|
โสเภณี อาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ว่ากันว่ามีมาตั้งแต่ยุค เมโสโมตาเมีย อารยธรรมต้น ๆ ของมนุษยชาติ
ซึ่งอยู่ในดินแดนของประเทศอีรักในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี มีนักมนุษยวิทยาบางท่านเชื่อว่า
น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยมนุษย์ถ้ำด้วยซ้ำไป หากแต่ไม่สามารถจะหาหลักฐานทางวัตถุใด
ๆ มาพิสูจน์ได้เท่านั้น
เรื่องของอาชีพนี้ในไทย
อรสม สุทธิสาคร เป็นนักเขียนหญิงผู้หนึ่งที่ได้เพียรค้นคว้าชะตากรรมของผู้หญิงที่ด้อยโอกาสเหล่านี้ในสังคม
และถูกสังคมย่ำยีอย่างน่าสงสาร หนังสือ 2 เล่มของคนเก่งและขยันท่านนี้ที่ผมรู้จักคือ
ชีวิตจากเงาเวลา และ สนิมดอกไม้ ชีวิตจริงในมุมมืดของหญิงไทย เล่มแรกผมอ่านจากหอสมุดแห่งชาติ
เล่มหลังตอนนี้คงหาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป เพราะ สำนักพิมพ์สารคดี
พิมพ์ขึ้นเป็นครั้งที่ ๗ แล้วตั้งแต่พิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2540 ผมขออนุญาตเฉือนเพียงบางส่วนมานำเสนอพอเป็นกระษัยไว้
ณ ที่นี้คือ
กำเนิด โคมเขียว
อดีตของหญิงนครโสเภณี
มาตราหนึ่ง
ชายใดสู่ขอเอาหญิงคนขับคนรำเที่ยวขอทานเลี้ยงชีวิต แลหญิงนครโสเภณีมาเลี้ยงเป็นเมีย
ทำชั่วเหนือผัวก็ดี
ผู้รู้ด้วยประการใด ๆ พิจารณาเป็นสัจไซ้ ท่านให้ผจานหญิงชายนั้นด้วยไถนา
ส่วนหญิงอันร้ายให้เอาเฉลวปะหน้าทัดดอกฉบาทั้งสองหู ร้อยดอกกบาลเป็นมาไลยใส่ศีศะ
ใส่คอ แล้วให้เอาหญิงนั้นเข้าเทียมแอกข้างหนึ่ง ชายชู้เข้าเทียมแอกข้างหนึ่ง
ผจานด้วยไถนาสามวัน ถ้าแลชายผัวมันยังรักเมียมันอยู่มิให้ผจานไซ้ ท่านให้เอาชายผู้ผัวนั้นเข้าเทียมแอกข้างหนึ่ง
หญิงอยู่ข้างหนึ่ง อย่าให้ปรับไหมชายชู้นั้นเลย
นี่คือบางตอนจากกฎหมายสมัยพระเจ้าอู่ทอง
ปฐมกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาที่ทรงตราไว้เมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๔ ที่กล่าวถึงนครโสเภณีไว้
ถือเป็นเอกสารหลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่มีอยู่ แสดงให้เห็นว่าหญิงนครโสเภณีได้มีมาแล้วอย่างน้อยก็ในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา
คือเมื่อ ๖๒๘ ปีที่ผ่านมา ตามความเป็นจริงของสังคมไทยนั้น โสเภณีอาจมีมาก่อนหน้านี้แล้วก็ได้
เพียงแต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด
และต่อมา
