| หมึกบางหยด และลมหายใจบางเยือกของนิราศดิบ
ถ้าชีวิตคนเราจะต้องมี
โบสถ์ ตะราง บาร์เหล้า สำนักโสเภณีและบ่อนพนัน บันทัดแรกของสารคดีนี้จะบกพร่องแน่นอน
ตกหล่นอะไรหรือ? ลบคำถามทิ้งได้เพราะคำตอบมันห้อยหมิ่นอยู่บนปลายความคิดแล้ว
ข้าพเจ้าพร้อมจะโยนมันลงบนหน้ากระดาษทันทีให้ประโยคนั้นเต็มความหมายยิ่งขึ้น
และโรงจำนำ โรงจำนำและโรงจำนำ ช่างฝังพริ้งหูราวกับเมื่อเราพูดกันถึง
ดอกไม้ กวี หรือริมฝีปากที่แย้มรับจูบจริงที่บางคนจะยักไหล่ และยิ้ม
น่าเตะที่สุด เพราะชีวิตเขาไม่ต้องการมัน แต่อีกหลายคนจะรู้สึกคลื่นเหียนแม้กระทั่งลมหายใจของตัวเอง
ถ้าไม่มีถนนทอดไปสู่โรงจำนำ ข้าพเจ้าเคยเห็นคนที่ตะโกนด่าตั้งแต่เมฆลงมาจนถึงรองเท้าคู่เก่า
ที่สวมเพราะประตูโรงจำนำปิดก่อนไปถึงเพียงนาทีเดียว ชายอายุเริ่มต้นสามสิบ
โทโสร้ายเหมือนหมาบ้า ผู้นั้นคือคนเดียวกับที่กำลังพยายามเขียนสารคดีบดนี้
ยิ้มของคนที่เดินเข้าโรงจำนำมักเศร้า
เหมือนกันไม่ว่าที่นางเลิ้ง กรุงเทพฯ หรือย่านเธอร์ดสตรีท แซนแฟรนซิสโก
ที่นี้มีโรงจำนำไม่น้อยกว่าสี่สิบแห่งวางเด่นอยู่ริมถนนสายต่าง ๆ ของนคร
พร้อมจะหยิบยื่นความอบอุ่นให้กระเป๋าที่ว่างเปล่าของผู้คน
"ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง?"
ชายที่ยืนอยู่หลังเคาวน์เต้อร์ทักถาม ประโยคเดียวที่คนอเมริกันใช้มากที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจเกือบทุกชนิด
ติดอยู่บนริมฝีปากคนขายไก่ย่างจนถึงนายธนาคาร หรือช่างซ่อมรองเท้า
เสมียนโรงจำนำเกือบทุกคนมักแต่งกายประณีต
มาดอ่อนโยนและฟุ่มเฟือย มียิ้มที่จะผลักไสความขวยเขินให้พลัน
"แหวนบัดซบวงนี้..."
คนส่งนมถามแล้วรูดมันออกจากนิ้ว "คิดว่าจะได้สักเท่าไหร่"
"คุณอยากได้เท่าไหร่?"
เขาหยั่งเชิงพลางยิ้มบนมุมปาก ขณะรับแหวนวงนั้นพิจารณาถี่ถ้วนก่อนวางลงบนจานเครื่องชั่งน้ำหนัก
เพื่อสอบราคาแท้จริงของมัน
"ยี่สิบ"
"ผมว่า...สิบดีกว่า"
แล้วเขาต่อรองตามราคาประเมินรวดเร็ว "ทองยี่สิบกะรัต เต็มราคาเท่านั้นครับ
เราให้คุณมากกว่านี้ไม่ได้"
เต็มราคาของเขา หมายถึง หนึ่งในสองของราคาแท้จริง
"ก็เห็นจะต้องเอา" คนส่งนมจำนนด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดอยู่ในกังวาน
"ห่..."
