|
ดู “สนิมสร้อย” ให้สนุกอย่างไร?
ในที่สุด
หนังเรื่องนี้ก็ถึงวาระจะเข้าโปรแรมฉายในวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคมนี้
ให้ได้ชมกันอย่างทั่วถึงทั่วประเทศ
ใครเคยเจอสถานะการณ์อย่างนี้บ้าง?
คือเราตั้งใจจะไปดูหนังเรื่องหนึ่ง แล้วไม่ได้ดูเพราะที่นั่งเต็มหรือทางโรงหนังเปลี่ยนเวลาฉาย
บางทีก็ถูกถอดออกจากโปรแกรมไปแล้ว แต่ไหน ๆ เราก็ถ่อกายมายืนอยู่ที่หน้าห้องขายตั๋วแล้ว
ก็ตัดสินใจดูหนังเรื่องอื่นที่ไม่เคยใส่ใจมาก่อน บางคราวก็ผิดหวัง
แต่บ่อยครั้งกลับได้พกเอาความพอใจกลับบ้าน เหตุเพราะเราไม่ได้คาดหวังไว้ล่วงหน้ามาก่อน
เลยเสพความสนุกกับหนังนอกสายตานั้นพอสมควร
การรอคอยที่จะดูหนังเรื่องใด
ๆ มาก่อน แล้วคาดหวังไว้ล่วงหน้าว่า จะได้เห็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือสนุกอย่างนั้นอย่างนี้
ถ้าจินตนาการของเราเกินเลยไปจากที่หนังมี ทั้ง ๆ ที่หนังก็ไม่ห่วยเลย
แต่มันก็สามารถทำให้อารมณ์เราไม่ถึงจุดไคลแม็กซ์ได้ง่าย ๆ เฉกเช่นเดียวกับการคาดหวังจากเรื่องบนเตียงไม่แพ้กัน
ว่างั้นเถอะ
“สนิมสร้อย”
ก็เหมือนกัน ผมกังวลลึก ๆ อยู่สองในสี่ของห้องหัวใจว่า เมื่อกระแสหนังเรื่องนี้ค่อนข้างไปในแนวโป๊สะบั้นหั่นแหลก
คนก็อาจคาดหวังที่จะเห็นฉากอย่างว่าแบบถึงลูกถึงคน ถ้าอย่างนี้ ก็คงจะเดินออกจากโรงหนังแบบอารมณ์ค้างบ้างไม่มากก็น้อย
เพราะ “สนิมสร้อย” ทั้งที่เป็นหนังสือและที่มาเป็นหนัง ให้ดิ้นตายเถอะครับ
มันไม่ใช่อย่างนั้นจริง ๆ ไปหาหนังสือ “สนิมสร้อย” อ่านดูก็ได้ เพราะถ้า
’รงค์ วงษ์สวรรค์ เขียนแบบอย่างว่า บอกได้เลยว่าท่านอดีตนายกรัฐมนตรียุคเงินผันสโลแกน
“เราทำได้!!” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็คงไล่ตะเพิดไม่ให้ลงในหนังสือ
“สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์” ของท่านในสมัยเมื่อกว่า 45 ปีที่แล้ว ก็หนังสือฉบับนี้
คนมีการศึกษาใส่ใจเรื่องของสังคมบ้านเมืองและโลกเขาอ่านกัน มันไม่ได้หนีไกลไปจากสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ที่สืบสานพิมพ์อยู่ในทุกวันนี้
และไม่ผิดไปจากหนังสือ “มติชนสุดสัปดาห์” เหมือนกันแหละ เรียกว่าไม่มีเรื่องราวข่าวสารที่ไร้สาระให้รกหน้ากระดาษหรอก
จึงขอกราบเรียนว่า “สนิมสร้อย” ที่เป็นหนัง ก็จะไม่ลามกจกเปรตอย่างที่หลายคนคาดคะเนกัน
แต่ไอ้ที่จะไม่เฉี่ยวเข้าไปหาเสียเลยก็ผิดธรรมดาซิครับ เพราะมันเป็นเรื่องราวของชีวิตคนเราแบบไม่เสแสร้งปั้นแต่งย่ำยีซ้ำเติม
ไม่ดัดจริตหาว่าเป็นของหยาบต่ำช้า ก็เราทุกคนล้วนเกิดมากับสิ่งนี้ทั้งนั้น
ทุกวันนี้ คงไม่มีใครยังพาซื่อเชื่อกันว่าเราคลอดออกมาจากรูสะดือแม่บนหน้าท้อง
คงไม่มีใครไม่เคยแก้ผ้าอาบน้ำแอบดูหุ่นเปลือยของตนเอง ไม่เคยทำกิจกรรมที่แทบทุกชีวิตเขาอยากทำกันตามแรงฮอร์โมนธรรมชาติ
ผมจึงไม่คิดว่าจะมีใครเดินออกจากโรงหนังแล้วร้องเงียบ ๆ อยู่ในใจว่า
“เอาเวลาของตูคืนมา… เอาเงินของตูคืนมา!”
