| บันทึกยับย่นของการกลับบ้าน
และข้าพเจ้าก็จำจากนามเหล่นั้น
และวัตถุ คนรักและความชิงชัง กวัดไกวมืออำลาเสียงระฆังรถรางที่ไต่นูนเนินขึ้นไปสู่ครึ่งทางถึงดวงดาว
และหมอก และ ฯลฯ เพื่อกลับกรุงเทพฯ พร้อมกับความเป็น 'รงค์ วงษ์สวรรค์
ทีข้าพเจ้าไม่รัก แต่จะเกลียดมันก็ไม่ได้ นานสี่ปีกับหลายเดือนของการร่อนแร่อยู่ในแคลิฟอร์เนียร์
บนแผ่นดินของคนอื่น นั้นยิ่งทวีให้ข้าพเจ้ารักกรุงเทพฯ ยิ่งกว่าที่เคยรัก
ทั้งรักและคิดถึง แม้ว่า
"ข้าววสารถึงละห้าสิบบาทแล้วนะโว้ย!"
"ผมจะเข้าป่าไปหากลอย"
"ยอดตำลึงที่คุณชอบก็แพง"
"คงอาศียเก็บเอาตามริมรั้วได้น่ะ"
"ราคาปลาทูนั้นแแคลสสิคทีเดียว
บอกไม่เชื่อ"
"ก็กินปลาอื่น สายบัวต้มกระทิกับปูเค็มหอมน่ากินบรรลัย"
"มันก็แพงเหมือกนัน"
"สายบัว หรือ ปูเค็ม"
"ปูเค็ม มันทั้งแพงและโพรก"
"แต่ไอ้ใครบางคนมันรวยชิบห..แทบจะกินข้าวคลุกทอง
และใส่เพ็ชรลงในแกงเนื้อ"
"ท้องเสียตาห่..."
"คุณจะไม่วายโดยเดยีบเบียนทั้หายและใจ"
"ช่างมัน!"
"กุหลาบในสวนของบางคน กลีบโตเหมือนตาวตาล
เขารดมันด้วนน้ำอาจมกับเงิน"
"ผมไม่อยากดม ทุด!"
"การคุมกำเนิดยุงยังไม่ได้ผล"
"ดีมาก ผมกระสันต์อยากโดนยุงกัดจนน้ำปริ่ม..."
นั้นเป็นถ้อยสนทนาระหว่าง 'รงค์
วงษ์สวรรค์ กับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในทันทีที่เครื่องบินโผนจากดินสู฿ความว่างเปล่า
และสับสนในความคิด
แซน แฟรนซิสโก-แวนคูเวอร์ บนช่วงบินนั้นความถวิลมันรังแกข้าพเจ้ารุงแรงจนมองเห็นเมฆจากบนนหน้าต่างเป็นนสีดำ
มันฉุดรั้งข้าพเจ้ากลับไปหากคืนเก่าก่อน พิรี้พิไร และเศร้าระทม ข้าพเจ้าใคร่จะรำพึงถึงบ้าง
ก่อนจะเชือดเพืออดีตทิ้ง (ซึ่งจะทำได้หรือ?) และพยายามจะเดินองอาจในปัจจุบันที่รีบร้อนมาถึง
บาร์เหล้า โบสถ์ ความดี ความชั่ว
บุญและบาป
และกลางคืนสีสวาทบน คราวน์รูม ยอดมงกุฎของโรงแรมแฟร์มอนท์
ความบังเอิญอย่างาค่อนข้างจนใจชักพาให้ข้าพเจ้าไปที่นั่นอีก
เพียงสี่หรือสิบคืนก่อนวางใจแนน่วแน่จะกลับไปกรุงเทพฯ คืนนั้นกับผู้หญิงวที่ข้าพเจ้ารักแรกพบ
และปองใจไว้ไม่คลาดครา หล่อนรอนแรมมาไกลแสน เพื่อจะนำข่าวดีเยี่ยมในชีวิต
และพิศวาสของหล่อนมาเฉลย
"ดิฉันจะแต่งงาน..."