แล้วหลังจากตรวจสอบ สอบบัตรประจำตัว
แสดงรูปพรรณและถิ่นฐาน การออกใบรับ (จำนำ) จะเสร็จในไม่เกินสองนาที
บนแผ่นกระดาษขนาดกระทัดรัดพิมพ์สองสีแดงรวีซมม่วงและดำ แจ้งรายการสิ่งของ
ชื่อผู้จำนำและนายเงิน ราคาดอกเบี้ย ตลอดจนพันธะที่ผูกพันกันตามกฎหมาย
โดยละเอียด ที่จะไม่ลืมอีกอย่างตามชั้นเชิงพานิชย์ศิลปคือบันทัดล่างจากชื่อสำนักงาน
จะมีข้อความชักชวนไว้ทำนองว่า เราให้ราคาดีกว่าใครมาตั้งแต่ปี 1906
หรือ จำนำที่นี่ดีกว่าเพราะเราคือเพื่อนซื่อสัตย์ของทุกคน
เหตุผลขอการจำนำหรือต้องจำนำ เป็นสากลที่มีรายละเอียดแตกต่างกันตามความร้อนรน
ถ้าเศรษฐีเข้าถึงความสุขของเศรษฐีด้วยกัน นักจำนำย่อมเข้าใจในเพื่อนนักจำนำด้วยกันอย่างไม่ต้องสงสัย
ชายชราผู้นั้นนั่งอย่างว่าจะสลักก้นอยู่ใน บาร์ตั้งแต่ก่อนเที่ยง สวมแจ๊กเก้ตหนังดิบสีแดงฝาดและกางเกงผ้าฝ้ายมีรอยแตกตะเข็บ
เคราปกแก้มและคาง ผมสีเทาแซมเงินแตกรอยกระเซิง ใบหน้ายับยี่และในตาบอกความพ่ายแพ้แก่ชีวิต
สมบัติชิ้นสุดท้ายที่เขาบังเอิญเป็นเจ้าของ ถุย! ชีวิต เขาอยากถ่มมันกระเด็นไปตามฝอยน้ำลาย
แก้วที่วางอยู่ตรงหน้าว่าง
"เอามาอีทีซิ โจ" เขาบอกคนหลังบาร์ขณะเบี่ยงก้นจากสทูลลุกยืน
" แล้ววางไว้นั่น...เดี๋ยวกันกลับมา"
คนหลังบาร์ถูมือกับผ้ากันเปื้อนคาดเอวและพยักหน้าเป็นทีรับคำ
เดินเหินเช่มอยู่ในที่ทางขนาบระห่างหิ้งและคาวน์เตอร์ บนพื้นไม้ระแนงขัดร่องลายสี่เหลี่ยมวางทับบนพื้นที่เปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา
นักดื่มที่ยังมีเงินเหลือจะดื่มอีกจะมองเขาอย่างมองนักบุญและคนรับใช้ควบคู่กันในความรู้สึก
คนที่หมดสิ้นแล้วอยากจะก่นถึงปีศาจในนรก แต่เขาจะทำใจให้วางเฉยได้เหมือนคนหลังบาร์เกือบทุกคนที่รู้จักอารมณ์ของนักดื่ม
เขาจะยิ้มกับคนที่อยากให้เขายิ้มด้วย และเขาจะไม่ร้องไห้กับคนที่ร่ำรวยน้ำตา
งานการของคนหลังบาร์ตามย่านที่ผู้คนสวมรองเท้าคู่ละไม่ถึงยี่สิบเหรียญ
ไม่น่อิจฉานักเลย มักจะมองเห็นแต่ความเหี่ยวเฉาและความพยาบาทเอาฆาตกับชีวิต
รินวิสกี้พื้นเมืองชนิดถูกที่สุดและแรงที่สุด
วางรอไว้ให้ข้างถุงยาเส้นและแหนบไม้ขีด
"ไอ้มะนาวริยำของแกทำไมมันไม่เปรียว
หือม์" ชายชราอีกคน กลับจากปัสสาวะ ย่นคิ้วดกเป็นพงเหนือ ขอบตาครั้นมองเห็นที่นั่งเคียงว่างจึงถาม
"ลุกเทเน่นท์ ไปไหน?"
