง แน่นอนเราต้องการบุคลิกตัวละครและฉาก ต่อจากนั้นก็ปล่อยให้ตัวละครมันดำเนินชีวิตไปของมันเอง ซึ่งตรงนี้แหละทำให้เราสนุก เราไม่รู้อะไรมากไปกว่าตัวละครของเรา ชีวิตมันจะเป็นอย่างไรเราก็รู้ไปพร้อม ๆ กับตัวมัน


                งานชั้นดีอย่าง 'คืนรัก', 'สนิมสร้อย' หรือ 'แดงระวี' นี่ไม่มีพล็อตหรือ?

                'รงค์ ไม่มี 'คืนรัก' นั้นเราได้มาจากเรื่องสั้นของฝรั่งเศสที่ใช้ฉากแค่คืนเดียว เราก็เอามาเขียนเป็นวนิยาย นิสัยเรามีอยู่อย่างหนึ่งอย่างเรานั่งที่บาร์ในกรุงเทพฯ มองผู้คน เราชอบถามกับตัวเองว่าคนเขาเดินไปไหน? เดินไปแทงหวย เดินไปส่งแชร์ หรือเดินไปเมาเหล้า เรามักตั้งคำถามอยู่ตลอดว่าไอ้หน้าตาแบบนี้มันควรจะกำลังไปทำอะไร? เมื่อเขียนเรื่องเราก็เลือกตัวละครขึ้นมาก่อนว่าหน้าตามันเป็นอย่างนี้ มันควรต้องทำสิ่งใด เสร็จแล้วก็กำหนดฉากขึ้นมา อย่าง 'คืนรัก' นี่เราเขียนวันต่อวันจนจบ...


                หมายถึงคุณเชื่อในเรื่องที่ว่าบุคลิกของคนจะบอกเรื่องราวของเขาทั้งหมด... สิ่งเหล่านี้คุณเรียนรู้มาจากไหน?
                'รงค์ เราฝึกมาอย่างนั้น ฝึกมาจากการเขียนและการอ่าน จริงอยู่ เราอ่านหนังสือมากแต่เราก็สนใจอ่านประวัติของคนเขียนมากกว่างานที่เขาเขียนออกมา ไม่รู้เหมือนกันว่าความคิดนี้มาจากไหน แม่บอกว่าเมื่ออายุสามสี่ขวบ เราจะถามว่าต้นไม้แต่ละชนิดชื่ออะไร ทุกวันนี้ตีสามตีสี่เราลุกขึ้นมาเปิดดิกชันนารีทันทีที่เรานอนแล้วสงสัยว่าคำนั้นมันควรจะมีความหมายว่าอย่างไร พอรู้แล้วถึงหลับสนิท ทั้งที่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องรู้ไปทำซากอะไร แต่นั่นแหละคือวิสัยของนักเขียน รู้เอาไว้ จะใช้เมื่อไหร่ก็ช่างมัน อย่างเคยมีนักเขียนบางคนที่เขียนเรื่องประเภทอิจฉาริษยา บรรยายถึงนางเอกว่าหล่อนนั่งอยู่ท่ามกลางดอกไม้บานสะพรั่ง ดอกอะไรก็ไม่เห็นบอก หรือโฆษณาในจอทีวี. ที่ให้ผู้หญิงไปดมดอกพุทธรักษาแล้วทำหน้าสดชื่น ไอ้เหี้ย! ดอกพุทธรักษามันไม่มีกลิ่น แต่พานจะเหม็นเอาด้วย หรือนิยายของอีกคนหนึ่ง รุ่นพี่เรานี่เอง บรรยายฉากเสียสวยงามว่ามองไปแล้วเห็นดอกนั่นดอกนี่บานสะพรั่งป่า แต่เป็นไงรู้ไหม์ ดอกไม้แต่ละชนิดที่แกบรรยายมามันบานคนละฤดูกันเลย นี่แม่งเสือกมาบานพร้อมกัน เป็นนักเขียนมันต้องรอบรู้เพื่อจะได้ไม่พลาดสิ่งแบบนี้  เรานี่จะไม่ยอมพลาดเลย อย่างงานงานของวินทร์ (เลียววาริณ) เล่มที่ได้ซีไรต์ก็เหมือนกัน โอโห! รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่พลาดเละเลย สิ่งเหล่านี้มันจะฟ้องถึงชีวิตนักเขียนว่าไม่ได้สนใจใฝ่หาความรู้ ซึ่งเราค่อนข้างซีเรียสกับเรื่องแบบนี้ แต่ไอ้เรื่องที่ใครต่องใครกล่าวหากันว่าเป็นอาชญากรทางปัญญาอะไรนั่น มันก็เกินไป นักเขียนทุกคนนั่นแหละเราะเชื่อว่าล้วนมีจิตใจดีงาม คิดถึงสังคม คิดถึงคนอื่นการกล่าวหาว่านักเขียนเป็นอาชญากรนี่โหดร้ายมาก ต้องให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่บ้าง เราอยากพบกับวินทร์มาก ขอเชิญบนหน้ากระดาษนี้เลย