หล่อนกระซิบบอกจากหลังแก้วมาร์การิต้า
ข้าพเจ้าดื่ม กิพสัน หรือที่จริงมันก็คือ
มาร์ทินี่ที่เปลี่ยนจากลอยหน้าด้วยมะกอกดองเป็นหัวหอม มันก็เท่านั้น
และ...และ...และ... และ...ผู้ชายที่หล่อนจะแต่งงานด้วยไม่ใช่ 'รงค์
วงษ์สวรรค์
เสียใจหรือ? ข้าพเจ้าไม่มีเวลาเหลือเพียงวินาฑีจะไถ่ถามความรู้สึกขณะนั้น
ในเปลือกอารมร์ขรุยระ แล้วข้าพเจ้าบอกแสดงความยินดีกับหล่อน
นานหลายนนาที่เราถกเถียงกันถึง
ศาสนา ปรัชญา ผู้คน และส่ำสัตว์ ความรัก และชีวิต และมรณา และแม้แต่การระเหระหนอย่างไม่มีปลายทาง
และ ฯ
"แต่การแต่งงานไม่ทำให้ดิฉันเสียสิทธิ์จะนอนกันใครอื่น..นะคะ"
หล่อนพูดรดลงนบลมถ่ายถอนใจระทมของข้าพเจ้า
เมฆจากบานหน้าต่างเครื่องบินยังเป็นสีดำ
ในอารมณ์ถวิลนั้น
แพซุงประดับลำน้ำคดเคี้ย และเขียวสดขอป่า และพริบพรายของน้ำขุ่น นั้มองเหมือนปากน้ำโพ
-- เมืองชุม ทางริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีสสัน ให้ความตืน่นเต้นทั้งในฤดุแล้งและฤดูน้ำหลาก
ไม่ว่าจะหยุดยืนหายใจใหนเหลี่ยมไหน ซอกไหน -- แต่ที่นั่น แวนคูเวอร์
เมืองปลายอดนของแคนาดา ข้าพเจาไม่รู้จักมัน แลยังไมปรารถนาจะทำความรู้จัก
แม้บางคนจะเพียรบอกว่าชีวิตของชาวป่าซุงแคเนเดียนร้ายกาจนัก --
ยังเหลือเวลาอีกนานเกินสิบชั่วโมงกว่าจะด้นนภาถึงโดเกียว
ในความว่างเปล่าระหว่งฟ้ากับมรกตบนผืนมหาสมุทร ข้าพเจ้าจำเป็นจะต้องถวิลถึงใครสักคนที่ผ่านมาในอดีต
และใครคนนั้นน่าจะเป็น --
โจแหว่ง -- จะเป็นเพราะซิฟิลิสสพลัดลงไปในมดลูกของมารดา
จะเป็นด้วยเชื่อขีวิตอันมองไมห่เห็ฯของเขานั้นอ่อนเปลี้ย หรือจะด้วยดรคอื่ไหนก็ตาม
ทำให้ริมฝีปากขนของโจฉีกขาดจากกันจนมองเห็นเหงือกสีชมภู มาแต่กำเนินด
เดี๋ยวนี้มันอาจเปลียนสีเป้นเขียวหรือม่วงแล้วก็น่าจะเป็นได้ แต่ไม่มีใครกล้ายืนยัน
เพราะไม่มีใครได้เห็น -- เขายกมือปิดปากแหว่งไว้วเสมอจนเป็ฯสนิสัย
คุณสมบัติอีกอย่างที่ได้รับควาเคารพจากผองเพื่อน
โจมีอารมณ์ละเมียอดละไมยิ่งนัก มีหัวใจทีห่อหุ้มด้วยปัญญา ทั้งมีดวงตามองเห็ฯสุนทรียแห่งโลกและชีวิต
