|
หนังสือ สนิมสร้อย กับหนัง
หนังไม่มีวันจะสร้างให้สนุกได้เท่ากับในหนังสือร็อก! นี่คือคำพูดของนักอ่านส่วนใหญ่
เมื่อพูดถึงภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือดัง ๆ ทั้งหลาย
วัฒน์ วรรลยางกูร ได้เขียนแนะนำ สนิมสร้อย
ไว้ในหนังสือ ตั้งแต่ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 ว่า
.จนแล้วจนรอดงานที่กล่าวกันว่าผู้เขียนทะนุถนอมหวังเห็นเป็นภาพบนจอภาพยนตร์
ก็ยังคงเป็นแต่ตัวอักษรประทับตาบนหน้ากระดาษและประทับใจอยู่ในจินตนาการของผู้อ่าน
และมั่นใจว่ายากนักที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นภาพบนแผ่นฟิล์มได้ใกล้จินตนาการในการอ่าน
เนื่องด้วยหลายบทตอน เป็นการพรรณนาความรู้สึกละเอียดพิไร เช่น ความรู้สึกของก้าน
แมงดาหนุ่มที่มีต่อสาวรุ่นพี่ชื่อสมร - ผู้เป็นหัวหน้าซ่อง
ไขมันหน้าท้องไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของพี่สมรจืดจางลงไป
ในความดื่มด่ำของข้าพเจ้า พี่สมรมีอย่างอื่นอีกหลายอย่างน่ารักน่าทะนุถนอม
ฟันเรียบขาวสะอาดผิวขาวอมชมพู นัยน์ตาอ่อนโยนที่เมื่อมองประสานกันครั้งใด
ข้าพเจ้าจะรู้สึกตัวเหมือนกับหมามีเจ้าของขึ้นมาทันที
จริงยิ่งกว่าจริง เพียงย่อหน้าข้างบนนี้ ก็ขนหัวลุกแล้วสำหรับคนทำหนัง
คุณสมบัติของพี่สมรอย่างที่พรรณนามาพอทำได้หรอก (ถ้าไม่ถูกเงื่อนไขมากำหนด)
แต่ประโยคท้ายซิครับ ผมนึกไม่ออกว่าจะทำยังไงดี ทั้ง ๆ ที่เคยเห็นพฤติกรรมของหมาที่ผมเลี้ยง
วิ่งเข้ามาหาแล้วใช้ลิ้นที่เต็มไปด้วยน้ำลายของมัน ลิ้มเลียไม้มือของผมพร้อมกับทำตัวโก่งหางกระดิกด้วยแววตาสวามิภักดิ์ยินดี
ท่าอย่างนี้จนด้วยเกล้าจริง ๆ ที่จะกำกับให้คนทำเหมือนหมาแล้วได้ความหมายที่ดี
(ฮา ๆ)
งานเขียนของ พี่ปุ๊ รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่ใช่หนังสือสำหรับอ่านแบบฉาบฉวยรวดเร็ว
แต่เสน่ห์สนุกจากการอ่านหนังสือของท่านมีความโดดเด่นสวยงาม เนื่องมาจากลีลาการเขียนการบรรยายที่เป็นเอกลักษณ์ล้ำลึกในด้านพลังภาษาบวกจินตนาการ
อ่านตัวอย่างต่อไปนี้ดูซิครับ
.ลำคลองนั้นสะดุ้งคดไปตามอารมณ์ของกระแสน้ำเซาะตลิ่ง
และไม่นานเกินกว่าเศร้าระทมของเปลวไฟบนดุ้นฟืนชื้น
แดดจ้าน สอดทอดความกราดเกรี้ยวปนลงมากับเส้นแสงพุ่งประสานเป็นผืนอันโปร่งประณีตห่มคลุมเวลาก่อนเที่ของกลางวันอำไพ
กรีดโรยคมบนพลิ้วน้ำที่บิดเบียดวิวาทลมคะนอง.. มีน้ำเงินผากของฟากฟ้า
เขียวขรึมของแมกไม้
พงขนัดกอบนดินเปียกลู่โอน
และเรียวก้านมันประคองพุ่มปุยสยายของดอก
ตะเพียนผวาโจนอวดเกล็ดเงิน
กุ่มพลิกใบ..มะเดื่อ..หมาก..มะกอกน้ำ และช่อใบหนาของมะดัน..ม่วงอ่อนและกลีบบางของดอกผักตบ
นั้นจะพามาถึงสะบัดไหวรื่นเริงผกผันทำนองของแม่น้ำเจ้าพระยา
(จากหอมดอกประดวน หน้า ๑๕๘)
มาดูลีลาแห่งความคิดที่แอบแฝงไว้ด้วยการถากถาง
กระแทกกระทั้นและกระทุ้ง หยามหยัน ประชด เหน็บแนม ฯลฯ จากบทแรกของหนังสือ
มาดเกี้ยว
กรุงเทพฯ อยู่ที่ไหน? ถนนพัฒน์พงษ์?