"ที่มุมถนน" คนหลังบาร์ตอบขณะมือเอื้อมหยิบมะนาวให้อีกเสี้ยว
"โรงจำนำ"
ก่อนน้ำแข็งทันละลาย ชายชราผมสีเทาแซมเงินกลับมา
เขาเดินซวนเล็กน้อยบนตีนที่ทุกคนลืมแล้วว่าทรหดตามเหตุผลบัดซบของสงคราม
แผงอกที่เคยตระหง่านและประดับเกียรติ์สมมุติห่อยู่ระหว่างไหล่คุ้ม
ไม่มีเหลืออีกแล้วสิ่งที่เขาเคยได้รับ ลุเทเน่นท์ ดื่ม และนั่งหันหลังให้กับสนิมอดีต
หากเรามีดนตรีแห่งการจำนำ ทำนองของมันคงจะผากเกรียมทุกประโยคและวลี
แม่บ้านที่ก้าวลงจากรถประจำทางคนนั้น ความระทบของหล่อนสำหรับวันนี้คือตู้เย็นที่เหลืออยู่แต่ความเย็นของมัน
หล่อนถึงต้องการเนื้อสติวสักสองปอนด์ ถั่ว ผัก นม และ-อื่นอีกที่หล่อนคิดว่าจะเจียดซื้อได้
"ขนมถ้วยนะหม่ามี๊" ลูกสาวอายุหกขวบร้องบอกจากอ้างล้างชามในครัวที่ใช้ล้างหน้าด้วย
"หิ้วไวน์มาสักครึ่งแกลลอน
ที่รัก"
หล่อนยิ้มเสียงสั่นตลอดเวลาจนถึงโรงจำนำ
ถ้าไม่มีเงินคนเราคือคู่ อริ ของความหิวที่ไม่มีอาวุธ
คุณพระช่วย! บังเอิญหล่อนค้นลิ้นพบสร้อยข้อมือสายนั้นควรจะทำราคาได้
ไม่น้อยกว่าสิบสองเหรียญ หล่อนสาบานว่าจะต่อรองให้ถึงที่สุด
นวนิยายที่จบลงบนบันทัดเดียวกัน ชายหนุ่มผู้นั้นสวมสูทเทาอ่อน ใบหน้าที่ควรจะโฆษณาขายน้ำหอมหลังโกนหนวดได้ของเขาบึ้งตึง
ริ้วรอยย่นพาดก่ายดุดัน ในตาเขียวอ่อนขอเขามาองไม่เห็นความโสภา
"ริยำ !" เขาก่นพรั่งออกจากลำคอและหันบอกเพื่อน
"มันบรรจงถีบกันถึงสะโพกครากทีเดียว กันเล่นบลูการ์ดีเนียไว้สองร้อย
ม้าสาวทางวิ่งดี ขนาดหกเฟอร์ลองไม่เคยพลาด สถิติหรู เทรนเน่อร์เยี่ยม
คนขี่มือชั้นแซ่ทองคำหนอย... กันไม่ได้เล่นเพลซประกันไว้เสียด้วย แล้วนังนี่เสือกเข้าที่สอง
ปล่อยให้ไอ้สัตว์แอ์ฝลังเช่เฉือนแค่จมูกตอนวิ่งทางตรง ไออัปปรีย์นั่นวิ่งเหมือนมีตั้งแปดตีน"
"ความตายเป็นผู้ขี่และนรกวิ่งตามหลัง"
เพื่อนของเขาสัพยอก
"นั่นแกพูดถึงอะไร ?"
"หล่นอยู่ในคัมภีร์บทไหนไม่รู้"
"ทุด! " ชายหนุ่มมองนาฬิกาเรือนทองฝั่งเพ็ชร
"เหวี่ยงไอ้นี้ไว้ก่อน ถ้าบ่ายนี้ไม่พลาดก็ได้หยิบเงินพนันกันบ้างละวะ"
แล้วเขาเดินข้ามถนนไปจำนำ
พบกันที่โรงจำนำ ช่างทาสีผู้นั้นจำนำแปรงไม่ได้แต่กล้องถ่ายรูปของเขาพอจะมีราคาอยู่เหมือนกัน
สาวสังคมจำนำเฟอร์ที่เพื่อนชายให้เป็นกำนัล แม้หม้าผู้เกลียดชังความหลังและความขัดสน
จำนำไลท์เต้อร์ฝั่งเพ็ชรที่สามีซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดครั้งเมื่อเขายังมีชีวิต
ผู้ดี-พยายามผดุงความเป็นผู้ดีด้วยการจำนำสมบัติทุกชิ้นของตระกูล นักล่าสัตว์จำนำปืนเพราะยังไม่ถึงฤดูเข่นฆ่า
วิศวกรจำนำไลด์รูล และนักดนตรีหิ้วซอเข้าโรงจำนำ
"นายวงตะเพิดผมออกจากงานเสียแล้ว"
มือของเขาสั่นพริ้วเพราะพิษสุรา "คุณจะให้สักเท่าไหร่น่ะ?"