                อย่างเรื่องเกี่ยวกับการพนันที่ลาสเวกัสซึ่งกำลังเขียนอยู่ใน 'มติชนสุดัปดาห์' ตอนนี้ เป็นประสบการณ์จากการอ่านหรือประสบการณ์จริง?            
                'รงค์ เรานี่เป็นนักเล่นตัวยง เราเล่นมาตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ แต่เดี๋ยวนี้เลิกแล้วตั้งแต่มีครอบครัวก็เลิก
                เป็นนักเขียนมันต้องรู้ทุกอย่าง ยิ่งความชั่วยิ่งต้องรู้ให้มาก ๆ ไม่งั้นนายจะตัน เรามันโชคดีที่ใช้ชีวิตสองด้าน ด้านรวยจัดก็ใช้ จนจัดก็ใช้ จึงพยายามบอกนักเขียนรุ่นน้องพวกวัฒน์ (วรรลยางกูร) อะไรพวกนี้ ว่ามึงจะรู้จักคนจนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้จักคนรวยด้วย อย่าไปมองด้านเดียว ครูสุภา ศิริมานนท์ท่านเคยสอนไว้ดีมาก บอกว่านักเขียนหรือนักหนังสือพิมพ์นี่จะต้องรู้ทุกอย่าง  you got to know something in everything  คุณจะต้องรู้บางอย่างทุกอย่าง  and you got to know everything in something  และคุณจะต้องรู้ทุกอย่างในบางอย่าง นี่ถือเป็นหลักที่ดีเลย คือใครจะพูดเรื่องอะไรมาเรารู้หมด พูดเรื่องน้ำมันมาก็รู้ แต่ไม่จำเป็นต้องไปรู้ถึงขั้นว่ามันขุดเจาะกันอย่างไร ทีนี้พอนายจะเขียนเรื่องน้ำมัน นายก็ค่อยไปค้นคว้าเอา รู้บางอย่างในทุกอย่าง เมื่อต้องลงมือเขียนจริง ๆ กลายเป็นรู้ทุกอย่างในบางอย่าง นี่ครูสุภาท่านสอนไว้นานแล้ว


                ที่เห็นชัดเจนก็คือในเรื่อง 'ผู้ดีน้ำครำ' ตัวละครจะมีชีวิตสองด้านชัดเจนมาก

                'รงค์ เราถึงว่ามันสำคัญมากเลยนะไอ้ความรอบรู้นี่ มันทำให้ตัวละครเดินรื่น


                การที่คุณสามารถสัมฟัสชีวิตได้ทั้งสองด้านเป็นเพราะได้อยู่กับคุณชายคึกฤทธิ์ (ปราโมช) หรือเปล่า?

                'รงค์ ใช่ส่วนหนึ่งเพราะอยู่กับท่าน ท่านก็สอนเราทุกอย่างตั้งแต่หนุ่ม ๆ เรื่องไวน์เรื่องอะไรท่านก็สอนเราหมด ขนาดตอนเราไปเมืองนอกเรียกว่าไม่ต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้อีก ถ้าไม่ได้อยู่กับท่านเราก็คงไม่รู้อะไรมากมายเท่านี้
                แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นที่ส่วนตัวของเราด้วยเรามันมีลักษณะสองด้านอยู่ในตัว คือตั้งแต่เริ่มที่เข้ามาทำงานกับคุณชาย ตอนนั้นท่านอายุยี่สิบ ท่านเห็นสภาพเรา ท่านก็ถามซักไซ้ประวัติ เราก็สารภาพให้ท่านฟังเลยว่าผมเป็นคนยังงี้นะครับ เลวชั่วบอกหมด ท่านอุทานออกมา นี่ถ้าคุณชายไม่เลี้ยงเอ็งก็เป็นโจรใช่ไหม? แต่พออยู่ ๆ ไปเห็นเราอ่านขุนช้างขุนแผน ท่านก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า เอ๊ะ ไอ้นี่แปลก หน้าอย่างมึงที่จะเป็นโจรนี่กลับมาสนใจวรรณคดีได้ยังไง ยิ่งต่อมาเห็นเรารู้ลึกซึ้งในเรื่องต้นไม้ดอกไม้ด้วย มันก็ยิ่งประหลาดใหญ่ ท่านก็เช็คกับเรา เราก็เรียนท่านไปตามตรงว่ามีแม่เป็นชาวสวน คราวนี้ท่านก็เข้ใจแล้วละว่าเราเป็นคนมีสองด้านในคนคนเดียว ด้านหนึ่งเมาชิบหาย หัวทิ่มหัวตำ อีกด้านก็กลายเป็นคนรู้จักต้นไม้ รักต้นไม้ ตอนหลังเวลาท่านไปดูต้นไม้ก็ชวนเรา ท่านก็รักเราขึ้นมา เรื่องเหล่านี้เราบันทึกไว้แล้วในหนังสือ 'ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในเงาเวลาของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์' ไปอ่านดูได้


                นอกจากเหล้าและต้นไม้แล้ว สิ่งที่โดดเดิ่นในความเป็น 'รงค์ วงษ์สวรรค์อีกอย่าง น่าจะเป็นเรื่องอาหาร ธรรมเนียบการกิน?
                'รงค์ เรื่องนี้ต้องไปอ่าน 'ลาภปาก' คือไม่เห็นว่าใครเขาเขียน เราก็จะเขียนเอาไว้เพราะเดี๋ยวนี้รู้สึกว่าสังคมไทยค่อนข้างจะชุ่ยโดยเฉพาะคนรวยรุ่นใหม่ที่เราเรียกว่าผู้ดีกะไหล่ทอง กินอะไรกันไม่ค่อยมีขนบประเพณีเอาเฉพาะเรื่องเหล้านี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ของโลก ศึกษาไม่มีวันจบ ขนบประเพณีมันมีมากมาย ยิ่งเรื่องการทำอาหารนี่เราถือเป็นวัฒนธรรม เป็นอารยธรรม ถ้าเราเข้าใจเรื่องอาหารก็จะเข้าใจสังคมได้มากทีเดียว เพราะการทำอาหารแต่ละอย่างสะท้อนถึงความคิดของสังคม อย่างการดองผัก เหตุผลของมันคือการจะต้องเก็บผักไว้กินในฤดูหนาว เป็นเรื่องของคนจีน ทีนี้ในเยอรมันก็มีซาวเออร์เคราท์ หรือกะหล่ำปลีดองเปรี้ยว นี่เราก็สามารถสืบเสาะไปได้ว่าสังคมตะวันตก- ตะวันออกมันสัมพันธ์กันอย่างไร แท้ที่จริงกุบไลข่านตั้งแต่สมัยโน้นไปสอนไว้ให้ แล้วไอ้ผักดองนี่ถ้าจะพูดทางโภชนาการมันก็เป็น good digest มันช่วยในระบบย่อยอาหาร มีธาตุกรดของความเปรี้ยวอะไรพวกนี้ มันมีเหตุผลในตัวมันหมด มนุษย์ต้องใช้เวลาเป็นพันปีที่จะเรียนรู้เรื่องพวกนี้
                หรืออย่างทำไมคนภาคใต้ถึงชอบกินขมิ้น มีขมิ้นเป็นส่วนผสมในการปรุงอาหารแล้วมามีอีกทีก็เมืองเหนือนี่เลย ภาคกลางนี่ไม่มีขมิ้นนะ เขาไม่รู้จัก เพราะอะไร? เพราะว่าขมิ้นมากับศาสนาพุทธ ผู้ที่นำศาสนาเข้ามาเขาก็เอาวิชาการกินเข้ามาด้วย ที่มาทางอินเดียใต้ก็มาขึ้นที่ไชยา ส่วนทางเหนือนี่มาจากอัสสัม ผ่านพม่าเข้ามา ขมิ้นจึงมีอยู่ในอาหารของเมืองใต้และหนือ เห็นไหมละว่าแค่ขมิ้นตัวเดียวบอกถึงอะไรตั้งมากมาย


                ในการเขียนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร ก็ต้องผ่านมาจากประสบการณ์จริง เห็นบางทีก็มีไปกินอาหารที่แปลก ๆ ?

                'รงค์ ก็ต้องจริงสิ ตัวเรานี่ถือว่าเป็นนักชิมยิ่งกว่าใครต่อใครอีกหลายคนที่ออกมาให้ตรากับร้านอาหาร เราลองมาแทบทั้งนั้น สมองลิงก็เลยกิน คำเดียวอ้วกเลย แมวก็เคยกินในอ่องกง ตัวละตั้งสี่พันกว่าบาท


                ในความเป็นนักเขียนใหญ่ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์น่าจะถือเป็นความได้เปรียบในการหาแหล่งข้อมูลได้ง่ายกว่านักเขียนคนอื่น ๆ

                'รงค์ ไม่จริง ยิ่งเป็นนักเขียนอย่างเรายิ่งโดน โกหกมาก เพราะเขาจะพูดแต่ในแง่ดีหมดอย่างยุคที่เขียนเรื่องตาคลีกับสัตหีบ ต้องใช้หงา (สุรชัย จันทิมาธร) ไอ้ตาโต (ศิริพงษ์ จันทร์หอม) พวกนี้ แจกแควสชันแนร์ให้ไปสัมภาษณ์กะหรี่ แมงดา นักดนตรีแล้วเราก็เอามากลั่นกรองอีกที เก็บเข้าแฟ้ม ใช้วิธีแบบฝรั่ง เพราะเราคนเดียวจะไปทุกซ่องได้ยังไง


                ที่เล่าลือกันมากเห็นจะเป็นเรื่อง 'สนิมสร้อย' ซึ่งคุณเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในซ่อง
                'รงค์ ก็เข้าไปอยู่ตั้งสามเดือน


                ในตอนจบเมื่อตำรวจมากวาดล้างซ่อง มีบอกว่า เฮ้ย! นั่น 'รงค์ วงษ์สวรรค์มาเที่ยวด้วยนี่...

                'รงค์ เขียนให้มันเฮฮาไปยังงั้นแหละ มันเป็นเรื่องไม่พล็อต เขียนไปวันต่อวัน ทำพล็อตไม่เป็น


                แต่เรื่องนั้นก็มีโครงเรื่องชัดเจน ได้หมดเลย?
                'รงค์ นั่นมาขัดเกลาเอาตอนพิมพ์เป็นเล่มซึ่งทำให้อึดอัดมากเลย เมื่อต้องทำพล็อตเหมือนเราถูกพันธนาการ ถูกทำโทษให้ต้องอยู่ในนั้น ใจเรามันก็คิดอย่างนั้น


                เป็นเพราะคุณเป็นเสรีชนหรือเปล่า?
                'รงค์ ชีวิตเราอาจจะเป็นอย่างนั้น ไม่อยากให้ใครมาคุมเรา คุณชายคึกทฤธิ์เคยให้สมภาษณ์ว่า คนอย่าง'รงค์ วงษ์สวรรค์, ขจรรค์ชัย บุนปาน, สุจิตต์ วงษ์เทศ ควบคุมเขาไม่ได้ เขาโตด้วยตัวของเขาเอง


                ในเรื่อง'ผู้ดีน้ำครำ' มีวิธีการศึกษาข้อมูลอย่างไร ถึงจับเอาชีวิตของคนสลัมได้ละเอียดมาก?
                'รงค์ ไอ้นั่นสลัมมาหาเราเอง ตอนอยู่ที่บ้านริมคลองที่กรุงเทพฯ ตอนแรกเขาอยู่กันใต้สะพานพระรามหก พอถูกไล่ก็เตลิดหนีมาหาตลิ่งปลูกเพิง แล้วก็ปลูกต่อ ๆ มาจนถึงบ้านเรา กลางคืนทะเลาะกันชิบหาย เราก็จดไว้เลย เขาทะเลาะกันอยู่ฝั่งคลองด้านโน้น เรานั่งจดอยู่ฝั่งนี้ คำด่าคำอะไรก็จดไว้หมด


