ขุนนางป่า
Tuneingarden.com >> Work >> สนิมสร้อย >> พญาอินทรี…. 'รงค์ วงษ์สวรรค์ พูดถึง สนิมสร้อย


พญาอินทรี…. 'รงค์ วงษ์สวรรค์ พูดถึง สนิมสร้อย

       คำให้สัมภาษณ์ต่อไปนี้ ผมรวบรวมและเรียบเรียงขึ้นจากบางส่วน ที่พี่ปุ๊ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้กรุณาเล่าและให้ความรู้ผม เกี่ยวกับ “สนิมสร้อย” ของท่าน เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2545 ซึ่งผมไปกราบเยี่ยมท่านเป็นครั้งแรก ก่อนจะกลับกรุงเทพฯ เพื่อเริ่มต้นวางโครงสร้างหนัง และเขียนบทภาพยนตร์

       ….คือผมถูกกล่าวหา และผมก็ยอมรับว่า ผมชอบเขียนเรื่องของโสเภณีมากกว่าเรื่องของคนดี คุณต้องเข้าใจแบ๊คกราวด์ผมนิด ผมเป็นคนพวก อิดิปุ๊สคอมเพล็กซ์ เป็นคนรักแม่มากกว่ารักพ่อ ผมยกย่องโสเภณี ผมถือว่าโสเภณีเป็นแรงงานสำคัญ เป็นการแก้ปัญหาสังคมที่ดีที่สุด ในขณะที่รัฐบาลทอดทิ้งให้ชาวนาในอีสาณลำบากเดือดร้อนด้วยประการทั้งปวง ทั้งเรื่องของธรรมชาติ ความเอารัดเอาเปรียบทางเพศของผู้ชายบางพวก ความไม่รับผิดชอบ และความไม่เป็นธรรมของกฎหมาย ทำให้ผู้หญิงต้องมาเป็นโสเภณี …ในเมื่อปากบนเค้าหิว ปากล่างก็ต้องทำงาน

       เมื่อสงครามเลิกใหม่ ๆ จะมีผู้หญิงแต่งตัวออกจากบ้านไปหาเงิน ตามแถวถนนตีทอง ไปจ่ายกับข้าว ไปหาเงินแล้วกลับบ้านให้ทันก่อนที่ผัวจะกลับจากที่ทำงาน ต่อมา พอบ้านเมืองเริ่มมีของกินของใช้มากขึ้น แต่ชาวนาชาวไร่ในชนบท ความยากจนข้นแค้นยังคุกคามไปทั่วเกือบทุกตารางนิ้วของแผ่นดิน โสเภณีก็พัฒนายกระดับขึ้นมาเป็น “ร้านเสริมสวย” ทั้งที่เป็นและสมัครเล่น ติดต่อผ่านร้านเสริมสวย นั่นจุดเริ่มต้นของ Call girl หลังจากนั้นก็พัฒนาเปลี่ยนรูปแบบมาเรื่อย ๆ จนทุกวันนี้

       ….ความยากจนค้นแค้นในชนบท อิสาณแล้ง เหนือทำนาไม่ได้ ผู้หญิงส่วนใหญ่ยังขาดการศึกษา ความหิว จะให้เขาไปทำอะไรกิน ไม่มีทางเลือก คนจึงสมัครใจที่จะมาเป็นโสเภณี ไม่ได้มาด้วยถูกบังคับ ไม่ได้มาด้วยถูกกดขี่ บ้านพี่สมร เป็นบ้านตัวอย่างที่ผมรู้สึกว่าอย่างนั้น เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของโสเภณี มาอยู่ในสถานที่ที่คนไทยเรียกว่า “ซ่อง” ซึ่งผมคิดว่าเป็นคำที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ น่าจะเรียกว่าสำนักมากกว่า มาทำงานด้วยความสมัครใจมากกว่าถูกบังคับ แต่ก็มีนะที่ถูกบังคับ เอาไปกักขัง ก็มี

       ….ผมเป็น News Journalist ผมทำงานจากแฟ้มและชีวิตจริง เขียนขึ้นด้วยข้อมูลหลักฐาน ผมเขียนเรื่องตัวปลอมไม่เป็น ใน “สนิมสร้อย” มีตัวจริงทุกตัวในนั้น ช่วงนั้นผมตระเวณตามซ่องทั้งกรุงเทพฯเป็นปี ไม่ใช่โดยงานนะ โดยนิสัยชอบด้วย แต่สำหรับ “สนิมสร้อย” ผมอยู่ในบ้านพี่สมรตั้งครึ่งค่อนปี