จากคำให้การของขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวงได้กล่าวถึงหญิงนครโสเภณีสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา
ก่อนกรุงแตกเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ มีว่า
มีตลาดบนบกนอกกำแพงพระนครตามชานพระนครบ้าง
ตามฝั่งฟากกรุงบ้าง ติดแต่ในรอบบริเวณขนอนใหญ่ทั้ง ๔ ทิศ รอบกรุงเข้ามาจนฟากฝั่งแม่น้ำตามกรุง
แลชานกำแพงกรุงนั้นด้วยรวมเป็น ๓๐ ตลาดคือ
ตลาดบ้านจีนปากคลองขุนละครไชย
มีหญิงนครโสเภณีตั้งโรงอยู่ท้ายตลาด ๔ โรงรับจ้างทำชำเราแก่บุรุษ ตลาดนี้เป็นตลาดใหญ่ใกล้ทางเรือแลทางบก
มีตึกกว้างร้านจีนมาก ขายของจีนมากกว่าของไทย มีศาลเจ้าจีนศาลหนึ่งอยู่ท้ายตลาด
๑
เนื่องจากตลาดบ้านจีนเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของคนจีน
จึงสันนิษฐานว่า นอกจากหญิงนครโสเภณีที่เป็นคนไทยแล้ว คงจะมีหญิงโสเภณีคนจีนด้วย
ยุครัตนโกสินทร์
ปลายรัชกาลที่ ๕ มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค รัตนโกสินทร์ศก
๑๒๗ (พ.ศ.๒๔๕๑) ตอนหนึ่งมีความว่า ต้องมีโคมแขวนไว้หน้าโรงเป็นเครื่องหมาย
ทั้งนี้ไม่ได้บังคับว่าจะต้องเป็นโคมสีอะไร แต่สันนิษฐานว่าที่ใช้โคมสีเขียวคงเป็นในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่
คือทำโคมใช้กระจกสีเขียวเป็นตัวอย่าง โคมดังกล่าวจึงเป็นสีเขียวเหมือนกันหมด
กฎหมายฉบับนี้ จัดเป็นฉบับแรกที่ตราใช้บังคับหญิงนครโสเภณีให้ปฏิบัติตามกฎหมาย
ดังเหตุผลที่ตรากฎหมายฉบับนี้มีความตอนหนึ่งว่า
ทุกวันนี้หญิงบางจำพวกประพฤติตนอย่างที่เรียกว่าหญิงนครโสเภณี
มีหัวหน้ารวบรวมกันตั้งเงินโรงหาเงินขึ้นหลายตำบล แต่ก่อนมาการตั้งโรงนครโสเภณี
นายโรงช่วยไถ่หญิงมาเป็นทาส รับตั๋วจากเจ้าภาษี แล้วตั้งเป็นโรงขึ้น
ครั้นต่อมา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เลิกทาสเสียแล้ว หญิงบางจำพวกที่สมัครเข้าเป็นหญิงนครโสเภณี
ก็รับตั๋วจากเจ้าภาษี แล้วมีหัวหน้ารวบรวมกันตั้งขึ้นในท้องที่โรงอันควรบ้างมิควรบ้าง
กระทำให้มีเหตุเกิดการวิวาทขึ้นเนือง ๆ อีกประกรหนึ่ง หญิงบางคนป่วยเป็นโรค
ซึ่งอาจจะติดต่อเนื่องไปถึงผู้ชายที่คบหาสมาคมได้ ก็มิได้มีแพทย์ตรวจตรารักษา
โรคร้ายนั้นอาจจะติดเนื่องกันไปจนเป็นอันตรายแก่ร่างกายและชีวิตมนุษย์เป็นอันมาก
กฎหมายฉบับนี้ได้บัญญัติไว้ว่า
ผู้ที่จะเป็นนายโรงหญิงนครโสเภณีได้ ต้องเป็นผู้หญิงและต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน
นางโรงต้องมีบัญชีหญิงนครโสเภณีที่มีอยู่ประจำแลที่เข้ามาอยู่ใหม่