เขาเป็นกวี จจจริงละ -- ไม่มีใครเคยเห็นเวลาโจหลั่งอักษร เพราะเขามัถ่อมตนและเหนียมอายอย่งที่รู้กัน
หากเชื่อได้ว่าบทกวีตามผนังหน้องน้ำคือผลงานของโจเกือบทั้งหมด ที่เพื่อนให้การยกย่องมากคือบทที่เขาใช้ตะปูข่วนไว้บนฝาโถส้วม
นั่งอยู่ที่นี่,
ไม่ยินลมพัด และไม่เห็นแสดงเดือน
ดอกไม้ชิงเหี่ยวแต่ยังไม่สยายกลีบ
หัวใจแตกสลาย, เพราะข้าฯ ท้องผูก
๑๘ ตุลาคม ถึง โตเกียว พ.ศ. ๒๕๐๖ หรือ ๒๕๑๐ ถ้าจะมีความเปลี่ยนแปลงอยางไรในโตเกียว
ก็คงจะยากสำหรับัอาคัจุกะจะมองเห็น งานถนนและสร้างตึกสูงยังคงดำเนินอยู่ไม่หยุดยั้ง
ถนนแบบฟรีเวย์ และรภฟแขวน อาจจะช่วยแก้เปัญหาทางจราจรได้ตามสมควร แต่ใบห้าตำรวจจราจรยังแฝงรอยยิ้มบึ้งขึงเหมอนหลายปีก่อน
คนขัดเกือกแก้ห่อผ้าหยิบกล่องอาหารกลางวันออกมากินตามริมถนน แดดทอดเงาก้านห่งหลิวรอลมโยกส่ายให้เงานั้นเริงระบำ
นักธุรกิจเขียเศษอาหารออกจากไรฟันเลี่ยมเงิน ขณะที่คนโซหมายตาไว้กับถังขนยะในซอกแคบ
-- ผู้หญิงดูเหมือนจะขายาวกว่าก่อนด้วยการผสมพันธุ์กับเลือดของคนแปลกถิ่น
หรือจะด้วยอะไรก็ตามที ผู้ชายสิบคนที่เดินอยู่ริมถนนกินซ่า จะสายตาสั้นเก้าคน
และผู้ชายสิบเอ็ดคนในจำนวนเพียงสิบคน ถ้ายกตีนถีบผู้หญิงได้ก็คงจะไม่รั้งรอ
เพื่อจะแย่งที่นั่งในรถใต้ดิน นั้นคือโตเกียวที่ข้าพเจ้าเห็นและรุ้สึก
สาลี่มีรสหวานเย็นชื่นเหมาะสำหรับแทพกินในเวลาเช่สมราโหยจากพิษเมาของสาเก
ข้าหน้าปลาไหลย่งหอมชวนกินเหมือนศตวรรษก่อนและใบาร์ที่ซ่อนอยู่ในความมัวมนธ์หลังความศรีวิไล
หญิงชราที่ข้าพเจ้าเคยรู้จักเมื่อสิบปีก่อน นางยังนั่นอยู่อยู่ที่นั่น
ดีดกีตาร์ และร้องเพลงคร่ำครวญ และชวนให้กินหอยตลับปิ้งกับสาแกร้อนกรุ่น
แห่งคำคืนน้น
เราดื่ม
ลาภปากของคนญี่ปุ่นคือสาเก
จนนอนหลับสนิท
มิยินยลสำเนียง
กลโลดเต้นอยู่บนใบบัว
พลางกล่าวชมแสงเย็น
แห่งคืนเดือนหงาย
หรือสำเเนียงแห่ง
ตะไคร่งอกงามบนโขดหินเปียกชื้น
และน้ำไหลพริ้วฟอกทรายสีทอง
แห่งค่ำคืนนั้น
จบบทนั้น และนางยังรู้สึกเอมอารมณ์
จะขับขานกล่อมอาคันตุกะผู้มีใบหน้าเศร้าตรอม
..กระถินทองและแสดโรยกลีบเกลื่อน
ฝุ่นคลุ้งในท้ายฤดูร้อน
ฉันห่อความเศร้าไว้ในใยทอจากความรัก...