       “สนิมสร้อย” ผมเขียนก่อน “จันดารา” ราว 5 ปี เดิมตั้งใจว่า จะบันทึกเรื่องของโสเภณี ระบบบ้าน ไว้ตามความเป็นจริงที่หนังสือได้รับความนิยม ผมเชื่อว่าเพราะยังไม่มีใครเขียนเรื่องของโสเภณี นอกจาก พี่เล็ก ก.สุรางคนางค์ เขียนเรื่อง “หญิงคนชั่ว” ตอนที่ผมยังไม่ประสา

       ….ก่อนเขียนเรื่องนี้ ผมไปเรียนปรึกษา อาจารย์หมอเพียร เวชบูล ท่านก็ให้ความกระจ่างกับผมว่า “…รงค์ โสเภณีมันมีหลายอย่าง หากผู้หญิงสำส่อนในทางเพศ เมียประพฤตินอกใจสามี หรือเมียที่ตั้งหน้าตั้งตากอบโกยเงินจากสามี ก็ถือเป็นโสเภณีชนิดหนึ่ง ในตำราสังคมศาสตร์ที่เรียนกันมา….”

       ตอนนั้นก็ราว 26 มั้ง ผมเป็นคนก็..ค่อนข้างเหมือนผู้ชายไทยทั่ว ๆ ไป เป็นนัก “สุขนิยม” เป็นโสดหรือจะมีเมียแล้วผมจำไม่ได้ เป็นคนเกเรว่างั้นดีกว่า งานเลิก 5 โมงเย็น พอออกจาก “สยามรัฐ” ที่ราชดำเนิน ผมก็ไปโน่นแหละ นั่งรถแท็กซี่ไปทุกวัน รถแท็กซี่ที่เป็นออสตินตู้ท้ายตัด แล้วก็มีเรโนลด์ บริษัทเยลโล่ แท็กซี่เหลือง ค่าแท็กซี่มัน 7 บาท จากราชดำเนินไปถึงโน่น ตอนนั้น ผมต้องทำตัวเป็น Piping tom เอาสมุดโน้ตมาจดด้วยดินสอ แบบฟังเค้าคุยกันว่าเค้าพูดกันยังไง สมัยนั้นยังไม่มีเทป ต้องแอบฟังแล้วจดในความมืดด้วย แล้วเอามาเขียนเป็นนวนิยาย แต่เราต้องเติมบางอย่างลงไป เพื่อให้ตัวละครมันมีชีวิต