โรงอาบนวดแถวถนนศรีอยุธยา? สยามสแควร์? หรือทำเนียบรัฐบาล? กรุงเทพฯในความรู้สึกของคนไม่เหมือนกัน
กรุงเทพฯของนักธุรกิจอยู่บนตึกชั้นที่ 23 กรุงเทพฯของพาร์ทเนอร์อยู่ในอ้อมกอดนักเต้นรำตีนเปียกเหล้า
กรุงเทพฯของคนกวาดถนนวางไว้ปลายไม้กวาด กรุงเทพฯของชาวประมงน้ำครำ
อยู่ใต้ถุนบ้านที่ลูกน้ำชุม กรุงเทพฯของแมงดาหมายถึงเหมืองทองบนพื้นที่สามเหลี่ยมต้นขาอ่อน
กรุงเทพฯของนักบวชเป็นความเศร้าที่ระฆังโดนกลืนหายไปในเสียงเพลงกำหนัด
กรุงเทพฯของคนโซการโดนทำร้ายด้วยกลิ่นหอมของแกงเนื้อในหาบข้าวแกง
กรุงเทพฯของนายทุนเงินกู้บานสะพรั่งบนกลีบดอกเบี้ย
ลีลาการเขียนอย่างนี้ อ่านผาดผิวได้เสียเมื่อไหร่ละครับ?
มันมีความละเอียดอ่อน เจ็บปวด ซ่อนเร้นอยู่ในอักขระเหล่านั้นแทบทุกตัวอักษรอย่างลึก
ๆ ขณะอ่านหนังสือของท่าน ผมจึงเกือบต้องคิดไปแทบทุกตัวหนังสือ จึงจะสามารถเข้าถึงสุนทรียภาพเหล่านั้น
ก่อนจะแย้มรอยยิ้มในหัวใจ
อย่างนี้แล้วจะเอาไปสร้างหนังให้คนดูสามารถเสพย์ความไฉไลได้ไง?
แรก ๆ ผมก็ ขนพองสยองเกล้า ไม่น้อย แต่พยายามอ่าน สนิมสร้อย อีกหลายหนจนนับจำนวนครั้งไม่ถูก
ตัดสินใจดึงเอาเฉพาะตัวละครเด่น ๆ มาร้อยเรียงให้เป็นเรื่องซึ่งสามารถเดินไปพร้อมกัน
หนังเรื่องนี้จึงเหมือนมี พระเอก-นางเอกรวมได้ 3 คู่ครึ่ง แปลกไหมละครับ?