                นิยายเริงรมย์อย่าง 'นักเลงโกเมน' คุณก็เคยทำได้ ทำไมจึงทิ้งไปเสีย เป็นเพราะไม่ชอบแนวแบบนั้นหรือ?
                'รงค์ ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่ไม่มีเวลาจะเขียนเรื่องนั้นเราเขียนให้อี๊ต (พนมเทียน) ตอนเขาทำ 'จักรวาล' หนังสือเขากำลังเฟื่อง ขายได้เป็นแสน เขาอยากระดมนักเขียนมือดี ๆ เข้าไอยู่ ก็มาชวนเราให้เขียนนิยายเกี่ยวกับพวกนักเลง เราก็บอกเขาว่าเราไม่ถนัดนะเรื่องพวกนี้ อี๊ดหยิบ 'บางลำพูสแควร์' ขึ้นมาแล้วบอกว่า ถ้าเขียนเรื่องนี้ได้ ทำไมจะเขียนนิยายนักเลงไม่ได้ เราก็จำนน เขียนก็เขียน วางบุคลิกตัวละครเรียบร้อย วางฉากแล้วบอกอี๊ดว่านายต้องช่วยติดปืนให้กับโจรของเรานะ เพราะเราไม่สันทัดเรื่องปืน ไม่รู้ว่าคนไหนควรใช้อาวุธแบบไหน อี๊ดก็เขียน
                ....สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการค้าระหว่างประเทศ ทีวี.นี่เป็นแค่ส่วนปลายใช้โปรโมทเท่านั้นเอง- - นี่มันไม่ใช่การล่าอาณานิคม แต่เป็นการรุกรานทางปัญญา ใช่ไหมล่ะ? มันล่าปัญญาเรา เด็กต้องกินแฮมเบอเกอร์ ต้องฟังเพลงร็อกอุบาทว์ ๆ
                รายละเอียดมาให้เลย เราเอามาแปะเข้าข้างฝา เวลาเขียนถึงตอนที่มันยิงกันก็ต้องชะโงกดูว่าไอ้ห่านี่ใช้ปืนชนิดไหนวะ (หัวเราะ)


                 คุณเองก็สันทัดเรื่องปืนไม่ใช่หรือ? เห็นมีซ้อมยิงปืนอยู่บ่อย ๆ ?
                'รงค์ แต่รู้ไม่มาก


                ตอนที่สัมพันธ์กับวงการนักเลงย่านบางลำพูไม่มีเรื่องพวกนี้หรือ?

                'รงค์ ไม่มี เราเป็นนักเลงก็จริง แต่ไม่ได้หมายถึงเกะกะเกเร


                มองว่านักเลงเป็นโครงสร้างหนึ่งของสังคมไทยหรือเปล่า?
                'รงค์ นักเลงกับคนไทยเป็นของคู่กัน ทุกตำบลต้องมีนักเลง เพียงแต่เมื่อก่อนนักเลงไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์สักเท่าไหร่ เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีมากกว่า แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์ รูปโฉมของนักเลงไทยเปลี่ยนแปลงไปเป็นนักเลงแบบนิวยอร์กเป็นมาเฟีย แล้วที่สุดก็กลายเป็นมาเฟียทางการเมือง สร้างความระยำตำบอนให้กับประเทศชาติ ทุกอย่างมันเสียไปเมื่อมีผลประโยชน์เข้ามา


                หมายถึงสมัยก่อนนักเลงเป็นผู้นำของสังคม?

                'รงค์ ใช่ บางสถานการณ์เป็นผู้ปกป้องสังคมเลยนะ อย่างคุณประมูล อุณหธูปเคยเขียนไว้ในเรื่อง 'นักเลงดี' นักเลงจริง ๆ คือผู้โอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น เป็นนักเลงในความหมายที่ว่าเป็นคนไม่กลัวใคร พร้อมจะปกป้องหมู่บ้านไม่ให้ถูกรังแกจากโจรผู้ร้าย อรวรรณก็เขียนไว้มากมาย น่าอ่าน หรือย่าง เฉ่ มะเขือพวง (ตัวละครใน 'เสเพลบอยชาวไร่') นั้นนักเลงตัวจริงเลยนะ เขียนจากตัวจริงลุงเฉ่เพิ่งตายไปเมื่อสามสี่ปีนี่เอง แกตัวใหญ่ ชิบหาย นั่งเหมือนยืน และมีคุณธรรมเป็นที่สุด เราถึงนับถือแกมาก


                 ต่อมานักเลงพัฒนามาเป็นกุ๊ยได้อย่างไร?
                'รงค์ อันนี้ไม่รู้โว้ย... รู้แต่คำว่า "กุ๊ย" ภาษาจีนแปลว่าผี


                อีกคำคืออันธพาล?
                'รงค์ คำนี้เกิดในสมัยสฤษดิ์ ก็คือพวกกุ๊ย รับจ้างฆ่าคน ฉกชิงวิ่งราว ลักษณะนักเลงไทยเพิ่งมาเปลี่ยนผันเอาเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐกิจมันผันผวน ความขาดแคลนในชีวิต นักเลงก็เลยกลายเป็นอันธพาล


                ไม่คิดจะเขียนเรื่องของนักเลงในยุคนี้บ้างหรือ?
                'รงค์ คงไม่เขียน ไม่มีเวลา นี่ทางมติชนก็อยากให้เขียนนิยายการเมืองสักสิบตอน ให้ชื่อเรื่องมา 'ดาวรกฟ้า' ยังคิดอยู่ว่าจะเขียนไหม? กลัวว่าพอเขียนเข้าจริง ๆ มันจะไม่ใช่สิบตอน จะไปกันใหญ่ ถ้าจะเขียนเรื่องเบื้องหลังนักเลงเราก็เบื่อแล้ว เพราะเขาเขียนกันแล้ว เราเองก็เคยเขียนใน 'บูชาครูนักเลง'
                มีที่อยากจะเขียนอยู่อีกสองเรื่อง ตั้งใจมากเลย ก่อนตายต้องทำให้ได้ คือปัญหาของการบุกรุกป่าเพื่อทำรีสอร์ต, สนามกอล์ฟอยากเหลือเกิน อีกเรื่องคือเรื่องขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งถ้าเขียนไปก็นับว่าอันตรายอยู่พอสมควร เพราะเรามีความคิดว่าขุนส่าไม่ใช่ผู้ร้าย อเมริกาต่างหากที่เป็นผู้ร้าย มีข้อมูลเก็บไว้หลายแฟ้ม เพียงแต่ยังนึกวิธีนำเสนอไม่ออกว่ามันควรเป็นอย่างไร
                เรื่องบุกรุกป่าจะทำได้ง่ายกว่า ใช้ฉากบองที่นี่ เปลี่ยนชื่อคนชื่อตำบล เพราะที่บุกรุกเข้ามานี่เป็นผู้มีอิทธิพล ทั้งนั้น ทำลายป่า สร้างรีสอร์ต ซึ่งมันไม่ได้เอื้อเฟื้อกับสังคมใด ๆ เลย รีสอร์ตหรือสนามกอล์ฟเป็นเรื่องของคนจำนวนนิดเดียว แท้จริงแล้วก็เป็นการฟอกเงินชนิดหนึ่ง ตอนนี้มีข้อมูลรอชำระสะสางอยู่สิบกว่าแฟ้ม เมื่อคิดถึงว่าอายุหกสิบหกแล้วก็ชวนให้อ่อนใจ แต่ถึงอย่างไรเราก็จะพยายามเขียนให้จนได้