       ….เดิมทีสำนักโสเภณีคุณยายอยู่ที่ซอยทองหล่อ โดยมีเจ้าสำนักซึ่งค่อนข้างสูงอายุ ซัก 60 กว่า ๆ ผมติดพันตั้งแต่บ้านคุณยายนี่ หลังจากนั้น คนที่ยายเค้าไว้ใจมากที่สุด คือพี่สมร จริง ๆ ชื่อบังอร แกก็ย้ายมาอยู่อีกซอยหนึ่ง ผมจำซอยไม่ได้ ละแวกบางกกระปินั่นแหละ ซอยบ้านเดียวกับ อาจารย์ดิเรก ชัยนาม ไม่รู้ซอยอะไร นึกไม่ออก แกก็มาตั้งสำนักใหม่ ซึ่งดีกว่าเก่า รุ่นใหม่กว่าว่างั้น มีบ้านช่องโอ่อ่า พอจะนึกภาพออกมั้ย บ้านแถวบางกระปิสมัยนั้น จะเป็นเรือนสองชั้นใหญ่ ๆ ลักษณะข้างล่างเป็นตึก ข้างบนเป็นไม้ ทรงฝรั่ง ๆ ทาสีสวย ตัวบ้านเป็นสีฟ้าหม่น ๆ มีชมพูอ่อนแซม สวยและทันสมัยสำหรับยุคนั้น มีรั้วรอบขอบชิด ข้างหน้ามีสนามหน่อย มีศาลา คูน้ำปลูกดอกบัว ข้างรั้วก็ปลูกต้นมะพร้าวคร่อมหลังบ้านเป็นเรือนคนใช้ มีเรือนบริวารเยอะ มีคูมีแหนมีอะไร มีต้นไม้รก ๆ คือเป็นบ้าน Typical ยุคที่เรานิยมกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะมาเป็นยุคปลูกบังกะโล บ้านแบบคนมีเงินผู้ดีบางกระปิ สมัยนั้นคนรวยจะปลูกบ้านอยู่หลังหนึ่ง แล้วปลูกอีก 2 3 หลังเก็บค่าเช่ากิน เป็นวิธีหาเงินทางหนึ่งของเศรษฐีเก่า บ้านนี้พี่สมรเช่าในราคาถึง 3,500 บาท เดือนละ 3,500 ซึ่งแพงมาก อย่างเราไม่มีปัญญาอยู่หรอก แล้วแกก็จัดระบบใหม่ โสเภณีของแก ครั้งละ 300 บาท ชั่วคราว ซึ่งที่บ้านยายหยิบ 10 บาท แพร่งสรรพศาสตร์ก็ 10 บาท บ้านยายช้อย ถ้าเด็กมาใหม่ก็ 20 ไอ้พวกหม่อมแขติดดินก็ 20 แต่นี่..ระดับบ้านพี่สมรเนี่ยะ ดีที่สุด มัน 300 บาท คือต้อนรับแต่คนรวย คนจนไม่มีสิทธิ สมัยนั้นเงินเดือนเราก็ซัก 1,200 แถว ๆ นั้น ถ้าตอนนั้นใครบอกว่าไปเที่ยวซ่องบางกระปิ โก้มาก

       ที่หน้าบ้านจะเป็นห้องรับแขกกว้าง มี Living room มีมุมนั่งสำหรับผู้หญิงนั่งรวม ๆ กันไป มีบาร์ขายเบียร์ สแน็คเช่น ถั่วทอด มันทอด นิด ๆ หน่อย ๆ ไก่สามอย่าง แล้วก้อ เหล้าด้วยเฉพาะลูกค้าสนิท ในบ้านแบ่งซอยได้หลายห้อง ห้องของแกดีทุกห้อง มีเฟอร์นิเจอร์ที่ซื้อแถวสะพานดำ มีโซฟา เตียงสวย ๆ โต๊ะเล็ก ๆ สำหรับวางโคมไฟ คิดว่าทั้งหมดมีไม่น้อยกว่า 14-15 ห้อง คนที่เป็นระดับดารา ก็จะมีห้องนอนส่วนตัว ผมก็ได้นอนห้องแบบนี้ ส่วนห้องนอนเด็ก ๆ ยังไม่มีห้องน้ำในตัว แขกทั่ว ๆ ไปจะใช้ห้องน้ำรวม ใช้น้ำกับกระโถน น้ำใส่ในขวดใสแม่โขง แขกชั้นดีก็อาจใช้ห้องน้ำพี่สมร เป็นห้องน้ำชักโครกแบบดึงมีถังน้ำอยู่ข้างบน ทั้งบ้าน สะอาด ไม่มีคำว่าสกปรก

       บ้านพี่สมร ผู้หญิงมีทั้งหมดไม่เกิน 20 คน แต่จะมีผลัดเปลี่ยนเวียนหน้ากันมาก็มี มี 2 ลักษณะ อยู่ประจำ บ้างหนีสามีมาหาเงิน พวกนี้จะมาชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ไม่มี Timing ที่แน่นอน บ้านนี้เปิดเย็น เปิดกลางวันคือช่วงที่ขาดแคลนเงิน ต้องการเพิ่มรายได้ แขกที่ไป ชั้นดีทั้งนั้น พวกเศรษฐี