"สี่สิบครับ" เสมียนประเมินราคาตอบ
"ไม่พอ... เท่านั้นไม่พอ"
เขาจะหมายถึงค่าเช่าห้องค้าชำระ หนี้ที่บาร์เหล้า และหนี้อื่นอีกสารเพ
เงินเท่านั้นไม่พอ เขาจึงถอดโอเว่อร์โค้ท เงินกับความหนาว ? หนักดนตรีผู้ไม่มีเสียงเพลงในหัวใจเลือกอย่างแรก
โรงจำนำ ถ้าข้าพเจ้าตะโกนบนหน้ากระดาษได้
จะตะโกนทันที
แบบอเมริกัน โรงจำนำไม่มีมู่ลี่ไม้ไผ่และเสียงร้องบอก-ไปพิมพ์มือล่าย
ธุรกิจนี้ดำเนินอยู่ในอาคารหรู ผนังฉาบสีเรียบขรึมไม่คุกคามความรู้สึก
การตกแต่งภายในประณีตเท่าเทียมกับสำนักงานนายหน้ารับจัดทำเกี่ยวกับ
อสังหาริมทรัพย์ หรือผู้แทนจำหน่ายของสายการบิน พนักงานต้อนรับอรชรเหมือนนางแบบ-ถ้าหล่อนเป็นผู้หญิง
เสมียน-เจ้าของ-ผู้ประเมิณราคา ซึ่งอาจจะเป็นคนเดียวกันหรือคนละคน
ขึ้นอยู่กับความเป็นปึกแผ่น สวมสูทระยับ และผูกประโยคนุ่มนวล ไหวพริบของเขาซ่อนอยู่เบื้องหลังถ่อมตน
เขาเป็นคนที่น่าสนทนาด้วย แม้ในวันที่เราไม่อยากจำนำ
"ลูกค้าของผมส่วนมาก..."
เจ้าของโรงจำนำอายุสามสิบเจ็ดผู้นั้นบอกคนหนังสือพิมพ์ "มักเงินขาดมือวันสองวันก่อนเพย์เดย์
แล้วก็จะเหี่ยงนาฬิกาหรือแหวนทิ้งไว้ในราคาห้าหรือสิบเหรียญ ตาสถิติของผม
แปดสิบถึงแปดสิบห้าเปอร์เซนท์กลับมาถ่ายคืน"
กังวานค่อนข้าเคร่งขรึม และมักไตร่ตรองก่อนพูด
แต่เขาก็ยินดีจะออกความเห็น ตามแบบนักธุรกิจผู้มีความกระตือรือล้น
เขาพยายามแจงให้เห็นว่าในช่วงเวลาผ่านมาไม่นานนักจนถึงปัจจุบัน ธุรกิจจำนำได้เปลี่ยนโฉมใหม่จากที่เคยเป็นมา
ผู้ดำเนินงานรุ่นใหม่เกือบทุกคนต้องการลบล้างคำครหาที่ว่า-โรงจำนำเป็นแหล่งมั่วสุมของขะโมย
และคนทุจริต หรือแสวงหากำไรบนเหลี่ยมคดโกง ประพฤติการมิชอบอย่างไรก็ตามเป็นเครื่องน่าละอายอย่างยิ่ง
"มันยากอยู่บ้างที่จะให้ผู้คนเลิกคิดอย่างนั้นสิ้นเชิง"
เขาหมายถึงภาพมัวหมองที่เขียนไว้บนหน้า ประวัติศาสตร์-คูหาสกปรกซุกอยู่ตามก้นตรอก
โดรยแสงไฟมัวซัว คนที่อยู่ในนั้นหยิบคมมาเชือดเฉือนกันอย่างทรหด ชิงไหวพริบกับกฎหมาย
และไม่ปฏิเสธของร้อนทุกชนิดจากคนสารพัดชนิด เขาเคาะดินสอกับพื้นคาวน์เต้อร์เป็นจังหวะขณะพูด
"เราไม่มีสิทธิ์จะละเมิดความคิดของใคร นอกจากจะพยายามพิศูจน์ให้เห็นและปรับปรุงอุดมคติของเราเท่านั้น
คุณเห็นแล้วไม่ใช่หรือ... เราดำเนินธุรกิจด้วยมือสะอาด และมีศิลธรรมมาถึงวันนี้กำไรไม่สำคัญเท่าความภาคภูมิ
ความเห็นแก่ได้ไม่มีราคามากกว่าความชื่อสัตย์ เรามีบัญชีของร้อนทุกชิ้นและเราติดต่อกับทางการตำรวจตลอดเวลา
ขะโมยหรือพวกรับซื้อของโจรจะตบตาเราไม่ได้เลย "
ประกายตาของชายอายุสามสิบเจ็ดผู้นั้นบึกบึนและคมอย่างเหยี่ยว
ยืนยันความเชื่อมั่นเท่ากับมีไหวพริบ เสื้อชั้นนอกสีดำเข้มกระดุมสองเม็ดทิ้งชาย
สั้นแบบภาคพื้นยุโรปช่วยให้ดูปราดเปรียว นิ้วมือชิดงามเปล่งสีชมภูเข้ม
และผิวละเอียดเหมือนว่าเคยสัมผัสแต่ธนบัตรเท่านั้น
จากการสนทนาทำให้หน้ากระดาษว่างของคนหนงสือพิมพ์ผู้นั้นมีข้อความเกี่ยวกับชีวิตส่วนตนของเขาว่า
- การศึกษาในมหาวิทยาลัยนานสองปี และไม่สำเร็จ แต่งงานแล้วมีบุตรสามคน
ครอบครัวราบรื่น วันพักผ่อนชอบเล่นก้อล์ฟ ขี่ม้าเที่ยวบนภูเขา และขี่จักรยานวันละยี่สิบนาทฑีหลังอาหารเย็น
เพื่อรักษาทรวดทรงให้เข้ารูป มีบ้านส่วนตัวอยู่ในย่านราคาแพงนอกเมือง
รายได้เฉลี่ยปีละหมื่นห้าพันถึงสองหมื่นเหรียญ ดำเนินชีวิตเช่นเดียวกับอเมริกันในแขนงอาชีพอื่น
เชาอ่านหนังสือและฝักใฝ่ในศาสนาด้วย
"คุณมีความรู้ในธุรกิจนี้ได้อย่างไร?"
