ใต้ถุนป่าคอนกรีท >> คำนำพิมพ์ครั้งที่ 1ในใต้ถุนป่าคอนกรีทขบวน 1
ขบวน 1 ขบวน 2 ขบวน 3

 

ความรีบร้อนมันปัดมือข้าพเจ้าหล่นจากหิ้งหนังสือ ข้าพเจ้าในบางนาทีใคร่เหลือเกินจะเฉือนวิญญาณออกเป็นสอง แล้วถอดจากร่างเดินไปหยุดยืนที่บานหน้าต่างริมเงากระถิน ให้ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คนที่สอง มันหันมองชายหน้าเศร้าและเกรียม ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คนที่หนึ่ง ด้วยในตาพิศวง ยิ้มเหน็ดหน่ายระคนเย้ยหยัน และทั้งละอายด้วยความรู้สึกของแดดละอายโนมเนื้อเปลือยของหญิงผู้กอดก่ายขาบนความว่างเปล่า-ในหัวใจหล่อน... ข้าพเจ้าน่าจะพิศวงบ้างมิใช่หรือกับหนังสือที่เขียนโดย ’รงค์ วงษ์สวรรค์ วางอยู่บนหึ้งนั้น หนาวผู้หญิง บางลำพูสแควร์ สนิมสร้อย สนิมกรุงเทพฯ ไฟอาย คืนรัก และฯ ข้าพเจ้าเขียนออกมาได้อย่างไรในช่วงเวลานานกว่าสิบปีนั้น และจนถึงนาทีนี้ ใต้ถุนป่าคอนกรีท ข้าพเจ้าหาใช่ผู้จัดเจนกับชีวิตทั้งในด้านที่เป็นสีดำและด้านที่เป็นสีทอง หากตระหนักอยู่เสมอมาว่าเป็นผู้ใช้ชีวิตให้สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ตามสายตาของผู้คนจำนวนมากที่ทนุถนอมชีวิตของเขา แต่ข้าพเจ้าโขลกมัน ด่าทอมัน และให้ชมมนบ้างในบางวาระที่มันเพียรประกอบคุณความดีและปลอบโยนมันบ้างถ้ามันพยศและผิดหวังมันเป็นชีวิตของข้าพเจ้า มิได้แฝงใครมาเกิด แม้การเกิดมันไม่ใช่เจตนาของข้าพเจ้าก็ตามที หากภาระของการครองชีวิต จนกว่าจะถึงนาทีที่ยมบาลอนุญาตให้นอนชมดอกไม้บนหลุมฝังศพของตัวเองอย่างมีเกียรติหรืออัปรยศนั้น มันเป็นอุบัติการณ์ที่ข้าพเจ้าจะหลีกเลี่ยงไม่พ้น
          ข้าพเจ้าเป็นคนว้าเหว่ และเพราะรู้ว่าเป็นคนอย่างนั้นจึงพยายามซ่อนมันไว้ในที่ต่างๆกัน บางครั้งโยนไว้ในแก้วเหล้า บางครั้งกลืนมันไว้กับถ้อยคารมชวนหัวระหว่างผองเพื่อน ซึ่งมีไม่มากนักที่ข้าพเจ้ารักเขาและเขารักข้าพเจ้าแท้จริง บางครั้งยัดมันไว้ในกางเกงและเกือกสีสันฉูดฉาด และบ่อยครั้งการประพฤติตนนอกกฎเกณฑ์โหดร้ายของสังคมมันก็ช่วยบรรเทาว้าเหว่ได้บ้างเหมือนกัน....แม้แต่ในบางอารมณ์ข้าพเจ้าขังมันไว้ท้ายชื่อ ขังมันไว้ในวงเล็บ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) ก็เพราะเคียดแค้นในพิษสงของมัน- ความว้าเหว่ การเขียนเชิงพรรณนาก่อนถึงบทแรกในหนังสือทุกเรื่อง เป็นความดิ้นรนอีกวิถีให้พ้นสภาพโรยเฉาในจิตใจของตน ถ้าผู้อ่านให้ความกรุณาอ่าน นั้นย่อมได้กุศลอย่างแรง เพราะข้าพเจ้าจะได้ความสุขมาแทนช่องว่างของความว้าเหว่ หลังจากได้เขียนหนังสือในลักษณะที่อาจจะเรียกว่าเป็น คำนำ
ขูดออกมาจากความจำ เคยอ่านถ้อยคารมของทรูแมน คาโพท ให้สัมภาษณ์ผู้สัมภาษณ์จากนิตยสาร เพลย์บอย ว่าเขาเคยมีความรู้สึกเป็นคนแปลกหน้ากับหนังสือที่เขาเขียนออกมาเอง หนังสือเรื่องนั้นชื่อ Other Voices, Other Rooms, ความรู้สึกนั้นรุนแรงถึงขั้นหวาดกลัว และไม่อาจหยิบมาอ่านซ้ำได้อีก....มันทรมาณ