       ….ผมกับเพื่อนคนหนึ่ง ก็ไปเที่ยวตั้งแต่จ่ายตังค์จนไม่ต้องจ่ายตังค์แล้วก็นอนที่นั่นด้วยซ้ำ พี่สมรเค้าจัดห้องให้นอน คือสนิทสนมรักชอบพอกันมาก ส่วนใหญ่เราก็จ่ายค่าเครื่องดื่มผลัดกันไป ดึก ๆ ก็จะมีไอ้พวกรถเข็นมาขายของ ขนมบ้าง เกี๊ยวบะหมี่ ข้าวต้มมัดยังมีเลย บ่อยครั้งรถขายเกี๊ยวแวะเข้ามา เราก็เป็นเจ้ามือเลี้ยงกันทั้งบ้าน เราพยายามใช้ตังค์เราให้น้อยที่สุด เพราะเงินเดือนเราก็น้อย ตอนหลัง ๆ พี่สมรถึงกับไว้ใจฝากบ้านมอบกุญแจลิ้นชักเงินให้ผมดูแล ตัวแกก็ออกไปทำธุระ อย่างตอนปีใหม่ยังฝากบ้านกับผม พาเด็ก ๆ ไปทำบุญตักบัตรที่สนามหลวงโน่น

       ….พี่สมรแกมีนิสัยชอบคบพวกหนังสือพิมพ์พวกนักเขียน พวกเราไปแกจะต้อนรับอย่างดี เป็นแม่เล้าคนแรกที่วันเกิด แกแจ้งความในหนังสือพิมพ์ แล้วมีคนไปเต็มบ้านเลย พวกหนังสือพิมพ์ไปกันเต็มบ้าน ไปทำบุญเลี้ยงพระกันถึงขนาดนั้น

       พี่สมรแกเป็นคนประณีต เป็นคน..เหมือนเจ้าสำนักฝรั่ง แกมีความเมตตาเอื้อเฟื้อพอประมาณ แกเป็นคนดีคนหนึ่งเท่าที่ผมรู้จัก พวกเรามีหลายคนที่หลงไหลพี่สมรมาก ไม่ใช่ในเชิงโลกีย์นะ แต่ในความดีของแก ช่วงนั้นแกคงราว 36 อย่างนั้นแหละ แกจัดระบบซึ่ง..ค่อนข้างจะดีมาก มันเหมือนที่ พอลลี่ แอ็ตเลอร์ ของอเมริกาพูดว่า A House is made of Brick but a Home is made of Love พี่สมรเอาระบบเดียวกันนี้มาใช้ปกครอง สอนให้ผู้หญิงรู้จักว่า ผู้ดีเขาเดินกันยังไง เอาแบบแถวถนนมองโกเมอรี่ในซานฟรานซิสโก อย่าง จอห์น สไตน์เบ็ค สอนไว้ในหนังสือว่า ถ้ามีผู้ชายมารัก ให้ทำตัวเหมือนภรรยาเขาให้ได้ Someday sometime in the future สักวันตัวเองจะได้แต่งงานมีลูกมีผัว

       พี่สมร เวลาเจอปัญหาอะไร จะเอาน้ำเย็นเข้าลูบตลอดเวลา แต่บทเข้มก็เข้ม แกดูคนเป็นอ่านคนออก แกเป็นคนฉลาด นี่ผมยังสืบหาแกอยู่นะ ถ้ายังมีชีวิตอยู่ น่าจะ 80 กว่าแล้วตอนนี้ อยากไปตอบแทนพระคุณถ้าแกทุกข์แกยาก ถ้าแกรวยก็แล้วไป ผมถือว่าแกมีพระคุณ แกให้ความสนิทสนม ความรักความเมตตากับผม