                ข้อมูลที่เก็บไว้ ปัญหาเรื่องนี้น่ากลัวขนาดไหน?
                'รงค์ ก็คนแย่งน้ำชาวนาไปรดสนามกอล์ฟไม่น่ากลัวหรือวะ? ชาวนาชาวสวนไม่ต้องทำอะไรกัน เอาน้ำไปรดสนามกอล์ฟหมด มิหนำซ้ำไอ้น้ำที่เหลือจากสนามกอล์ฟก็มีดีดีที.อีก เพราะมันต้องบำรุงหญ้า น่ากลัวมากอันตรายมหาศาสล อธิบายไม่ถูก มันต้องลงมือเขียน คนรวยมันเบียดเบียนคนจนจริง ๆ การเบียดเบียนคนจนก็เท่ากับเบียดเบียนประเทศชาติ คนจนคือลมหายใจของประเทศเรื่องนี้ไม่เจ็บได้ไง? เจ็บมาก อย่างทางใต้ก็เบาเสียที่ไหนล่ะ ไอ้พรุโต๊ะแดงนั่นทำไมไฟถึงไหม้วะ?ถ้าไม่ใช่เพราะนายทุน แล้วมันก็มาลงที่คนจนทุกที ถามหน่อยเถอะคนจนเขาจะเผาทำไม? คนจนมีผลประโยชน์อะไรนักหนา? ที่เมืองเหนือนี่ก็เช่นกัน ดอยอินทนนท์ก็บอกว่าชาวบ้านเผา ไม่จริง ชาวบ้านน่ะเขามีที่ไร่สองไร่เขาก็พอใจแล้ว แต่นี่นายทุนเขาต้องการร้อยไร่ สองร้อยไร่ ชาวบ้านเขาอยู่กินของเขาอย่างสงบ ๆ แต่พวกนี้กลับอยากไปทำบ้านจัดสรร เรื่องแบบนี้นักเขียนมีส่วนช่วยมากนะ ปลุกสำนึก ปลุกให้ประชาชนลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์ของตัวเอง ห่- มีเรื่องเลวร้ายในประเทศก็ลงที่คนจนทุกทีมันอะไรกันนี่? มันสังคมอะไรกัน?


                ขยายกว้างไปถึงปัญหาใหญ่ของประเทศที่มีอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่นี้ นักเขียนควรมีส่วนรับผิดชอบหรือภาระหน้าที่อย่างไรบ้าง?

                'รงค์ ปัญหาที่ควรคิดให้หนักตอนนี้ก็คือ ระหว่างที่คนว่างงานในระยะสามสี่ปีนี้จะเกิดอะไรขึ้น คนว่างงานเป็นล้านคนนะ ซึ่งนักเขียนควรจะมีบทบาทเข้ามารับผิดชอบ ไม่ได้หมายถึงให้ไปวิ่งหางานให้เขา แต่ควรรับผิดชอบโดยการเขียนแสดงทัศนะออกมาให้รู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง อย่างน้อยแม้ยังคิดอะไรไม่ออก หาทางออกอะไรไม่ได้ ก็เขียนให้ตลกขบขันเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ของคนพวกนี้ เราถึงว่าไม่ว่าในภาวะแบบไหน นักเขียนยังคงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสังคม
                พูดถึงเรื่องคนว่างงานนี้ โอเค. พอเขากลับคืนสู่ชนบทแล้ว ชีวิตเขาจะราบรื่นพอสมควร กลับมาเจอฝนแรกอะไรอย่างนี้ แต่ทีนี้ปัญหาอีกอย่างที่สำคัญก็คือ คนที่กลับมาแล้วไม่มีที่ดิน เพราะขายให้นายทุนไปหมดแล้ว นี่แสบที่สุด ตกงานจากกรุงเทพฯมาปรากฎว่าที่ดินพ่อแม่ขายไปหมดแล้ว ไม่มีที่ดินประกอบอาชีพของตัวเอง ปัญหานี้ร้ายกาจมาก นี่แหละนรกบนดินเลย เรื่องนี้เราไม่โทษคนชนบทที่ขายที่ดินไป แต่เราโทษรัฐบาล รัฐบาลอนุญาตให้ครอบครองที่ดินได้เป็นหมื่น ๆ ไร่ คราวนี้พวกนายทุนก็มาแย่งที่ดินของชาวนาชาวสวนไปหมด ทุกวันนี้ที่ดินยังพอมีแบ่งกันอยู่ถ้ารัฐบาลฉลาดพอ ถ้ารัฐบาลสามาถกำจัดนายทุนที่บุกรุกที่ดินได้ไปดูญี่ปุ่นหรือเกาหลี ของเขาที่ดินไม่พอแต่เขาก็หาวิธีจัดแบ่งจนพอ ของเรานี่คนแค่หกสิบล้านที่ดินยังมีอีกเยอะถ้ารัฐบาลเป็นธรรมรัฐบาลต้องกำจัดผู้มีอิทธิพล แต่นี่นายทุนมีบทบาทมากเกินไป ครอบครองที่ดินในประเทศไว้เกือบทั้งหมด และพวกนี้ก็มีอิทธพลอยู่เหนือรัฐบาล เพราะมันคือนายทุนพรรคการเมือง เรียกว่าเป็นรัฐบาลเองเสียด้วยซ้ำ นายชวนเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ เป็นตัวหนังตะลุงให้พวกนี้เชิดเท่านั้นเอง