ในหลวง ร.6
ที่ทรงพระอัจฉริยะปรีชาสามารถในทางวรรณศิลป์ได้นิพนธ์เรื่องของการอ่านหนังสือดูหนังชมละครไว้ว่า
“สิบคนยลตามช่อง คนหนึ่งเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม เห็นเพชรอยู่พราวพราย”
คงเหมาะสุดที่จะอัญเชิญมาใช้กับหนังเรื่อง “สนิมสร้อย” เช่นเดียวกัน
ยิ่งโลกยุคเทคโนโลยีข้อมูลเพียบอย่างทุกวันนี้ คนยิ่งฉลาดขึ้น มีความคิดของตนเองหลากหลายยิ่งขึ้น
ซับซ้อนยิ่งขึ้น ความสวยงามมันจึงอยู่ตรงนี้ ความหลากหลาย…ไงครับ
จึงเชื่อมั่นว่า
หลายคนจะชอบ “สนิมสร้อย” และอีกหลายคนอาจไม่ชอบ เพราะผมกับ คุณเจริญ
เอี่ยมพึ่งพร บอสส์ใหญ่ค่าย 5 ดาว เราสร้างขึ้นในแนวคลาสสิกเพื่อคงความไฉไลให้กับสิ่งที่มีอยู่ในหนังสือ
เรื่องนี้ผมหนักใจมาแต่ต้น ๆ อยู่แล้วว่า ผมจะเอาความสวยงามจากภาษาเขียนของ
‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ในหนังสือมาไว้ในหนังที่เป็นสื่อทางภาพกับเสียงได้อย่างไร?
ทางเลือกมันเป็นเพียงซอยแคบ ๆ ที่ต้องเดิน คือแผลงมาซุกซ่อนอยู่ในคำพูดของตัวละครนั่นเอง
หนังเรื่องนี้จึงมีบทพูดมากด้วยเหตุฉะนี้ ที่แฝงไว้ด้วยความหมายและเหตุผลมากมาย
รวมกับรายละเอียดที่จะสัมผัสตักตวงได้จากเกือบทุกฉากที่รวมไว้ในหนังสำหรับคนดูที่ไม่ใช่ดูหนังเพื่อสนุกอย่างเดียว
หากแต่ต้องการเข้าถึงสุนทรียภาพที่ซ่อนอยู่ในหนังด้วย โดยตั้งใจให้
”สนิมสร้อย” มันแตกต่างออกไปจากหนังส่วนใหญ่ที่ผ่านสายตาคนดูในช่วง
2 ปีหลังที่ผ่านมา ซึ่งล้นไปด้วยผีไทยผีฝรั่งผียุ่นปี่ผีเกาหลี หลอกให้เราผวากลั้วเสียงหัวเราะ
กลัวอาบน้ำคนเดียว กลัวเข้าลิฟต์แม้กระทั่งเปิดตู้เสื้อผ้า หรือไม่ก็เป็นเรื่องของฮีโร่เก่งกาจยิงไม่เข้าเหาะบินมีอภินิหารพลังทำลายล้างระเบิดบ้านเผาเมืองรถยนต์บี้กันสะบั้นหั่นแหลกท่วมถนนทางด่วน
ซึ่งสนุกหลุดโลกหนีไปจากความจริงของชีวิตที่ผมเองก็สนุกกับหนังเหล่านั้นไม่น้อยกว่าคนอื่น
ๆ หรอก ก็ชีวิตทุกวันนี้มันเครียดยิ่งนัก แต่พอเสพบ่อยเข้ามากไปมันก็
“อ๊วกตายคาอ๊วก” เหมือนกัน ผมก็เลยลองกลับลำทำสนิมสร้อยแบบนี้ขึ้นมา
เหนือสิ่งอื่นใด มันตรงกับวัตถุประสงค์ของหนังสือเล่มนี้ที่เจ้าของงานบรรจงสร้างไว้อย่างประณีต