ห้ามนายโรงรับหญิงนครโสเภณีที่ไม่มีใบอนุญาต ห้ามนายโรงรับเด็กหญิงที่มีอายุต่ำกว่า
๑๕ ปีมาไว้ในโรง ห้ามนายโรงกักขังและทำสัญญาผูกมัดหญิงนครโสเภณี ตลอดจนห้ามไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดบังคับหรือล่อลวงผู้หญิงผู้ใดที่ไม่สมัครใจเป็นหญิงนครโสเภณี
ชาวบ้านเรียกโรงหญิงนครโสเภณีในสมัยนั้นว่า
โรงโคมเขียว และเรียกหญิงนครโสเภณีว่า หญิงโคมเขียว ตามลักษณะโคมที่แขวน
ย่านโคมเขียวชื่อดังของวันวาน
สำเพ็งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวจีนมาแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์
นอกจากเป็นย่านการค้าแล้วยังเป็นย่านของโสเภณีด้วย ด้วยเหตุนี้จึงมีคำด่าหญิงโสเภณีหรือหญิงที่ประพฤติตัวไม่ดีว่า
อีสำเพ็ง ส่วนคนจีนจะเรียกหญิงโสเภณีที่เป็นคนจีนว่า หยำฉ่า คำเรียกนี้
แม้ปัจจุบันจะได้พัฒนามาใช้คำอื่นแทนแล้วก็ตาม เช่น ออหรี่ ช็อกการี
อีตัว ผู้หญิงหาเงิน ผู้หญิงขายตัว ผู้หญิงอาชีพพิเศษ คุณโส ฯลฯ แล้วแต่จะสารพัดสรรกันมาเรียก
แต่คำว่าหญิงหยำฉ่า หรือแม่สำเพ็งก็ยังเป็นที่รับรู้ในความหมายของคนยุคนี้เป็นอันดี
โรงหญิงนครโสเภณีสมัยรัชกาลที่
๔ ถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีทั่วไปแทบทุกตรอกซอกซอย แต่ที่มีนักเที่ยวไปใช้บริการกันคับคั่งคือที่
ตรอกเต๊า โรงยายแฟง โรงแม่กลีบ โรงแม่เต้า ยายแฟงเป็นแม่เล้าใจบุญ
ได้นำเงินไปสร้างวัดใหม่ขึ้นวัดหนึ่งที่ตรอกวัดโคก ชาวบ้านเรียก วัดใหม่ยายแฟง
หรือ วัดคณิกาผล ส่วนแม่กลีบได้สร้างวัดที่ปากตรอกเต๊า เรียก วัดกันมาตุยาราม
กาญจนาคพันธ์ได้เล่าถึงผู้หญิงโคมเขียวที่ตรอกเต๊าไว้ดังนี้
ในตรอกเต๊านี้
เป็นห้องแถวยาวติดต่อกันไปตลอดตรอก ทุกห้องแขวนโคมเขียวไว้หน้าห้องเป็นแถว
และเวลาก่อนค่ำ จะเห็นพวกโสเภณีเขาจุดรูปราวกำมือหนึ่ง (ราวสัก ๒๐
ดอก) มาลนที่ใต้โคมเขียวหน้าห้อง ข้าพเจ้าเคยถามเขาว่าลนทำไม เขาบอกว่าลนให้มีแขกเข้ามามาก
ๆ พวกนี้ราคาอยู่ใน ๖ สลึงหรือสองบาท ส่วนที่ตึกใหญ่ตรงกันข้ามกับตรอกนี้ก็มีอาชีพเช่นเดียวกัน
แต่เขาแขวนโคมเขียวไว้ให้ลับเข้าไปมองไม่เห็น นอกจากคนเคยแล้วก็รู้จักมีนามว่า
ยี่สุ่นเหลือง เป็นชั้นสูงหน่อย ไม่จุ้นจ้านเหมือนพวกตรอกเต๊า ราคาราว
๓ บาทถึง ๕ บาท ข้าพเจ้าเคยเข้าไปหลายครั้ง ออกจะสภาพเรียบร้อยดี ห้องแต่ละห้องในตึกก็ตกแต่งดี
แปลว่ารับแขกชั้นสูง ไม่สัพเพเหระเหมือนตรอกเต๊า
นอกจากแถวตรอกเต๊า