บทเพลงของฉันเหือดและห้วน
มิอาจรำพึงได้ถ้วน
เปรียบเสมือนปลาแหวกว่ายอยู่ในธารแห่งความแห้ง
และฉันมีเวลาร้องเพลงในเพียงเยือกเดียวของลมหายใจ
คืนสุดท้ายในโดเกียว หลังจากสาเกและความหลงใหลในรสอ่อนโยนของมัน
หัวใจของข้าพเจ้าโบยบินถึงฮ่องกงก่อนเวลา -- หาดทรายแคบๆ ทอดโค้งโอบอ่าวไว้ในอ้อมกอด
กวีหนุ่มชาวจีนผู้คลั่งแค้นในคูลแจ๊สส์ และทอดกายให้กับการพักผ่อนบรมขี้เกียจบนเสื่อไม้ไผ่
หลังจากบรรจุมอร์ฟีนเข้าไปกำซาบในอารมณ์ระส่ำระสายแล้ว เขาได้เขียนไว้ว่า
ช่างงามยิ่งในคืนเดือนกระรจ่าง
เห็นเมล็ดทรายเป็นสีน้ำเงิน
เมฆลอยช้าตามสายลมหน่าย
หนุ่มสาวอิงไหล่กันอยู่ในเงาโขดเขิน
เมื่อคลื่นซัดซ่าน
และดนตรีแห่งทะเลบรรเลงพริ่ง
ทั้งหสองผินหน้าจุมพิตกันด้วยอำนาจเร่าร้อน
แห่งราคะบงการ
ก่อนจากกันอย่างเหนื่อยอ่อนและหมาด
และแสนเศร้า
ในคืนน้ำเงินอันงดงามนั้น
เซา หล่าน เท้ดดี้ ถ่อง แนนซี่ ฟอง เบรรียน ฉอย และ
ฯลฯ และข้าพเจ้าก็ได้อาศัยบริการเอื้องหลวงเหมือนเช่นเคยอีกครั้งในช่วงบิน
โดเกียว -กรุงเทพฯ อย่างมีความสุข และขอได้รับขอบใจอย่างยิ่ง การเดินทางอันยาวและแสนนานของนักเขียนไทยผู้ดิ้นรน
พยายามหนีชีวิต (ไม่พ้น) และเพียรจะทำความเข้าใจกับความจริงอันโหดร้ายของโลกจวนจะสิ้นสุดด้ายการเดินทางกลับ
และจะต้องบันทึกไว้อย่างซาบซึ้งในอัธยาศัยงดงามของบริการเอื้องหลวงที่ได้ช่วยย่นทางให้แต่ต้นเมื่อเริ่มโผบิน
--
ความรู้สึกสับสนและยับบ่นในสายวันนั้น นักดื่มหลายคนมักจะเรียก
บลัดดี้ แมรี่ ส่วนผสมของว้อดก้ากับนำมะเขือเทศคั้น พริกไทย เกลือ
และซ้อสเผ็ด นัยว่าจะบันเทาอาการค้างเติ่งได้อย่างชะงัดและเริ่มต้นวันใหม่สดชื่น
บางคนต้องการแาแฟดำปนบรั่นดี และลางคนคิดว่าที่ดีเยี่ยมของเขาคือไวน์ฝาดแช่เย็นจัด
มันจะกรตุ้นเตือนให้ได้กลิ่นเสน่ห์ของการมีชีวติ สำรหับข้าพเจ้าในสายวันนั้น
อ่านจากเมนูแล้ว คิดว่าน่าจะเปฉลิมการเดินทางกลับด้วย แชมเพญ บรุท
ฉมชื่นขององ่นที่กาลเวลาปรุงให้ประณีต เออร์เนสท์ เฮมิงเวย์ รักมันกว่าน้ำอื่นไหน
และเขาดื่มมันแต่นาฑีแรกพลิกฟื้นจากหลับใหลจนถึงข่ายขอบอันเย้ายวนของความเมา
เขาตายแล้วด้วยนิ้วฉุดไกในโหร่งปืนของเขาเอง และก็ดูเหมือนจะสมควรอย่างยิ่ง
หลังจากบรรลุความเท็จและความจริงของการมีชีวติ เขามีความรักในอิสตรี
เขารัทวีปถึงสามทวีปและรักมหาสมุทรสี่มหาสมุทร รักบ้านในคิวบา และเรื่อและสำเนียงแปร่งของชาวประมง