อ้าว! งั้น “สนิมสร้อย” ก็เป็นหนังเครียดอย่างนั้นหรือ? ไม่ใช่อีกนั่นแหละครับ
ใครเข้าไปดู
“แฟนฉัน” เมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้แล้วเครียดบ้างมั้ย? เปล่าเลย ตรงข้าม
กลับหัวเราะกันเป็นพัก ๆ เด็ก ๆ ก็จะเห็นเรื่องราวของโลกใบเดียวกับวัยของเขา
คนที่พ้นวัยเด็กไปแล้วจนแก่เฒ่า ถ้าไปดูหนังเรื่องนี้ ก็จะเห็นสิ่งที่ทุกคนเคยผ่านกันมาทั้งนั้น
มีใครบ้างไม่มีพฤติกรรมเหมือนเด็ก ๆ ในหนังเรื่องนี้ ไม่พอคุ้น ๆ กับเพลงหลายเพลงในหนังเรื่องนี้?
มีใครบ้างไม่เข้าใจไอ้เจี๊ยบที่อยากเข้ากลุ่มเล่นกับพวกผู้ชายด้วยกัน
และเซ็งแสนเซ็งที่ต้องเล่นกับพวกผู้หญิง จนในที่สุดจำต้องตัดเชือกห่วงยางของน้อยหน่าอย่างปวดร้าว?
มีใครบ้างไม่เห็นปมด้อยปมเขื่องของไอ้แจ็คหัวโจกกับเพื่อน ๆ ในกลุ่ม?
มีใครบ้างไม่น้ำตาซึมสงสารหนูน้อยหน่าของเราเมื่อถูกผลักกระเด็นไปนั่งน้ำตาร่วงบนพื้นดินอย่างไม่เข้าใจเลยว่า
ทำไมเจี๊ยบมาทำกับเธอและเพื่อน ๆ อย่างโหดร้ายเยี่ยงนั้น?
“แฟนฉัน” นำความจริงของชีวิตมาเสนอด้วยอารมณ์ล้ำลึก
ถ้าไม่ล้ำลึกเราก็คงไม่ดื่มด่ำกับเรื่องราวที่มีอยู่ในหนังเรื่องนี้หรอกนะ
และคงไม่ประทับใจอย่างที่คนส่วนใหญ่ชื่นชมหนังเรื่องนี้จนทำเงินกว่า
50 ล้านเพียงสัปดาห์เดียว ทำไมหรือ? ก็เพราะคนดูหนังกำลังเบื่อกับเรื่องราวที่มันหลุดโลกมาร่วม
2 ปี พอมาพบกับหนังที่สร้างง่าย ๆ ตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือน ไม่เสแสร้งด้วยเรื่องราวของโลกวัยเด็กแสนบริสุทธิ์ที่ทุกคนเคยผ่านมาในอดีต
ทั้งที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน และอาจนานจนเกือบหลงลืมสำหรับหลาย ๆ คน คงไม่มีใครจะปฏิเสธว่าเราเคยเหงา
เคยต้องการเพื่อน เคยเป่ากบยาง เคยเต้นเชือกยางร้อย เคยน้อยใจ เคยโกรธเกลียดผลักอกชกต่อยกันบ้าง
เคยรู้สึกปลื้มเมื่อถีบจักรยานโดยไม่ล้มเป็นครั้งแรก เคยรู้สึกโก้หั่นแหลกเมื่อสามารถปล่อยมือบนหลังอานนั่งนั้น
เคยถุยน้ำลายใส่แท่งไอติมหรือขนมเพียงเพื่อป้องกันไม่ให้เพื่อนตะกละมาแย่งกินของเรา
ฯลฯ
“สนิมสร้อย”
ก็เป็นหนังที่นำความจริงของชีวิตมาเสนอด้วยอารมณ์ลุ่มลึกเช่นเดียวกัน