(ทรูแมน คาโพท ผู้เขียนเรื่อง Breakfast at Tiffany’s เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ เป็นนักเขียนอเมริกันผู้ได้รับความสำเร็จโอฬาร แต่คราวหนุ่มจนถึงปัจจุบัน หนังสือเรื่องหลังของเขา In Cold Blood ถือได้ว่ามีคุณค่าสูงกับการอ่าน เป็นหนังสือขายดีอย่างบ้าคลั่ง ทั้งในรูปปกแข็ง (๘๐๐,๐๐๐๐ เล่ม) และปกอ่อน (๒,๕๐๐,๐๐๐ เล่ม)
เฉพาะที่วางขายในสหรัฐฯ ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศยี่สิบห้าภาษา และ ทรูแมน คาโพท ได้รับเงินค่าลิขสิทธิ์มากกว่าสามล้านเหรียญ เป็นบำเน็จของงานเขียนอย่างคร่ำเคร่ง และสุจริตของตน เดือนพฤศจิกายน พ.ค.2509 เขาสมโภชหนังสือเล่มนั้นด้วยงานเต้นรำสวมหน้ากาก นอกจากเพื่อนนักเขียนที่มักคุ้น เขาเชิญคนสำคัญในวงการต่างๆของสังคมหลายร้อยคน อาทิ โร้ส เคนเนดี้ เจ้าหญิง ลี แรดซิวิลล์ ลินดา เบอร์ด จอห์นสัน นายและนาง เฮนรี่ ฝอร์ด ที่สอง พร้อมพรั่งขุนนาง และเจ้านายในราชตระกูลทางยุโรปอีกมากหน้า... In Cold Blood เล่มนั้นเขาเขียนจากการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นจริงในรูปของนวนิยายประหลาด ผู้ทรงอิทธิพลในวงการหนังสือยกย่องว่าเป็นการประดิษฐ์แนวทางเขียน ทำนองใหม่ เรียกว่า nonfiction novel ทั้งสมควรให้เกียรติผู้เขียนเป็นอันดับแรก แต่ให้หนังสือที่เขียนเป็นอันดับรอง นั้นเป็นปรากฎการณ์ที่ดูเหมือนจะไม่เคยมีมาก่อนในอดีตศตวรรษ)
Other Voices, Other Room - สาระที่นำมาถกเถียงกันถึงความรู้สึกหวาดกลัวต่อตัวหนังสือของตน นั้นไม่ใช่สิ่งแปลก นักเขียนทุกภาษา (หลายคน) ต่างได้เคยมีความรู้สึกนั้นเช่นเดียวกัน ทรูแมน คาโพท สารภาพว่าเขาไม่กล้าเผชิญกับความจริงในหนังสือเล่มนั้น เพราะทั้งหมดทั้งสิ้นมันเป็นชีวิตของเขา และปัญหาทางจิตใจของเขาโดยตลอด แม้ว่าแต่ความคิดของตัวละครที่เขาวาดนิสัยขึ้นไว้ มันก็เป็นความคิดของเขาเหมือนกัน เขาเพียงวานตัวละครเหล่านั้นพูดและประพฤติ.... ตัวละครผู้หนึ่งเป็นเด็กชายผู้ตามหาพ่อ แล้วได้พบชายง่อยและเป็นใบ้ นั้นมันก็เป็นความเพียรของเขาและความคิดถึงพ่อของเขา ทรูแมน คาโพท ในชีวิตจริงได้เคยพบพ่อบ้างแต่การห่างเหิน (จากการหย่าร้างและเติบโตในอุปถัมภ์ของญาติ) ทำให้เขาไม่อาจสนิทสนมกับพ่อได้อย่างที่เขาหวัง เขาไม่อาจรักพ่อได้เหมือนที่เขาอยากรัก มันมีม่านทึบคลี่ขวางไว้ ดังนั้นพ่อในเรื่องที่เขาเขียน จึงจำเป็นต้องเป็นง่อยและเป็นใบ้ ความรู้สึกที่ถั่งท้นอยู่เบื้องในกายของเขาอลหม่าน ทั้งมันค่อนข้างน่ากลัว เหมือนที่เขาเคยรู้สึกกลัวแต่เวลาต่อมานานความรู้สึกนั้นเปลี่ยน (ข้าพเจ้าคิดว่า) เขาเป็นคนเก่งบัดซบ ที่สามารถสลัดความขมขื่นออกห่างกายและใจ ทรูแมน คาโพท พูดกับผู้สัมภาษณ์จากนิตยสาร เพลย์บอย อย่างองอาจ ว่าเขา(ที่แท้จริงนั้น) เป็นทั้งเด็กผู้หลงอยู่บนทางของความเปลี่ยว และเป็นทั้งชายชราผู้มีลมหายใจซึ่งปราศจากชีวิต...