                เฉพาะตัวคุณเองในฐานะศิลปินแห่งชาติ สามารถทำอะไรด้บ้างในสถานการณ์ของประเทศเช่นขณะนี้?
                'รงค์ ก็ต้องเขียนกระตุ้นให้นักการเมืองหรือผู้รับผิดชอบในการบริหารประเทศทำหน้าที่ของเขาให้ถูกต้อง ทำให้ฉับพลัน คนอย่างนักเขียนจะไปทำอะไรได้มากกว่านี้ เพราะเราไม่ใช่นักวิชาการด้านการคลัง ภาระของเรามีเพียงกระตุ้นเร่งเร้าให้เขาทำงานในหน้าที่อย่างคุณชวน โอเค. ดีหลายด้านแต่ด้านที่เกี่ยวกับความยากจนยังสงสัยอยู่ ท่านจะทพงานด้านนี้น้อยไปหน่อย ทำให้ดูคล้ายว่าไม่จริงใจกับคนจน ซึ่งอันนี้เป็นสถานการณ์ที่ลำบากมาก การที่ทำให้คนจนรู้สึกว่าโดนเหยียบย่ำซ้ำเติมนี่อันตราย ไม่ใช่เป็นอันตรายต่อรัฐบาลคุณชวน แต่เป็นอันตรายต่อประเทศ เพราะรัฐบาลมาแล้วก็ไป แต่ประเทศไทยยังอยู่ ประชาชนไทยังอยู่ ทว่าทีนี้พอหมอประเวศ วะสีท่านพูดเตือนขึ้นมาคุณชวนกลับเกิดอารมณ์หงุดหงิด ต้องรับฟังคุณหมอประเวศบ้างสิ ท่านก็เป็นนักคิดชั้นเลิศในอุดมการณ์
                มันเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับประเทศที่มีการปกครองระบบประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์แบบ เลศกลทางการเมืองมันซับซ้อน ฉะนั้นขบวนการต่าง ๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ คนจนกำลังถูกบีบคั้นจริง ๆ กล้าพูดได้เลยว่าตลอดหกสิบปีที่ผ่านมา คนจนเป็นคนที่ได้รับการเหลียวแลน้อยที่สุด


                เป็นไปได้ไหมต่อคำทำนายของหมอประเวศที่บอกว่า ในอนาคตอันใกล้จะเกิดกลียุค คนจนจะออกมาปล้นคนรวย?

                'รงค์ ไม่ขอออกความเห็น กระแสมันสามารถเปลี่ยนได้ฉับพลัน หากคุณชวนแก้ปัญหาได้อย่างเร็วที่สุด สิ่งที่หอมประเวศพูดก็ไม่เกิด แต่จำไว้ว่าแม้มันไม่เกิดเป็นรูปธรรมทว่าความรู้สึกของคนไม่มอดไหม้ไปง่าย ๆ มันจะคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ไอ้นี่ล่ะที่สำคัญ
                เรานี่เป็นห่วงสังคมไทยมากเลย คิดดูซิคนไทยยุคนี้ไม่มีอาหารจะกิน เพราะอาหารแพงขึ้นสองเท่าสามเท่า ถ้าคนระดับครูบาอาจารย์ที่ต้องใช้สมองต้องมากินเส้นหมี่สำเร็จรูป มันไม่ไหวแล้ว ยิ่งเด็ก ๆ ยิ่งน่าเป็นห่วง เติบโตขึ้นมาสมองไม่มี เมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่จะทำยังไง ต่อไปเราจะมีแต่ผู้ใหญ่ที่มีสมองไม่ปกติเท่าที่ควร อันตรายมากสำหรับประเทศ ซึ่งไอ้ตรงนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องความยากจนอย่างเดียวแล้ว แต่เป็นเรื่องเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของภาคการค้าของพวกนายทุน เด็กของเรากินอะไรก็ไม่รู้อย่างไอ้พวกอาหารกรอบ ๆ เอาแป้งกับผงชูรสมาทอดขายให้เด็กไทยกิน กล้วยบวดชียังอร่อยเสียกว่า มีประโยชน์มากกว่า ซ้ำยังถูกกว่ามากด้วย แล้วทำไมเราถึงปล่อยให้อำนาจเหล่านี้เข้ามามีบทบาทอยู่ในสังคมไทย ลองมองออกไปดูสิ ทางไหนก็น่าเป็นห่วงเหมือนกันหมด เด็กเมื่อถึงอายุยี่สิบสมองของเขาจะพิการ เพราะอาหารการกินมันแย่เหลือเกิน ทำไมไม่กินกล้วบวดชี กล้วยเชื่อม สาคูเปียก หน็อย! ต้องแดกฟาสต์ฟูด แดกแฮมเบอเกอร์ โตรแม่งค่านิยมจากเมืองนอก เลวจากเมืองนอก แล้วมันอร่อยตรงไหนวะไอ้แฮมเบอเกอร์ขยะนี่กินได้ถ้านาน ๆ กินทีกินเล่น แต่ไม่ใช่กินเป็นอาหารประจำวัน


                คุณเคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า เมืองไทยเพลี่ยงพล้ำเมื่อน้ำโคล่าเข้ามา
                'รงค์ ถูกต้องที่สุด เราเริ่มที่จะมีความวุ่นวายในสังคมเมื่อเราเริ่มกินน้ำโคล่า นี่เป็นคำอุปมาอุปไมย มันเป็น  metaphor คือเมื่อเราเริ่มใช้ชีวิตแบบอเมริกันทั้ง ๆ ที่เราไม่ใช่อเมริกัน ความวุ่นวายก็เกิดขึ้น


                อย่างที่ว่ากันว่าสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ มันเข้ามาทางทีวี.?...
                'รงค์ มันมาทุกด้านทุกสื่อ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการค้าระหว่างประเทศ ทีวี. นี่เป็นแค่ส่วนปลาย ใช้โปรโมทเท่านั้นเอง โอเค.เมื่อมันใช้สื่อรุกรานแผ่นดินได้ นี่มันไม่ใช่การล่าอาณานิคม แต่เป็นการรุกรานทางปัญญา ใช่ไหมล่ะ? มันล่าปัญญาเรา เด็กต้องกินแฮมเบอเกอร์ ต้องฟังเพลงร็อกอุบาทว์ ๆ มันไม่เห็นจะถูกเรื่อง