หากแต่เป็นเรื่องของคนที่พ้นไปจากวัยเด็กแล้ว เป็นเรื่องของผู้หญิง-ผู้ชายในช่วงของชีวิตที่พลังทางธรรมชาติเรียกร้องต้องการผสานกับการแสวงหาความอบอุ่นของหัวใจ
ท่ามกลางสภาวะทางสังคมที่ขาดความสมดุลในหลาย ๆ ด้านอย่าง “เห็นคนยังเป็นคนเหมือนกัน”
หากแต่จำนนกับความจริงของชีวิตว่า ในโลกของปุถุชนคนธรรมดา มีใครบ้างไม่ใฝ่ฝันที่จะมีรัก
รู้จักรัก ตอบรัก และให้รัก ซึ่งถือกันว่าเป็นสิ่งล้ำค่าสวยงามสูงสุดที่เป็น
“นามธรรม” ของชีวิตที่เกิดมาเป็นคนในระดับโลกียภูมิ ซึ่งมันบางเบาคู่กันมากับ
“ความใคร่” ที่ใคร ๆ ก็ชิงชังพร้อม ๆ กับความไหลหลง
“สนิมสร้อย”
ที่เป็นหนังสือ ถูกยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมชั้นคลาสสิกร่วมสมัยเกี่ยวกับชีวิตของผู้หญิงหลาย
ๆ คนในบ้านพี่สมร บ้านโสเภณีชั้นสูงเมื่อกว่า 45 ปีที่แล้ว กับพวกผู้ชายที่เข้ามาเที่ยวมารักและหลงไหลผู้หญิงที่มีค่าในสายตาของเขาอย่างไร้เงื่อนไข
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? จริงหรือที่ผู้ชายดี ๆ จะมารักและเลือกผู้หญิงหากินไปเป็นภรรยาที่บ้าน?
ทำไมแม่บางคนจึงมีพฤติกรรมแบบนั้น? และทำไมผู้หญิงหลาย ๆ คนจึงต้องมาทำงานอย่างนี้?
พลังเสน่หาของเธอมาจากไหน? ทุกวันนี้ยังมีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นอีกหรือไม่?
เป็นคำตอบที่ต้องไปพิสูจน์กันเอง
แม้จะเป็นเรื่องราวของผู้คนเมื่อกว่า
45 ปีที่แล้ว แต่คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เรื่องของหญิง-ชาย ความรัก ความอยาก
จะแตกต่างกันมากนักระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ตรงข้าม คนยุคนี้ที่ถูกกระแสยั่วยุรุนแรงยิ่งกว่าพายุหมุนจากสังคมสิ่งแวดล้อมทางสื่อ
แฟชั่นกางเกงยีนเอวต่ำ เปิดสะดืออวดกันไหวพลิ้วจากอาการโยกตัวบนรองเท้าส้นตึกฯลฯ
ซึ่งมีทั้งดูแล้วรู้สึกส๊วยสวยและบรื๊อ…ขนหัวลุก! จะมีสักกี่คนที่ไม่เคยพยายามหาคำตอบว่า
ผู้ชายต้องการผู้หญิงแบบไหน? แล้วผู้หญิงต้องการผู้ชายในฝันของเธอแบบใด?
แล้ว… แท้ที่จริงชีวิตเรานี้ต้องการอะไรกันแน่? เรามีทางเลือกแค่ไหน?
เราจะหนีไปจากรั้วลวดหนามของสังคมอันโหดร้ายที่เรากันเองสร้างมันขึ้นมาอย่างไร?
ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่นำมาร้อยเรียงให้เห็นอยู่ในหนังด้วยลีลาที่สร้างให้ตรงกับบรรยากาศสังคมในขณะนั้น
ในยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างยังอ้อยอิ่งไม่วิ่งพล่านควันตลบเหมือนทุกวันนี้
ยุคที่ผู้หญิงและผู้ชายยังไม่มีโอกาสได้พบปะกันง่าย ๆ อย่างยุคโทรศัพท์มือถือโรงแรมม่านรูดเพียบ
ยุคที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการส่งเสริมให้มีการศึกษาจากค่านิยมว่าโตขึ้นก็แต่งงานเลี้ยงลูกดูแลบ้านเท่านั้น
และที่สำคัญมาก ๆ ผมอยากให้หนังมัน Authentic เรียบง่ายใกล้กับความงามของวรรณกรรมที่ได้รับการยกย่องมามากว่า
4 ทศวรรษอย่างเคารพในเจ้าของบทประพันธ์ นอกเหนือจากนั้น บ้านพี่สมรซึ่งเป็นซ่อง
แม้จะเป็นซ่องชั้นสูง ก็ต้องกอปรด้วยผู้หญิงหลายคน ผู้ชายหลายคน ที่ถูกลิขิตไว้บนหน้ากระดาษรวม
ทั้งหมด 29 บท หนา 464 หน้า ซึ่งมีตัวละครมากเกินกว่าที่จะนำมารวมอยู่ในหนังที่มีเวลาเพียง
1 ชั่วโมง 45 นาทีให้ดูสนุก อย่างไรก็ดี “สนิมสร้อย” ที่ตัดต่อเสร็จก็ยาวเกินกว่ามาตรฐานไปอีกหลายนาทีทีเดียว
ดังนั้น สำหรับคนที่อ่านหนังสือก็จะพบว่า ในหนังมีตัวละครสำคัญเพียง
3 คู่ครึ่ง และอีกไม่กี่คนที่เหมาะจะเข้ามาเป็นเครื่องเทศเพิ่มรสอาหารจานนี้ให้เผ็ดอร่อยหวานมัน
จนพอเพียงที่จะเรียกเสียงหัวเราะอย่างไม่ยัดเยียด แล้วร้องไห้ โศกสลด
ซาบซึ้ง ประทับใจ อย่างเจ็บ ๆ คัน ๆ ไปกับหนังแบบดูแล้ว ยากจะรับรู้ไว้ด้วยอารมณ์วางเฉย
อันเป็นคำที่ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ เขียนไว้ในช่วงท้ายคำนำของท่านในหนังสือ
การดู
“สนิมสร้อย” ให้สนุก จึงอยู่ที่อย่าคาดหวังไว้ล่วงหน้าว่าจะเป็นหนังที่ต้องมีฉากรักอย่างหวาดเสียว
เพราะคงไม่มีให้เห็นอย่างนั้น แต่จะพบกับความจริงหลายเสี้ยวที่เกิดในห้องนอนพี่สมร
ห้องนอนก้าน ม.ด. ห้องนอนป๋าพร และบนพรมผักบุ้งริมหาดใต้แสงดาวที่ฉายให้เห็นอารมณ์ลึก
ๆ ของผู้หญิงไทยที่ถูกสอนให้ต้องซ่อนอารมณ์โดยไม่ส่งเสียงร้องคล้ายถูกเชือดเหมือนผู้หญิงโลกตะวันตกขณะร่วมรัก
ไม่มีการนวดมือให้นิ่มนวล ถูต้นขาและขัดขี้ไคลด้วยหินเนื้อละเอียดจากอิตาลีในห้องน้ำ
ไม่มีกลิ่นมะพร้าวเพิ่งคั้นจากผิวคล้ำของสิรีเวลาใกล้เธอ ฯลฯ ซึ่งเหมาะสำหรับให้แต่ละคนไปสร้างจินตนาการเอาเองในความรู้สึกจากหนังสือโดยลำพัง
กรุณาอย่าพลาดดูต้นเรื่อง
เพราะจะบอกที่มาของพี่สมร-เจ้าสำนัก ที่มาของก้าน ม.ด. ทำให้รู้ว่า
ทำไมพี่สมรจึงเป็นอย่างนั้น? และทำไมก้านจึงศรัทธาเทิดทูนเจ้าสำนักอย่างที่ในหนังสือพรรณนาไว้ว่า
…ทุกครั้งที่สบตากับพี่สมร ข้าพเจ้าจะรู้สึกเหมือนหมาเห็นเจ้าของ ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับก้าน
ม.ด.