แต่ข้าพเจ้าเป็นชายผู้ไขว่แขนอยู่ในปลักของความขลาดและเขลา เป็นเพียงนักเขียนผู้ซึ่งผลักตัวเองหล่นลงในกระแสเชี่ยวของอดีตและปัจจุบัน เป็นคนชอบกินข้าวราดแกงเนื้อแต่ไม่ปฎิเสธไวน์ขาวกับหอยอีรม กินเหล้าโรงและไม่ดูถูกตัวเองถ้าอยากกินมาร์ทีนี่ รู้กลิ่นหอมของมะลิแต่บางครั้งขยี้กลีบกุหลาบ ข้าพเจ้ามีความรักในตัวเอง และรักในผู้อื่นแต่ยังค้นหาความรักแท้จริงไม่พบ เป็นคนดิบเพียงนั้น แล้วทำไมข้าพเจ้าจะไม่พิศวงว่าตัวเองเป็นใคร? กำลังทำอะไร? คิดว่าผู้อ่านอาจจะรู้ได้ถ่องแท้กว่าว่าตัวตนจริงของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ มันเป็นใคร? มันกำลังทำอะไร? และมันเขียนอะไร?
แซน แฟรนซิสโก การไปถึงที่นั่นใน พ.ค. ๒๕๐๖ นั่นไม่ใช่เจตนาเพื่อจะเขียน ใต้ถุนป่าคอนกรีท แต่หลังจากอยู่ที่นั่นนานจนจำกลิ่นของมันได้แม่นยำ ข้าพเจ้ามีความรู้สึกละอายถ้าจะไม่เขียนหรือ- จะไม่พยายามตอบคำถามมากมายที่เบียดบดอยู่ในหัวใจ และที่หล่นจากริมฝีปากของผู้อื่น
ขออนุญาตทึกทักว่าผู้อ่านใคร่รู้คำถามเหล่านั้น และข้าพเจ้าจะวาน ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คนที่สอง ซึ่งอาจจะดีหรือเลวกว่า ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คนที่หนึ่ง เป็นผู้ตอบแทน
“ ลูกสาวอายุสิบเจ็ดของผมร่ำร้องจะไปอเมริกา คุณคิดว่าประเทศนี้มันจะปลอดภัยกับอนาคตของผู้หญิงไหม?”
“ มันก็แล้วแต่คุณจะให้ลูกสาวปกครองตัวเอง หรือจะให้อยู่ในความปกครองของผู้ใหญ่ที่คุณไว้วางใจ และเชื่อถือในธรรมจริยาของเขา”
“จริงไหมคุณ ? เห็นพูดกันว่าพอมีผู้หญิงใหม่ไปถึง นักเรียนผู้ชายจะวิ่งกันเกรียว”
“ยิ่งกว่าจริง...แต่มันเป็นธรรมดาของคนพลัดบ้านจะรู้สึกว้าเหว่ และผู้ชายในอเมริกาดูเหมือนจะมากกว่าผู้หญิง คนอยู่ในวัยหนุ่มสาวก็อยากมีความรัก”
“ก็เห็นพูดกันอีกละว่า นักเรียนหญิงกับนักเรียนชายบางคนเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน”
“เขาแต่งงานกันแล้วนี่ครับ”
“แต่บางคู่ยัง...”