คนหนังสือพิมพ์ถาม
"อะไรที่คุณหมายถึงนั่นมันก็ตกหล่นอยู่ในโรงจำนำ"
เขาตอบ "คุณคงเคยได้ยินชื่อ เบ็น กับ แบร์รี่ แล้วผมก็ยังมีลุงอีกคนชื่อ
โจเส็พ ตั้งโรงจำนำอยู่ที่ถนนเก้าสิบสาม ตระกูลของผมทำงานนี้เนื่องกันมาหลายชั่วคน
ผมเริ่มต้นหาความรู้ทันทีเมื่อคิดว่าจะสืบอาชีพ โรงจำนำคือมหาวิทยาลัยของผม"
เขายิ้มเห็นปลายฟัน "..เพราะไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งไหนสอนธุรกิจจำนำ
หรือคุณว่ามี? และ ... เพื่อให้เปรื่องกว่าที่เคยทำกันมาครั้งกระโน้น
ผมหาความรู้ทางจิตวิทยาด้วย ทั้งจากการอ่านและความสังเกตุ นี่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับงานที่คุณต้องพบผู้คน
คุณจะต้องเข้าใจความทุกข์และประเมินควมเมตตาไว้ในราคาเงินด้วย"
"คุณรับจำนำอะไรเป็นส่วนมาก?"
หรือคนอเมริกันจำนำอะไรกันเป็นส่วนมาก
"เครื่องเพชรนำอันดับแรกเสมอ"
คือคำตอบ "ถัดมาคือกล้องถ่ายรูป เครื่องบันทึกเสียงและปืน อันดับที่สามเครื่องดนตรี
อันดับสี่พิมพ์ดีดและโทรทัศน์ชนิดหิ้ว อันดับห้าทรานซิสเตอร์และวิทยุธรรมดา
ว่ากันที่จริงผมรับจำนำของทุกชนิดที่มีราคา ดูนั่นซิ.."
เขาผายมือให้คนหนังสือพิมพ์มองตามไปทางแผนกขาย
นี่คือลักษณะแตกต่างกันอีกอย่างของโรงจำนำที่กรุงเทพฯ กับ แซน แฟนซิสโก
คนที่เดินเข้าโรงจำนนไม่หมายถึงกานจำนำเท่านั้น อาจจะต้องการเบ็ดตกปลา
ประเป๋าเดินทาง แหวน หรือปืน ในราคาพอสมควร เพราะเป็นของใช้แล้ว
"ยืนอยู่ที่นี่ผมมองเห็นความรู้สึกสองอย่างของคนเรา..."
แล้วเขากลับมาสู่การสนทนาอีก "คนมีความทุกข์ และ.. คุณคงรู้ว่าใบหน้า
ของคนซื้อสิ่งที่ตนต้องการได้มีความสุขเพียงไร แล้วก็พลอยทำให้เรามีส่วนร่วมในความสุขของเขาด้วย
นี่เป็นส่วนดี.. เป็นส่วนที่ไม่โหดร้ายเกินไปนักในอาชีพของผม"
"น่าจะถือได้ หรือไม่ว่า อาชีพนี้ผูกพันกับความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์
และคุณช่วยบันเทา?"