                หมายถึงว่า ต่อสภาพปัญหาสังคมตอนนี้ถ้าจะแก้ก็ต้องย้อนกลับไปในจุดที่ก่อนทุนนิยมอเมริกันจะเข้ามาหรือเปล่า?
                'รงค์ คือถ้าปลุกจิตสำนึกให้เรารู้จักว่าการเป็นคนไทยมีคุณภาพสูง เรามีวัฒนธรรมที่แน่นหนาพอ คนของเราดีอยู่แล้ว คนไทยมี pattern มีแบบแผนชีวิต มีวัฒนธรรมมีอารยธรรมที่แน่นอนมาแต่สมัยโบราณ ทีนี้ เรามาถูกการโฆษณาหลอกจนปั่นป่วนไปหมดถ้าเราสามารถปลูกฝังจิตสำนึกในสังคมแก่สมาชิกได้ตั้งแต่เด็ก ๆ ไทยก็จะเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมแข็งมากประเทศหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้มันต้องอาศัยรัฐบาลที่ดี รัฐบาลที่มีศิลธรรมและมีสายตาที่กว้างไกล


                อย่างกระแสเรื่องธรรมรัฐที่เสนอโดยคุณธีรยุทธ บุญมี คิดว่าเป็นอย่งไร? พอที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขสังคมได้มากน้อยขนาดไหน?

                'รงค์ เรื่องนี้คงต้องคอยดูกันไปอีกสักระยะเพราะธีรยุทธเองก็ยังไม่เคลียร์เท่าไหร่ เท่าที่สังเกตจากการออกความเห็นของผู้หลักผู้ใหญ่หรือของนักวิชาการผู้มีความปรารถนาดีต่อประเทศนี่รู้สึกว่าเป็นไปได้ แต่งานหนักของธีรยุทธคือการทกความเข้าใจกับคนทั่วไป เพราะคำว่าธรรมรัฐยังเป็น abstract เป็นนามธรรมค่อนข้างมาก ต้องเป็นภาระของธีรยุทธซึ่งเขากำลังมีแรงอยู่ที่จะทำอะไรให้
                .... เหล้าถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของโลกเรามีเหล้าชนิดต่าง ๆ อยู่ในบ้านดีกว่าบาร์แถวเขียงใหม่เสียอีก มันเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิต เป็นวัฒนธรรมให้รางวัลชีวิตตัวเองบ้างสิวะ! ทำงานหนักอย่างหมาบ้าอย่างนี้...
                สังคมเรานับถือในส่วนนี้ ในเมื่อตัวเกิดขึ้นมาในประเทศนี้ ก็ต้องตอบแทนประเทศนี้ด้วย ธีรยุทธจะต้องมีบทบาทสำคัญในอนาคตเพราะเขามาด้านนี้แล้ว เขาจะต้องแบกภาระหนักกว่าพวกเรา เขาเสี่ยงเหมือนกันนะที่เสนอเรื่องนี้ออกมา ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ คำชมมีน้อย แล้วต้องอดทนต่อคำติ ซึ่งอันนี้เราต้องให้เครดิตเขาถ้าสังคมไม่มีคนอย่างนี้อยู่บ้าง เราก็ลำบากเหมือนกัน
                เราต้องให้เวลาธีรยุทธ เพราะการให้เวลากับเขาก็เหมือนให้เวลาประเทศด้วยเช่นกัน อย่างน้อย ๆ ปัญหาเรื่องธรรมรัฐมันก็ยัง... พูดถึงมันก็รีบด่วนเหมือนกัน มันรีบด่วนพอ ๆ กับนายกฯ ชวนแก้ปัญหาเรื่องคนจนนั่นแหละ ทุกวันนี้ประเทศไทยทุกปัญหา มันรีบด่วนทั้งนั้น รอไม่ได้แล้วเพราะเราเอ้อระเหยกันมานาน มันต้องเร่งทำหมดทุกเรื่อง ทุกคนต้องเสียสละ


                กลับมาที่เรื่องนวนิยายที่บอกว่าก่อนตายจะต้องเขียนให้ได้อีกทีหนึ่ง คุณห่างหายจากการเขียนงานประเภทนี้ไปนาน ยังมีความเชื่อมั่นหรือมีพลังอยู่หรือ?

                'รงค์ มีมากเลยมั่นใจที่สุด เราไม่เคยท้อถอย มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์


                จำได้ว่าคุณเคยตั้งใจที่จะเขียนนวนิยายเกี่ยวกับชีวิตหลังสงคราม ซึ่งจะเป็นงานชิ้นสำคัญของคุณ แต่เวลาผ่านมาเป็นสิบปีก็ยังไม่ได้เขียน คราวนี้จะไม่เป็นแบบนั้นอีกหรือ?
                'รงค์ เราต้องทำมาหากิน เข้าใจมั้ยล่ะ? เพราะการเขียนคอลัมน์มันเป็นการทำงานที่เร็ว มันง่ายกว่า เพื่อจะเอาเงินมาใช้ก่อนการจะเขียนนิยายหรือเรื่องสั้นมันช้าและก็ยาก ยังกลัวอยู่ว่าตอนนี้คนคงไม่คิดว่าเราเป็นนักเขียนนวนิยายแล้ว ทั้งที่นวนิยายของเราก็มีหลายเรื่อง เรื่องสั้นก็มีเป็นร้อย ๆ