ช่วงต้นหนังอาจจะเดินเรื่องช้าไปบ้าง
เพราะจำเป็นต้องปูที่มาของหลาย ๆ ชีวิตของหนัง หลังจากนั้นเรื่องราวจะเข้มข้นขึ้นเรื่อย
ๆ จนกระทั่งรุนแรงแสบลิ้นสุด ๆ ก่อนฉากสุดท้าย และปลอบประโลมเล็กน้อยในบั่นปลายเพื่อให้คนดูไม่เดินออกจากโรงฉายด้วยอารมณ์ที่หดหู่เกินไป
หากแต่ยังเห็นถึงน้ำใจของความเป็นคนเหมือนเราท่านในสังคมบนโลกใบน้อยนี้
“สนิมสร้อย”
เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่อยู่ในเงื่อนไขว่า หากรู้เรื่องราวล่วงหน้าแล้วจะกร่อยเมื่อดูหนัง
ตรงกันข้าม ยิ่งรู้เรื่องละเอียดมาก ยิ่งดูหนังได้สนุก เพราะความสนุกของมันจะอยู่ที่รายละเอียดของสิ่งที่มีอยู่ในหนัง
อยู่ที่คำพูด อยู่ที่การดิ้นรนต่อสู้แสวงหา และอยู่ที่การถ่ายทอดอารมณ์ของนักแสดงที่เสียสละเข้ามาเป็นโสเภณี
เป็นนักเที่ยว และดารารับเชิญรุ่นใหญ่รุ่นกลางรุ่นปัจจุบันจนเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่มีผู้รับบทมากที่สุดแบบผู้อำนวยการสร้างร้องแทบตกเก้าอี้
เมื่อเห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายผู้แสดง
สำหรับผู้สนใจที่อยากจะอ่านเรื่องของ
“สนิมสร้อย” ในรูปของวรรณกรรม ก็หาอ่านได้จากหนังสือในชื่อเดียวกัน
ซึ่งจัดพิมพ์เป็นครั้งที่ 7 แล้วโดย แพรวสำนักพิมพ์ และกำลังจะพิมพ์เป็นครั้งที่
8 หรือจะอ่านบทภาพยนตร์ทั้งเรื่องก่อนจากหนังสือ “บทภาพยนตร์และแนวทางการสร้าง
สนิมสร้อย” ที่แมกกาซีน แฟนหนังไทย จัดพิมพ์ขึ้น หรือจะอ่าน “เพื่อนชมภาพยนตร์สร้างจากวรรณกรรมอื้อฉาวกว่า
4 ทศวรรษ – สนิมสร้อย” ซึ่งขณะเขียนบทความนี้ เพิ่งออกจากแท่นพิมพ์ของ
สำนักพิมพ์มติชน ด้วยจำนวนพิมพ์เพียง 2000 เล่ม เพราะมีเวลาวางขายแค่
3 อาทิตย์ก่อนหนังเข้า ทั้งนี้ด้วยความเคารพรักใน พญาอินทรี ‘รงค์
วงษ์สวรรค์ ผู้เขียน และความศรัทธาในวรรณกรรมที่เป็นเสมือนบันทึกโลกและชีวิตของโสเภณีเล่มนี้ได้อย่างลุ่มลึกอย่างที่ยังไม่มีนวนิยายเรื่องไหนจะอ่านให้สนุกได้เหมือนอย่างวรรณกรรมเล่มนี้
มาดูผู้หญิงที่ในชีวิตจริงเป็นถึง
มิสไทยแลนด์เวิรลด์ เป็นนักเรียนนอก มีครอบครัวที่สวยงาม บางคนกำลังเรียนปริญญาโท
บางคนเป็นเจ้าของธุรกิจเล็ก ๆ ที่กำลังโตวันโตคืน แต่กลับทุ่มเทเวลาให้กับหนังเรื่องนี้
โดยมารับบทเป็นโสเภณี และเป็นโสเภณีที่เนียนจนหลายอย่างในบ้านพี่สมร
สามารถเย้ยหยันหลาย ๆ ครอบครัวชุมชนในสังคมทุกวันนี้ที่ความแตกแยกห่างเหินกำลังระบาดอย่างน่ากลัว
แต่ผู้หญิงในบ้านพี่สมรที่มาตกอยู่ในสภาพหัวอกเดียวกันของสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่
แม้จะทะเลาะขัดแย้งกันบ้าง แต่จะสังเกตเห็นได้ว่า เขารักใคร่กันอย่างน่าอิจฉาสวยงาม
หนังเรื่องนี้คงไม่มีใครปัญญานิ่มจนถึงกับแปลความว่าเป็นการส่งเสริมให้คนอยากเป็นโสเภณี