แล้วดึงความเก๋ไก๋ทางภาษาของพี่ปุ๊ให้มาซ่อนอยู่ใน บทพูด ของตัวละครเท่าที่สามารถจะทำได้
เรียกว่า ให้หนังมีกลิ่นไอของความเป็น รงค์ วงษ์สวรรค์ อย่าให้ขาดเชียว
เดี๋ยวแฟนพี่ปุ๊จะด่าเช็ดเอา
ก็รู้ ๆ กันว่า หนังกับหนังสือเป็นสื่อที่แตกต่างกันมาก
หนังเป็นสื่อทาง ภาพและเสียง ที่มีช่วงเวลานำเสนอจากจินตนาการของคนเพียงไม่กี่คน
ที่สำคัญสูงสุดคือ ผู้กำกับฯ และต้องเล่าให้สนุกภายในช่วงเวลาไม่เกิน
2 ชั่วโมง แต่หนังสือเป็น วรรณศิลป์ ที่ไม่มีเงื่อนไขของเวลามากำหนด
จะเล่าเรื่องด้วยพลังภาษาผ่านตัวอักษรของผู้เขียนอย่างไรก็ได้ จะหนากี่สิบร้อยหน้าแค่ไหนก็ได้
คนอ่านจะใช้เวลาอ่านเร็ว-ช้า-นานแค่ไหนก็ได้ จะย้อนกลับไปอ่านตอนไหนอีกกี่ครั้งก็ได้
แถมจินตนาการของคนอ่านจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเบ้าหลอมของแต่ละบุคคลที่เคยสัมผัสโลกมา
เหมือนที่เกิดขึ้นกับผมตอนอ่าน สนิมสร้อย ในหลายช่วงของวัยที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน
ฯลฯ
เรื่องนี้ แม้ พญาอินทรี รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่ง
เมื่อผมไปกราบเยี่ยมท่านครั้งแรกที่ สวนทูนอิน เมื่อวันที่ 21 มกราคม
2545
.ผมเป็นคนเชื่อแบบสากลว่า วรรณกรรมก็เป็นส่วนวรรณกรรม
หนังก็เป็นเรื่องหนัง ผมไม่ว่าเรื่องต่อเติมเปลี่ยนแปลง ผมเข้าใจ Movie
Language มันไม่เหมือนนวนิยาย มันเป็นอีกภาษาหนึ่ง แต่ตัวละครเอก ๆ
อย่าไปเปลี่ยน character มัน มันเสีย นอกนั้นผมไม่เกี่ยง ผมอนุญาตให้ดัดแปลงไปบ้าง
ผมแน่ใจว่าคุณไม่ทอดทิ้งเรื่องเดิม ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ ก็มีพระเอก ตัวตลกตามพระเอกซัก
8 ตัวเนี่ยะ เดี๋ยวผมก็อ๊วก อกแตกตายคาอ๊วก มันเหมือนละครน้ำเน่า
.
สนิมสร้อย ในหนัง ขอรับรองว่าไม่ใช่ สนิมสร้อย
เพียงชื่อ หากแต่แก่นของเรื่องเป็นของ รงค์ วงษ์สวรรค์ ทุกประการ
เป็นเรื่องราวของ พี่สมร ก้าน ม.ด. เชลา สิรี ป๋าพร สมทรง วงเดือน
เป็นตัวหลัก และตัวละครย่อยอีกพอสมควรที่ดึงมาจากในหนังสือ โดยแผลงให้เป็น
Drama ตามแบบฉบับของหนัง ภายใต้เขื่อนไขของกรอบเวลาเพียงหย่อน 2 ชั่วโมงดังกล่าวมาแล้ว
ผมหวังไว้ว่า ถ้าคนดูแห่กันไปดูใน หนังโรง
เพียบจนประสบความสำเร็จ โอกาสที่จะมี Version ยาวนำเสนอออกมาในรูปของ
VCD DVD ที่แฟนคนดูสามารถจะสัมผัสกับเนื้อหาเรื่องราวที่มีรายละเอียด-ยาวอย่างมีอรรถรสที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในโอกาสต่อไปครับ
เล่ามาให้ฟังแบบนี้ ไม่ช่วยไปอุดหนุนกันก็คงใจร้ายเกินไปแล้วสำหรับคนรัก
รงค์ วงษ์สวรรค์ เหมือนกัน
จรูญ
วรรธนะสิน |