                ทำไมไม่ยุติคอลัมน์เสีย แล้วหันมาทำนวนิยายอย่างใจต้องการ?
                'รงค์ ไม่รู้เหมือนกัน... คำตอบที่ง่ายที่สุดก็คงมีว่าเพราะคอลัมน์เป็นไฟหุงข้าวของเราอีกส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะว่า เมื่อเราจะเขียนนิยายก็จะมีคนมาขอให้เขียนคอลัมน์ มันมีงานคอลัมน์เข้ามาเรื่อย อย่างไม่กี่วันก่อนก็มีโทรมาขอคอลัมน์เกี่ยวกับการเดินทาง เราก็ต้องมานั่งคิดว่าจะเขียนอะไรให้เขา
                การจะยุติคอลัมน์คงเป็นเรื่องลำบากอย่างที่บอกว่าคืองานประจำที่จะเลี้ยงชีพ ซึ่งเพื่อนรุ่นน้องก็คิดกันอยู่หลายคนว่าจะหาเงินก้อนให้เรา เพื่อจะหยุดทำงานตามสบายใจซึ่งมันขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งคือถ้าเราไม่เขียน ในขณะที่เป็นความต้องการของผู้อ่าน มันก็ไม่ถูกไช่ไหม? มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ
                ตามที่บอกว่าเราตั้งใจมากเลยที่จะเขียนนิยาย แต่มันขัดตรงเรื่องเวลากับเรื่องสุขภาพ ร่างกายไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน วันหนึ่ง ๆ ใช้เวลาในการเขียนน้อยลง เดี๋ยวนี้สองยามก็เลิกเขียนแล้ว ตีหนึ่งถึงตีสองหรือตีสามเป็นเรื่องของการดูทีวี ดูข่าวดูอะไรไปแล้วนั่งกินเหล้า ปกติเรากินเหล้าดึกนะ ถ้าไม่มีเพื่อนมา ไม่มีนัดหมาย เราจะกินเหล้าแก้วแรกประมาณสี่ทุ่ม แล้วเขียนหนังสือ จนเลิกเขียนแล้วถึงกินอีกสักแก้วหรือสองแก้ว แล้ววนอน เราต้องการลดปริมาณเหล้าลง


                ทำไมต้องกินเหล้าทุกวัน?
                'รงค์ มันติดน่ะสิ โธ่! ถามอะไรยังงี้วะ? ถามเหมือนคนไม่เคยกินเหล้า (หัวเราะ)


                กินชาก็ได้ แล้วก็นอน...
                'รงค์ มันไม่ได้ พูดยากว่ะพูดกับคนไม่กินเหล้า... เหล้าถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของโลกเรามีเหล้าชนิดต่าง ๆอยู่ในบ้านดีกว่าบาร์แถวเชียงใหม่เสียอีก มันเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิต เป็นวัฒนธรรม ให้รางวัลชีวิตตัวเองบ้างสิวะ! ทำงานหนักอย่างหมาบ้า อย่างนี้แต่เราก็ไม่ได้ถึงกับเขียนหนังสือไปกินเหล้าไป นักเขียนรุ่นเก่า ๆ คุณน้าคุณอาท่านเล่นเขียนไปจิบไป ซึ่งเราไม่ทำอย่างนั้นต้องแยกกัน ทำงานก็คือทำงาน บางคนคิดว่า'รงค์ วงษ์สวรรค์กินเหล้าไปเขียนหนังสือไป ไม่จริง ไม่งั้นเละเทะไปนานแล้วบางคนเรียกเราว่าไอ้ขี้เมา ถ้าขี้เมาจะมีหนังสือเกือบร้อยเล่มได้ไงในช่วงอายุการทำงานสี่สิบกว่าปี  ลองหารดูซิว่าปีหนึ่งได้กี่เล่ม ขี้เมาทำไม่ได้หรอก มันต้องคนมีระเบียบอย่างมากเลยนะ


                เวลากินเหล้า ไม่เคยเห็น 'รงค์ วงษ์สวรรค์เมาเลยสักที
                'รงค์ ยาก-ยากที่จะเห็น เพราะเรากินเหล้าเพื่อหาความเพลิดเพลินให้กับชีวิต เราเป็นนักดื่มและดื่มอย่าเข้าถึงศิลปะของการดื่มไม่ใช่ alcoholism


                ความสุขในชีวิตของคุณทุกวันนี้อยู่ตรงไหน?
                'รงค์ อยู่ตรงที่ได้พบคน คุยกับคน คุยกับต้นไม้ อ่านหนังสือ ฟังเพลง ขับรถความเร็วสุงไปไกลบ้าน เป็นความสุขที่เรียบง่าย ไม่ใช่ความสุขมายา


                คุณบอกว่าในชีวิตนี้ไม่เคยฝันเลย?

                'รงค์ เราเป็นคนโชคดีในชีวิต นอนถึงก็หลับสนิทเลย เป็นมาแต่ไหนแต่ไร มีทุกข์แสนสาหัสก็หลับ แล้วก็ไม่เคยฝัน ไม่รู้เพราะอะไร เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นช่วงเดินทาง นั่งรถไฟหรือเครื่องบินนี่เป็นอีกอย่าง จะไม่หลับเลยไปอเมริกาก็ไม่หลับจนถึงอเมริกา


                ถึงวันนี้แล้ว คุณมีข้อสรุปว่าชีวิตคือะไร?

                'รงค์ ถามทำไม? กินเหล้ากันดีกว่า หรือจะกลืนควัน?...


                สัมภาษณ์ : 10-12 พฤษภาคม 2541 สวนทูนอิน ดอยโป่งแยง เชียงใหม่
               

 
 
 





^ TOP

Contact us : info@tuneingarden.com
Tune in Garden.com 2004 All rights reserved. Create and powered by Tune-in People
:: ต้องการเสนอแนะ,ให้ข้อมูล,แจ้งแก้ไขข้อมูล,ข้อผิดพลาด,ลิงค์เสีย หรือต้องการนำเสนอบทความ,ค้นคว้า,ข้อมูลต่างๆ ที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดความถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดก็นถือเป็นเกียรติแก่ทีมงานของเราทุกคนอย่างสูงยิ่ง โปรดติดต่อเราโดยตรงได้ที่ info@tuneingarden.com ขอบคุณไว้ก็
สงวนลิขสิทธิ์ก็ามมิให้ลอกเลียนก็ำ เผยแพร่ หรืออย่างหนึ่งอย่างใดในเว็บไซต์นี้โดยมิได้รับอนุญาต เว้นแต่เพื่อการศึกษาก็นคว้าก็างอิง