ยังมีย่านสำเพ็ง ตรอกสัวเนียม ตรอกเว็จขี้หรือตรอกอาจม มีแม่ทิมเป็นเอเย่นต์ใหญ่
ตรอกโรงโคมมีแม่อิ่มขาวเป็นเจ้าลือชื่อ หลังวัดสามจีนมีโรงแม่สุดเป็นโรงเด่น
ตรอกโพธิ์ ตรอกญวน มีโสเภณีชาวญวนแบะเขมรทั้งตรอก หน้าโรงหวยมี อีไบ้
เป็นดารายอดนิยม สะพานเหล็ก หลังลหุ สะพานถ่าน ถนนดินสอ ตรอกหม้อ วรจักร
วงเวียน ๒๒ กรกฎา ตรอกแขก ถนนรองเมือง สี่แยกมหานาค โบ๊เบ๊ สะพานขาว
นางเลิ้ง บางลำพู นอกจากนี้ ยังมีหญิงโสเภณีตามโฮเต็ลต่าง ๆ ไม่ผิดกับสมัยนี้
โดยเฉพาะตามโฮเต็ลใหญ่ละแวกสี่พระยาและสุรวง มีทั้งโสเภณีจีน ฝรั่ง
และญี่ปุ่นชั้นสูง
จากสถิติเมื่อสมัยรัชกาลที่
๖ ของกรมสุขาภิบาล กระทรวงมหาดไทย พบว่าผู้ชายในพระนครเป็นกามโรคกันถึงร้อยละ
๗๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะสมัยนั้นยังไม่มียารักษา ใครเป็นต้องกินยาไทยต้มเป็นหม้อ
ๆ หายก็มี เรื้อรังก็มาก
ค่าจ้างกระทำชำเราชายในยุคเมื่อ
๖๐ - ๗๐ กว่าปีมาแล้ว ราคาชั่วคราวคือครั้งเดียวคิดเพียง ๒ สลึง แต่ถ้าเป็นชั้นสูง
รูปร่างหน้าตาดี บริการที่ดี ห้องและที่นอนสะอาดสะอ้าน ราคาประมาณ
๑ บาท ถ้าเป็นหญิงญี่ปุ่นหรือฝรั่ง ราคาแพงขึ้นมาหน่อย ครั้งละ ๒ บาท
เหมาตลอดคืน ๔ บาท ยุคนั้นราคาข้าวสารถังละ ๒ สลึงถึง ๑ บาท
ก่อนปี
พ.ศ.๒๕๐๐ มีซ่องโสเภณีเกิดขึ้นมากมาย ที่ดัง ๆ เป็นที่รู้จัก มีแถว
แพร่งสรรพศาสตร์ แถวโบสถ์พรหมณ์ เสาชิงช้า ซ่องตรอกไข่ ซ่องหน้าโรงหวย
ซ่องสะพานถ่าน ซ่องป้าหยิบ ซ่องป้าอบ ซ่องแถวบางลำพู ซ่องตาเพิ่มศรีย่าน
ซ่องสะพานยาวนางเลิ้ง ซ่องซอยกลางสุขุมวิท นอกนี้ยังมีบังกะโบพักแรมละแวกซอยร่วมฤดี
ซึ่งเป็นแถบที่เงียบเชียบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน เหมาะสำหรับชายหญิงมาหาความสำราญเพียงสองต่อสอง
(หมายเหตุ: ความเป็นมาของโสเภณีในอดีตจากหนังสือ หญิงโคมเขียว ของ
เทพชู ทับทอง)
ขออนุญาตนำเสนอเพียงแค่นี้
ผู้สนใจอาจไปหาหนังสืออ่านกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องราวของ โสเภณีเรือแจว
แถวสะพานเฉลิมโลก ประตูน้ำ น่าสนใจพอ ๆ กับที่ต้องขนหัวลุก การที่คุณธรรมไม่ได้เจริญทัดเทียมกับทางวัตถุในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา
ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงจำนวนหนึ่งที่มาจากครอบครัวยากจนในชนบท และบ้างความฟุ้งเฟ้อสำหรับบางครอบครัว
จะทำให้เด็กสาวจำนวนหนึ่ง ต้องพบกับชะตากรรมจากมนุษย์ด้วยกันเองทำได้ถึงเพียงนี้