"ผมไม่เคยยกย่องตัวเองถึงปานนั้น"
เขาส่ายหน้า "ว่ากันตามจริง ธุรกิจนี้คือการแสวงหากำไรเช่นเดียวกับคุณขายผงซักฟอกหรือขายกรมธรรม์ประกันชีวิต
ผมเพียงแต่ใช้เหตุผลและความบังควรค่อนข้างมาก อะไรก็ตามที่คุณเรียกว่าการเอาเปรียบ..
ผมจัดแจงให้มันอยู่ในขอบข่ายพอดีที่เราจะดำเนินธุรกิจนี้ได้เท่านั้น
ฉะนั้น.. คุณสมบัติที่จะได้รับการยกย่องจึงไม่น่าจะมี"
"คุณรู้จักความยากจน?"
"คนโง่ซิที่ไม่รู้จักความจน
แต่จะโง่ยิ่งกว่าถ้าไม่วิ่งหนีมัน" เขาวางดินสอที่ถือติดมือและมองรายรอบอย่างครุ่นคิดชั่วขณะก่อนพูด
"รู้จักดีทีเดีย และผมรู้ถึงความร้ายกาจของมัน จะเล่าให้ฟังไหมล่ะ..เมื่อวานมีนักเรียนมหาวิทยาลัยสองคนช่วยกันแบกเครื่องเล่นแผ่นเสียงชนิดมีโทรทัศน์รวมอยู่ด้วยมาหาผม
เขาต้องการเงินสักร้อยห้าสิบเหรียญเท่านั้น ส่วนที่ว่าเขาจะเอาไปถลุงตามไนท์คลับหรือจะเอาไปฉิบหายวายวอดในวงไพ่ยี่สิบเอ็ด
หรือไม่มีค่าเช่าห้อง นั่นไม่ใช่ธุระของผม.. จริงไหม ที่ผมเห็นและรู้สึกก็คือในตาของเขาทั้งสองคนมันช้ำชอกอย่างกับตาของคนที่ถูกความโชคร้ายมันถลุงจนยับเยิน
ไอ้ความที่เขาต้องการเงินมันเร่าอยู่ข้างในจนประทุออกมา ถ้าคุณเคยร้อนเงินถึงขนาดนั้นจะรู้ทันทีว่ามันสาหัสเพียงไหน
แล้วยังไง...เครื่องเล่นขนาดนั้นผมพอจะให้เขาได้ไม่น้อยกว่าสองร้อย
แต่ผมก็ให้เขาไม่ได้เลยแม้แต่เพ็นนีเดียว เพราะเขาไม่มีใบเสร็จรับเงินแสดงกรรมสิทธิ์มาแสดง
นั่นเราอาจจะทึกทักไปได้หลายอย่าง แต่ผมอ่านว่าเขาน่าจะยังผ่อนส่งไม่หมดมากกว่า
ผมถาม... และก็จริงเหมือนที่ผมคิด ผมจึงรับจำนำไว้ไม่ได้เพราะมันขัดกับกฏหมาย
ผมไม่สบายใจเลยที่ช่วยเหลือเขาไม่ได้ แม้มันจะเป็นความร้อนคนละอย่างกันที่มันเผาใจเขากับใจผม
มันก็คือความร้อน
หยุดนิ่งกันชั่วขณะแล้วคนหนังสือพิมพ์จึงถามขึ้นอีก
"คุณคุ้นเคยกับลูกค้าคนไหนเป็นพิเศษบ้างไหม?"
"มีอยู่คน ไมเกิ้ลผมหยอย...ผมเรียกเขายังงั้น
เส้นผมเขาหยิกละเอียด กอดกันแน่น ทั้งที่ไม่มีเลือกคนผิวสีอยู่ในตัวสักหยดเดียว
ไมเกิ้ลเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังขนาดหนัก เข้าโรงพยาบาลปีละหลายหน แต่พอหลุดออกมาได้ละก็...