หากแต่แสดงให้เห็นชัดว่า ผู้หญิงจำนวนหนึ่งถูกบีบคั้นให้ต้องเอาตัวรอดด้วยวิถีชีวิตนี้อย่างไม่มีทางเลือก
สาเหตุมาจากไหน? ใครทำ? คือสิ่งที่ผู้ชมต้องหาคำตอบกันเอาเองจากหนังเรื่องนี้ที่
…สร้างขึ้นมาให้ชมกันอย่างสวนกระแส โดยลึก ๆ ไม่ปฏิเสธว่าหนังอาจจะไม่ทำเงิน
แต่มันมีเนื้อหาคุณค่าจนไม่อาจจะทิ้งโครงการ แม้ช้าไปบ้างแต่ก็คงไม่สายเกินไป
เพราะวิถีชีวิตของคนจำนวนมากทั้งหญิงชายในสังคมทุกวันนี้ ท่ามกลางอิทธิพลทางวัตถุนิยมกับเทคโนโลยีที่ก้าวไกล
แต่ความเหงาในหัวใจ ยังคงแทะกินอยู่อย่างหฤโหดเงียบ ๆ ซึ่งล้วนโหยหาความรักและแรงอยากที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต
หรือจะแตกต่างกันแค่ไหนเป็นเรื่องของแต่ละปัจเจกชนจะสัมผัสรู้จากอารมณ์เร้นลับของตนเอง
จึงมั่นใจว่า “สนิมสร้อย” ที่ใช้เงินบาททุ่มสร้างหนังเรื่องนี้ไปราว
30 ล้าน จะไม่เป็นเพียงหนังไทยอีกเรื่องหนึ่งเท่านั้น หากแต่จะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของสังคมไทยทางเพศในช่วงหนึ่งที่กล้าจะประกาศให้โลกรู้อย่างไม่อายที่จะเผยถึงความเป็นจริง
ของคนเรา เพราะเชื่อว่า ไม่ว่าเผ่าพันธ์ไหนชาติไหนศาสนาใด หากยังเป็นคนเป็นมนุษย์แล้วไซร้
ย่อมล้วนมีพฤติกรรมอย่างในหนังเหมือนกันหมด ดั่งที่มีข้อความตอนหนึ่งในหนังสือได้บรรยายไว้ว่า
“…เวลาคนเรามันจะ นั่น น่ะ ลองเอากระจกมาส่องดูเถอะ เหมือนกันทุกคนไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย”
อย่าพลาดที่จะไปดูหนังเรื่องนี้นะครับ
และไม่ต้องตั้งความหวังไว้ล่วงหน้าว่าหนังดีไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ แต่คุณจะไม่เสียดายเวลาไม่เสียดายค่าบัตรผ่านประตูอย่างแน่นอน
เพราะถ้ามันไร้สาระ ผมคงไม่บ้าเสียเวลาทำงานให้กับหนังเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องรวมเวลาแล้วเกือบ
2 ปีเต็ม ๆ โดยไม่ได้ใส่ใจกับค่าเหนื่อยเงินทองที่แม้แต่ค่าตัวผู้กำกับฯ
ยังต้องเจียดไปแบ่งปันให้กับทีมงานและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่บานโตขึ้นมาอันเนื่องมาจากอุปสรรคมากมาย
เพียงเพื่อพยายามให้หนังเนียน สวย สนุก เจ็บ คัน แม้ว่าจะทำไม่ได้อย่างที่ต้องการทั้งหมด
แต่ก็เชื่อมั่นว่าจะไม่ทำลายคุณค่าของวรรณกรรมอันเป็นผลงานสุดหวงของ
ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2538 คือพี่ปุ๊ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์
และ ศิลปินแห่งชาติ อีกท่านหนึ่งใน สาขาการแสดง ปี พ.ศ. 2536 ที่ให้เกียรติเป็นที่ปรึกษาผม
ครู ชาลี อินทรวิจิตร ที่ไม่ต้องเหนื่อยสำหรับจะต่อว่าผมจนเกินกว่าความจำเป็น
รวมทั้งผู้ชมทุกท่านทุกเพศทุกวัยที่จะเข้าไปชม “สนิมสร้อย” ในโรงหนัง
ด้วยความขอบพระคุณอย่างสูงยิ่ง/.
จรูญ วรรธนะสิน
|