“คนเหงา...คุณไม่เห็นใจบ้างหรือ ยาคุมกำเนิดมีขายตามดรักสตอร์ทุกแห่ง มันถูกกว่าต่างคนต่างอยู่นะคุณ ค่าเช่าบ้านเมืองอเมริกามันแพง”
“ผมอยากซื้อรถยนตร์ให้ลูกชาย มันว่ามันจำเป็นต้องมี แต่ผมกลัวว่ามันจะขับไปรับผู้หญิงกับไปลานโบว์ลิ่งเท่านั้น ?”
“รถยนตร์จำเป็นเหลือเกินสำหรับที่นั่น ไม่มีรถยนตร์ก็เหมือนไม่มีตีน”
“มันจะไถลไม่ไปโรงเรียนน่ะซิ อยู่กรุงเทพฯ มันก็ขี้เกียจชิบห...?”
“อเมริกาไม่ทำให้ใครขยันได้แน่นอน”
“เขาว่า...ในบางเมืองนักเรียนหางานทำง่ายและรายได้ดี จนบางคนถึงกับไม่ต้องรบกวนเงินทางบ้าน?”
“และบางคนก็หลงเงินและลืมไปโรงเรียนมีเหมือนกัน”
“ผู้หญิงบางคนลงทุน เดินทางไปจับผัวรวย จริงไหมคุณ?”
“มี”
“พูดกันอย่างไม่เกรงใจ เขาว่า...นักเรียนไทยในอเมริกาหลงใหลกับความสนุกสนานกันยิ่งกว่าในประเทศอื่น”
“ไม่จริง! เพื่อนผมบางคนกำลังทำปริญญาเอกควบถึงสองแขนงวิชา บางคนได้ปริญญาโท ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบสาม และหลายคนเรียนหนังสื อเก่งกว่าคนอเมริกา ทั้งมีอุดมคติสูง ที่จะกลับมาทำประโยชน์ให้บ้านเมืองของเรา”
“แต่คุณยอมรับใช่ไหมว่าเท่าที่เคยเห็นมาบางคนไม่เรียน?”
“ก็มีไม่น้อย”
“และหลายคนใช้ชีวิตอย่างไม่มีปลายทางอันแน่นอน?”
“ผู้ใหญ่หัวหงอกหลายคนก็ไม่มีนี่หว่า”
“พูดกันถึงคนในวัยเรียน หากมีอันเป็นไปในทางร้ายอย่างนั้น คุณคิดว่ามันเป็นความผิดของใคร?”
“ความผิดของพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกไม่ดี และอบรมลูกไม่เป็น... ความผิดของเศรษฐีบางคนที่เห็นลูกเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ไม่ได้ก็เสือกไสให้ไปเป็นเสเพลบอยในอเมริกา ให้มันห่างหูห่างตา...ความผิดของคนบางคนที่รีบร้อนหาเงินอย่างไม่สุจริตจนไม่มีเวลาสอนให้ลูกรู้จักค่าของเงิน ค่าของความเป็นคน และมันก็ช่วยไม่ได้ถ้าลูกมันจะล้างผลาญ...และเป็นความผิดของ...
“แต่บางคนเขาคิดว่าลูกจะผลาญเท่าไรมันก็ผลาญไม่หมด?”
“ผมภาวนาของให้คนพรรค์นั้นสูญพันธุ์”
“เอาอย่างนี้...คุณก็ได้พบเห็นชีวิตนักเรียนไทยในอเมริกามากพอสมควร ทั้งที่ดีที่เลว ถ้าคุณมีลูก คุณจะส่งมันไปอเมริกาไหม?”
“ถ้าผมมีเงินเพียงพอและมันอยากไป ผมก็ต้องให้ไปน่ะซิ”
“แล้วถ้ามันขี้เกียจบัดซบ มันทำลายชื่อเสียงของวงค์สกุล มันประพฤติเลวยิ่งกว่าลูกคนอื่น คุณจะทำอย่างไร?”