เขาจะมาหาผมก่อนคนอื่น มีของราคาสองถึงสามร้อยมาจำนำเสมอ แล้วก็ไม่ยอมรับเอาไปทั้งหมดนะครับ
สามหรือสี่สิบเหรียญเท่านั้นอย่างมาก ที่เหลือเขาฝากผมไว้ ทีนี้ก็เที่ยวเมาเตลิดจนเงินหมดจึงกลับมาเอาที่ผมอีก
จนที่ผมหมดอีกก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับไปต่อชีวิตในโรงพยาบาล คุณอย่าถามนะ
ว่าไมเกิ้ล ผมหย็อยเอาเครื่องเพ็ชรที่ไหนมาจำนำ เขาอาจจะมีเทือกเถาผู้ดียุโรปพลัดพรายมาที่นี่
หรือเขาจะเป็นใคร ผมไม่เคยหาคำตอบ มีคำถามมากมายในธุรกิจของผมที่ไม่มีคำตอบ"
"ผมรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน"
คนหนังสือพิมพ์ว่า
"หรืออย่างกับอีกคน แดเนียลเฉิดโฉม
เป็นผู้ชายอายุห้าสิบที่มีเสน่ห์ สวยอย่างกับรูปวาดศตวรรษที่สิบสี่
ผมขาวข้นและในตาสีน้ำเงิน ไหล่กว้างและช่วงก้าวเดินกระชับผึ่งผาย ถ้ามีคนบอกว่าเขาคืออดีตนายพลหรือเป็นนายวงดนตรี
ผมแทบอยากจะเชื่อทีเดียว แต่เขาจะเป็นใครผมไม่เคยถาม แดเนียลเฉิดโฉมมีสมบัติอยู่สามชิ้น
มีดฉีกซองจดหมายทองคำด้ามฝังเพ็ชร แจกันหยก และทรานซิสเต้อร์ เขาจะจำนำทั้งหมดในคราวเดียวกันแต่ให้แยกใบรับ
พอถึงวันที่หกเขาจะมาถ่ายมีดฉีกซองก่อน รุ่งอีกวันถ่ายแจกันและอีกวัน...แล้วพอวันที่สิบเขาหอบมันมาจำนำอีก
ผลดเวียนอย่างนี้มานานเกือบห้าปีแล้วครับ ถ้าผมอยากรู้คำตอบคงเป็นบ้าแน่"
"ไมเกิ้ลผมหย็อย และแดเนียลเฉิดโฉม
คุณมีอย่างที่เป็นโศกนาฏกรรมบ้างไหมครับ?"
ชายอายุสามสิบเจ็ดหยุดไตร่ตรองและพยักหน้า
"คุณเคยเห็นริมฝีปากของคนเป่าทรัมเป็ทไหม นั่นแหละที่ผมกำลังจะพูดถึงทั้งที่ไม่อยาก
ริมฝีปากที่หนา ช้ำ เขียว.. เขียวอย่างว่าห้อเลือดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไหม้ติดหนังที่แตกเป็นร่องและเยินเป็นแผ่น
จนเหมือนมันเป็นอีกชีวิตที่อาศัยอยู่บนใบหน้า ผมเคยฟังแจ๊สส์ที่เขาเล่นหลายหน
จึงให้ราคาเต็มเท่าที่จะให้ได้ เขาขมุบขมิบเหมือนจะบอกขอบใจแต่ไม่มีเสียงเล็ดออกมาให้ได้ยิน
ในตาของเขามันทั้งขื่นทั้งหน่ายจนผมไม่กล้ามอง มือที่ยื่นทรัมเป็ทให้ผมเทิ้มจนเขาต้องเอื้อมมืออีกข้างกดมันไว้
แล้วรับเงินไปกำไว้แน่น ผมทันมองเห็นริมฝีปากเขาอีกหนก่อนขเจะซวนจาก
ใจผมแห้งผมกและรู้สึกเกลียดตวเองขึ้นมาทันที นั่นเขาจะระเหระหนไปสาระทิศไหน
นักดนตรีที่ไม่มีเครื่องมือและเป็นนักดนตรีอาชีพ ผมมองเห็นริมฝีปากของเขาตลอดคืนเหมือนว่าสังหรณ์
แล้วรุ่งเช้าที่เลวริยำของผมก็มาถึง...ตอนที่กินกาแฟผมอ่านพบในหนังสือพิมพ์ว่าเขายิงตัวตาย
ผมเก็บทรัมเป็ทของเขาไว้ในตู้นั้น มีคนมาถามซื้อหลายหนแต่ผมไม่ขาย
ใครจะให้ราคางามอย่างไรผมก็คงขายไม่ได้แน่นอน"
"ขอโทษ...ถ้าผมให้ราคางามกว่าที่คุณกำหนดไว้ในหัวใจเสียอีก"
คนหนังสือพิมพ์สัพยอกด้วยเสียงสะท้าน
"คุณคงอยากได้ยินผมพูดว่า
ถ้างามถึงเพียงนั้นก็ขายงั้นหรือ เจ้าของโรงจำนำขบริมฝีปากแน่นแล้วค่อยคลายออก
"ไม่หรอกครับ มีบางอย่างที่คนเราขายไม่ได้และจำนำไม่ได้"
"ผมไม่ได้หมายความอย่างที่พูดนั้นเลย"
คนหนังสือพิมพ์ขออภัยด้วยแววตา และเนื่องการสนทนาประโยคใหม่ "ว่าแต่ว่าอะไรคือที่คุณว่าจำนำไม่ได้?"