และมาถึง พ.ศ.นี้ อาจยังมีเกิดขึ้นอยู่เบื้องหลังความเจริญของบ้านเมือง
ที่ค่านิยมของสังคม ไม่พยายามเปลี่ยนแปลงให้มันถูกทาง มีมนุษยธรรม
สนิมดอกไม้ฯ
ได้เผยให้เห็นถึงความจริงอันโหดร้ายในสังคมเรา อ่านแล้วเครียด หดหู่
เมื่อพูดถึง ซ่องป้าหยิบ แถวราชดำเนิน โดยเฉพาะ ซ่องตาเพิ่มที่ศรีย่าน
คุณอรสมได้รวบรวมไว้ ก็แฝงไว้ด้วยอารมณ์ขำขันน่ารักหลายอย่างของ โลกผู้ชาย
กับความเป็นนักผวนคำของคนไทย ทำให้ยิ้มอยู่หลายตอน เรื่องอย่างนี้
แม้ สุนทรภู่ มหากวีโลกของเรา ท่านยังได้ลิขิตไว้ใน นิราศเมืองแกลง
ตอนนั่งเรือผ่านบริเวณสำเพ็งว่า
ถึงสำเพ็งเก๋งตั้งริมฝั่งน้ำ
แพประจำจอดเรียงเคียงขนาน
มีซุ้มซอกตรอกนางจ้างประจาน
ยังสำราญร้องขับไม่หลับลง
โอ้ธานีศรีอยุธยาเอ๋ย
นึกจะเชยก็ได้ชมสมประสงค์
จะลำบากยากแค้นไปแดนดง
เอาพุ่มพงเพิงเขาเป็นเหย้าเรือน
และผู้ใหญ่นักเขียนผู้สูงศักดิ์เช่น
พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส หรือ น.ม.ส. ที่นักอ่านในอดีตส่วนใหญ่จะรู้จัก
ได้ทรง เห็นสัจธรรมของความอนิจจังในสังขาร หญิงสาวที่สวยหยาดเยิ้มที่สุดในยามราตรี
แต่กลับซูบซีดเมื่อเห็นชัดในตอนกลางวัน จึงได้ทรงประพันธ์ขึ้นในหนังสือของท่าน
และเหล่าผู้ชายทั้งหลายนำไปท่องในสังคมตลอดมาคือ
พอสิ้นแสงเทียนส่องห้องสว่าง
นางทุกนางสวยสมอุดมศรี
เพราะความมืดอำนวยความสวยดี
ทุกนารีงามสรรพเมื่อดับเทียน
ผลงาน
สนิมดอกไม้ฯ ของคุณอรสมฯ เล่มนี้ ยังมีข้อมูลเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากสำหรับจะตักตวงอ่านกัน
หลาย ๆ ตอน อ่านแล้วหดหู่ใจ แต่หลาย ๆ ตอน ผมเชื่อว่าเต็มไปด้วยอารมณ์ขันสำหรับคนอ่านชายที่มีประสพการณ์เคยชอบสนุก
ผมเชียร์ให้ไปหาซื้อมาเก็บไว้เป็นเจ้าของ เพราะจะหาหนังสืออย่างนี้ไม่ได้ง่าย
ๆ ถ้าหาอ่านกันไม่ได้จริง ๆ ไปพึ่งหอสมุดแห่งชาตินะครับ
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในย่อหน้าสุดท้ายเมื่อพูดถึงช่วงก่อน
พ.ศ.๒๕๐๐ ได้กล่าวถึง ซ่องซอยกลางสุขุมวิท รวมอยู่ด้วย ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นแห่งเดียวกับ
บ้านพี่สมร ซึ่งตรงกับที่พี่ปุ๊ รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้เขียน สนิมสร้อย
ขึ้นมา อันเป็นรอยต่อที่อาชีพนี้ เริ่มซับซ้อนยิ่งขึ้น มีการบังคับเคี่ยวเข็ญ
และซื้อขายกันมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งมาสู่ปัจจุบันเช่นทุกวันนี้ /.
จรูญ
วรรธนะสิน
|