       ผมไม่คิดว่าหนังมันจะออกมาเป็นหนังแบบไหน ผมเป็นคนเชื่อแบบสากลว่า วรรณกรรมก็เป็นส่วนวรรณกรรม หนังก็เป็นเรื่องหนัง ผมไม่ว่าเรื่องต่อเติมเปลี่ยนแปลง ผมเข้าใจ Movie Language มันไม่เหมือนนวนิยาย มันเป็นอีกภาษาหนึ่ง แต่ตัวละครเอก ๆ อย่าไปเปลี่ยน character มัน มันเสีย นอกนั้นผมไม่เกี่ยง ปัญหาของเจ้าของบทประพันธ์ กับปัญหาของการไปทำภาพยนตร์ มันอยู่ที่ว่า เราพอใจระหว่างกันมั้ยระหว่างผู้กำกับกับคนเขียนบทกับเจ้าของบทประพันธ์ ถ้ามันระดับเดียวกันก็โอเค อย่าง สปิล เบิร์ค เขาจะเลือกคนเขียนบทที่ว่าให้เข้ากับมัน และเข้ากันได้กับเจ้าของบทประพันธ์ด้วย ถ้าสมมุติว่าไปเลือกคนเขียนบท second rate เจ้าของบทประพันธ์ย่อมไม่พอใจ กลัวจะทำไม่ถึง ถ้ามือที่ทำถึง ไม่มีปัญหา อย่างผม เห็นเค้าเขียนชมคุณจรูญกันอยู่ 3-4 คนในแง่ที่เอาเชอรี่แอนมาทำเนี่ยะ คดีนี้เป็นเรื่องที่ทำหนังยากที่สุดในโลก คือมันซับซ้อน ผมยังนั่งสนเท่ห์อยู่ แต่คนชมระดับดีนะ ไม่ใช่ชมแบบไปรับซองขาวมา หมายความว่าคุณต้องมีความสามารถ ผมเบาใจ คุณจรูญอายุเท่านี้ น่าจะเข้าใจสนิมสร้อยได้ดีกว่าคนอื่น ถ้าคุณทำดี ๆ นะ มันได้ทั้งสนุกและตลก ทำอะไรก็ได้ ผมอนุญาตให้ดัดแปลงไปบ้างผมไม่เกี่ยง ผมแน่ใจว่าคุณไม่ทอดทิ้งเรื่องเดิม ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ ก็มีพระเอก ตัวตลกตามพระเอกซัก 8 ตัวเนี่ยะ เดี๋ยวผมก็อ๊วก อกแตกตายคาอ๊วก มันเหมือนละครน้ำเน่า ที่เป็นห่วงก็คือ คุณจรูญต้องทำหนังให้เค้าได้เงินเนี่ยะ เรื่องนี้ผมกลุ้มใจเป็นบ้าเลย ผมเป็นห่วงแทนนายทุน ผมไม่อยากให้เค้าขาดทุน ตอนนี้หนังมันเยอะเหลือเกิน

       ….เรื่องหน้าตาตัวละครในหนังจะไม่ตรงกับในหนังสือ มันไม่ใช่ คนเข้าใจผิดกันทั้งโลกแม้แต่ในฮอลลีวู้ด อาจารย์ศึกฤทธิ์ เคยสอนผมไว้ ว่าตัวละครแต่ละตัว เช่นสมมุติ “นายต้อ” หลานผม คนอ่านก็จึงวาดภาพนายต้อคนละใบหน้าหมด ยากที่จะเหมือนกัน อันนี้เป็นอุปสรรคของคุณ ไม่ใช่ปัญหาผม มันท้าทายความสามารถของคุณ

       ผมต้องฟอกไตวันเว้นวัน ผมไปไหนยาก ถ้าทำโปรโมชั่น จะไปให้ถ้าคุณจรูญต้องการผม ก็ต้องจัดการให้ผมไป ถ้าหากมันเป็นประโยชน์กับหนัง ผมยินดี เรื่องนี้ ผมเข้าใจอุตสาหกรรมหนังพอสมควร อย่างต้อ (บินหลา) ก็ช่วยได้ มีอีกหลายคนช่วยได้ กรุ๊ปเค้าช่วยได้เยอะ ขอเพียงพูดกันรู้เรื่อง พวกเราบริสุทธิ์นะ เราไม่รับเงินใคร พวกผมมติชนไม่รับเงินใคร เราทำด้วยใจจริง ๆ

       จรูญ วรรธนะสิน

 

 

^ TOP
Contact us : info@tuneingarden.com
Tune in Garden.com 2003-2006 All rights reserved. Create and powered by Tune-in People
:: ต้องการเสนอแนะ,ให้ข้อมูล,แจ้งแก้ไขข้อมูล,ข้อผิดพลาด,ลิงค์เสีย หรือต้องการนำเสนอบทความ,ค้นคว้า,ข้อมูลต่างๆ ที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดความถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด นั้นถือเป็นเกียรติแก่ทีมงานของเราทุกคนอย่างสูงยิ่ง
โปรดติดต่อเราโดยตรงได้ที่ info@tuneingarden.com ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้
สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามมิให้ลอกเลียน ทำซ้ำ เผยแพร่ หรืออย่างหนึ่งอย่างใดในเว็บไซต์นี้โดยมิได้รับอนุญาต