"อะไรก็ตามที่คุณซื้อไม่ได้ด้วยเงิน"
ชายอายุสามสิบเจ็ดตอบทันที
"ผมได้ความรู้เกินกว่าที่คาดคิดไว้เสียอีก
ขอบคุณมากครับที่ปลีกเวลาให้..."
"ยินดีเสมอ... แล้วเขาเปลี่ยนทำนองเสียงกลับเป็นปรกติ
และอย่างนักธุรกิจ "ถึงแม้ผมจะผิดหวังบ้างที่คุณหาได้เดินเข้ามาในนี้เพื่อจำนำ
ผมไม่หมายความตามที่พูดเหมือนกันนะครับ"
"รอไว้โอกาสหน้า" คนหนังสือพิมพ์หัวเราแผ่วในคอ
"ผมอาจต้องพึ่งพาคุณบ้าง ขอบคุณอีกที"
แล้วเขาเดินออกไปสวนกับคนที่แย้มบานกระจกเข้ามา
ทุกคนย่อมพบกันที่โรงจำนำ นักมวยแชมเปี้ยนผู้หล่นจากสังเวียนจำนำเข็มขัด
นักบัญชีจำนำเครื่องคิดเลขไฟฟ้า นักเลงบิลเลียดจำนำคิว จิตรกรจำนำภาพเขียน
ขะโมยจำนำทุกอย่างที่ฉกฉวยมาได้ และถ้าความชั่วจำนำได้เขาคงจำนำมันแน่นอน
นักธุรกิจผู้ยังไม่พบความสำเร็จรู้สึประหม่าอยู่บ้างขณะหอบจักร์เย็บผ้าของเมียเข้าไปในนั้น
เขาปลอบใจตนว่า "โฮ้พ ไดม็อนด์
ยังโดนจำนำตั้งสองหนนี่หว่า"
นั้นอีกคนมาถึงเวลาบ่าย- ชายหนุ่มผู้ซ่อนดวงตาไว้หลังแว่นสีดำ
ถ้าเขาถอดกางเกงจะมองเห็นเนื้อในทันที เพราะไม่สวมอื่นอีก ถ้าเขาถอดเกือกจะมองเห็นถุงขาดเป็นวงเท่าเหรียญสองสลึง
ถ้าเขาฉีกอกได้จะมองเห็นหนองเด็มอยู่ในนั้น เขาพยายามเตะไอ้ความขมขื่นทิ้ง
แต่มันกลับย้อนมาหาเขาอีก มันติดตามเขามาทุกแห่งหนและอย่างว่าผูกพยาบาทกันทีเดียว
บางครั้งเขานึกอยากจะยิ้มแต่ลืมเสียแล้วว่าผู้คนในโลกนี้ยิ้มกันได้อย่างไร
อนิจจา! เขายิ้มไม่เป็น เขาหิวบุหรี่จนปากระริก ในท้องมีแต่น้ำ เขาดื่มน้ำจนมันกระฉอกล้นกลับขึ้นมาในลำคอพร้อมกับรสเปรี้ยวและมีกลิ่นเหม็น
"ผมยังหาพล็อทเหมาะใจไม่ได้"
เขาพึมพำเกือบไม่ได้ยินขณะวางพิมพ์ดีดบนคาวน์เต้อร์ "ฝากเอาไว้ก่อน"
"ทำไมไม่ลองเขียนนวนิยายแห่งโรงจำนำบ้าง"
เสมียนถามอย่างคุ้นเคย
เขายักไหล่ นักเขียนจากกรุงเทพฯ
และเขาพูดแหบเครือ ข้าพเจ้าจำเสียงนั้นได้เพราะมันเป็นเสียงของ 'รงค์
วงษ์สวรรค์ ขมขื่นและรู้สึกเหมือนหัวใจโดนฝาน "โอ. เฮนรี่ เคยเขียนไว้แล้
ชาร์ลส์ แจ็คซั่น และ ดาม็อน รันย็อน ก็เขียนไว้เหมือนกัน บรรจงอย่างไม่มีใครทาบ
แล้วยังจะเหลืออะไรไว้ให้ผมเขียนอีกหรือ"
|