“ผมจะทำอย่างไร...ก็นั่งร้องไห้ แล้วคิดว่าเป็นกรรมของมันและกรรมของผม พอมันกลับกรุงเทพฯ ผมจะยกมือไหว้มัน และยื่นก้นให้มันเตะสั่งสอน”
ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ
ใต้ถุนป่าคอนกรีท คงจะไม่ใช่ นวนิยายมีคุณค่ามากนัก งานเขียนเรื่องนี้ของข้าพเจ้าน่าจะเป็นสารคดีเชิงบันทึกมากกว่า- ตามลักษณะหรือตามที่ควร แต่ก็ไม่ใช่ทั้งบันทึกและสารคดีเพราะ เอื้อน ขจี พยุง ตระวัน ปราง มลิน รเวียง คะนึง ปานนภ วที คำจร เปรียง และใครอื่นอีกที่เดินอยู่บนบันทัดหนังสือเป็นเพียงตัวละครเท่านั้น ข้าพเจ้าในนาทีนี้ยังไม่มีความพยายามเพียงพอจะทำงานสารคดี ว่าด้วยนักเรียนไทย (และคนไทย) ในสหรัฐฯ การจะทำเช่นนั้นต้องใช้เวลามากเกินกว่าที่มีอยู่ ข้าพเจ้าจะต้องพบใครอีกหลายคนหลายตำแหน่ง เพื่อรู้สถิติการเรียน การเงิน และแม้จำนวนคน ซึ่งเดินทางออกจากกรุงเทพฯเหลือเฟือกว่าในศตวรรษก่อน ข้าพเจ้าควรจะได้ตัวเลขว่าคนเหล่านั้นใช้เงินดอลล่าร์ (ซึ่งดูเหมือนเราต้องสงวนไว้เพื่อเศรษฐกิจของชาติ) กันสิ้นเปลืองเพียงไหน เพื่อเขาจะซื้อวิชาความรู้มายังความเจริญให้ประเทศของเรา หรือเพื่อเขาจะซื้อรถยนตร์แพงบรรลัยขับเที่ยวเล่น หรือเพื่อประเทศไทยจะมีนักเต้นรำตีนผีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน...และยังปัญหาอื่นอีกอาทิ การไหลบ่าของนักเผชิญโชคเข้าสหรัฐฯในนามของนักเรียน นั้นก็น่าใคร่ครวญเหมือนกัน ถ้าหาก ใต้ถุนป่าคอนกรีท ซึ่งเป็นเพียงนวนิยายจากความรู้สึกมีสาระหรือบันเทิงหรือสลดใจบ้างสำหรับผู้อ่าน และทั้งจะไม่เป็นการรบกวนเวลาของผู้อ่านมากนัก ข้าพเจ้ายังมีตัวละคร (จากความรู้สึก) อีกหลากหลายที่พร้อมจะให้เขียนถึงในวาระอื่น
ขูดออกมาจากความทรงจำอีกเหมือนกัน ข้าพเจ้าเคยเขียนไว้เป็นแน่นอนว่าถ้าไม่มีผู้อ่านจะไม่มี ’รงค์ วงษ์สวรรค์ บนถนนหนังสือ นาฑีนี้ของ พ.ศ.๒๕๑๑ ถ้าไม่มีผู้อ่าน ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่มีลมหายใจ

สำนักงานหนังสือพิมพ์ สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์
อาคาร ๖ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ
๒๐ พฤษภาคม ๒๕๑๑



 

^ TOP
Contact us : info@tuneingarden.com
Tune in Garden.com 2003-2006 All rights reserved. Create and powered by Tune-in People
:: ต้องการเสนอแนะ,ให้ข้อมูล,แจ้งแก้ไขข้อมูล,ข้อผิดพลาด,ลิงค์เสีย หรือต้องการนำเสนอบทความ,ค้นคว้า,ข้อมูลต่างๆ ที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดความถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด นั้นถือเป็นเกียรติแก่ทีมงานของเราทุกคนอย่างสูงยิ่ง
โปรดติดต่อเราโดยตรงได้ที่ info@tuneingarden.com ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้
สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามมิให้ลอกเลียน ทำซ้ำ เผยแพร่ หรืออย่างหนึ่งอย่างใดในเว็บไซต์นี้โดยมิได้รับอนุญาต