เขาคยฆ่าสิงห์โต และเคยนั่งมองอาทิตย์แรกข้นฝั่งทะเล เขาได้แล้วทุกอย่างทั้งหมดอันพึงปรารถนา
แล้วทำไมเขาจะไม่มีสิทธิ์กำหนดวันตายให้กับร่างที่เขาอาศัยความทุกข์มันมาเกิดในนามของ
เออร์เนสท์ เฮมิงเวย์ หลายคนติฉิน แต่ข้าพเจ้าคารวะในการตายของเขานั้น
แต่ข้าพเจ้าไม่เสียใจที่ตัวเองยังมีชีวิตจนถึงนาฑีนี้ --
รู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง และทั้งอบอุ่นใจ เมื่อได้ทราบว่ากัปตันและนักบินเป็นคนไทยล้วน
วรรณงาม โชติยะปุตตะ แอร์โฮสเตสส์อ่อนโยนและสวยนุ่มเนียน การได้เห็นหล่อนชวนให้คิดว่า
ผู้ชายไทยนั้นโชคดีกว่าผู้ชายทุกชาติทุกพันธุ์ เพอร์เซ่อร์ประจำเที่ยวบินนั้น
อมร บุญเทศ คุ้นหน้ากันอยู่มาก
"กลับแล้วหรือคุณ" เขาทักทาย
และเป็นธุระปรนนิบัติให้ได้รับความสนุกสบายทุกนาฑี ว่าได้อย่างนั้น
กัปตัน ผคอง อายนบุตร
และใครอีก คนที่ข้าพเจ้าส่งหัวใจล่วงหน้า
มาขอบใจ น.ต. ประสงค์ สุชีวะ ร.น. ผู้เป็นนักอ่านและเข้าถึงเจตนาของนักเขียนได้ถี่ถ้วน
ถึงกรุงเทพฯ เวลามืด กลางคืนโสภาเริ่มประดับสีสันอย่างเปลี่ยวใจและลำพัง
ความตื่นเต้นขมวดพันกันรุนแรงในความรู้สึก เปล่ากาย และวังเวงในความอึงคนึงของท่าอากาศยาน
แปลกตากับถนนกว้างขวางกว่าก่อน และความรวดเร็วฉวัดเฉวียนกับการเดินทางของมัจจุราช
--
"ป้าเมี้ยนขายข้างแกงในตรอกข้างบ้านคุณตายแล้ว
..โดนผัวเตะ"
"โธ่..."
"อีกไม่นานคงต้องนับเม็ดข้าวสุกแบ่งกันกิน
ลูกผมหกเมียสอง" คนขับแท้กซี่เพื่อบ้านปรารภ
"งั้นหรือ" ข้าพเจ้าจำนนกับถ้อยคารม
"ผักบุ้ง ยอดตำลึงข้างรั้ว
ดอกแค ขายได้ทั้งนั้นและแพง ใบมะขามอ่อนกิโลละเกือบสิบบาทนะคุถณ"
"ก็กินผักอื่น"
"มันก็แพงทั้งนั้นละ"
เขาหัวเราะแค่น "ปูเค็มสี่ตัวบาท เขื่องหน่อยก็ได้เพียงสามตัว
แล้วต้องเลือกให้ดีด้วย...ไม่งั้นได้อย่างมีหนอน"
"ไม่มีอะไรถูกบ้างหรือ?"
"ชีวิตซิครับ ถูกเหลือเกิน"
เขาว่า "ฆ่ากันตายง่ายๆ เหมือนเด็ดยอดกระถิน และผู้หญิงดอกมากกว่าก่อน"
นิราศดิบ ไผ่ต้นนั้นปรกใบครึ้ม และบ้านซบอยู่กับความเงียบเหงา
ข้าพเจ้านั่งรำพึงด้วยความรู้สึกว่าขาดบางสิ่งบางอย่าง และนานจนหลังเที่งคืนตึงโดนยุงกรุงเทพฯกัด
เจ็บแปลบซาบซึ้ง และรู้สึกว่าถึงบ้าแล้วแท้จริงข้าพเจ้าคิดถึงมันยิ่งกว่าคิดถึงผู้หญิงบางคน
-- ยุง
ขอผู้อ่านทุกผู้ทุกนามได้รับความขอบใจจาก
'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)
|