| ปรารมภ์จากผู้เขียน
จะขอรบกวนเวลาผู้อ่านหลายนาฑี เพื่อแนะนำ โฉน
ไพรำ หนุ่มไว้ให้เป็นที่รู้จัก เขาเป็นตัวละครของเรื่อง เป็นต้นเรื่องตั้งแต่หน้าแรกจนถึงบรรทัดสุดท้าย
ใครอื่นอีกที่จะมีมา...
ปอง ผู้หญิงในห้องเลขที่ 13
นวลพนอ อรไท
กิ่งอุไร ประดวน
ผการาย นุช
บันลือ ปริน และฯ
นั้นให้เป็นหน้าที่ของ โฉน ไพรำ
และก็คงจำเป็นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้พ้น
ที่ข้าพเจ้าจะต้องเขียนถึง รงค์ วงษ์สวรรค์ บ้าง แม้ข้าพเจ้าไม่รักมันมากนัก
แต่จะเกลียดมันได้หรือ
โฉน ไพรำ ผู้นั้น
ข้าพเจ้าจะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ถ้าไม่ได้รับจดหมายจาก อาจินต์ ปัญจพรรค์
ต้นเดือนตุลาคม 2509 ให้เขียนเรื่องประมาณหกสิบหน้ากระดาษพิมพ์ดีด
แล้วรีบส่งกลับกรุงเทพฯ ชายร่างเล็กผู้มีผงแร่หล่นอยู่ในปอด และหัวใจโตกว่า
กำปั้น ข้าพเจ้าชอบเรียกเขาอย่างนั้น แม้เขาควรจะมีคำจำกัดความหรูกว่านั้นอีกมากมายก็ตามที
เขากำลังมีบทบาทสำคัญที่วงการหนังสือจะต้องบันทึกไว้เป็นแน่นอน อาจินต์
ปัญจพรรค์ นอกจากจะกินเหล้าด้วยกัน หรืออยากจะลุกขึ้นตะบันหน้ากันในวงไพ่ยี่สิบเอ็ด
และเคยติฉินความประพฤติเสเพลของข้าพเจ้าด้วยในตา เขาเป็นเพื่อนสนิทในจำนวนไม่มากคนที่เป็นห่วงใยข้าพเจ้าเสมอมา
มีความรู้สึกเป็นทุกข์แทนที่ข้าพเจ้าลำบากทุรน เขารับจะเป็นผู้พิมพ์เรื่องที่
รงค์ วงษ์สวรรค์ จะเขียน ทั้งจะให้เงินมากกว่าที่ข้าพเจ้าเคยได้รับ
หรือควรจะได้รับในอดีตไม่นานที่ผ่านมา นั่นเป็นข้อเสนอที่น่ายินดีและตื่นเต้น
เพราะนานเกินกว่าสามสิบหกเดือน จะด้วยเหตุผลบัดซบอย่างไรเหลือวิสัยจะรู้ได้
ข้าพเจ้าไม่เคยได้รับข้อเสนอจากสำนักพิมพ์แห่งไหนทั้งสิ้น แม้แต่จะจดหมายเขียนถึงกันโดยมารยาท
ไม่จำเป็นจะต้องจากหัวใจจริง หรือเขาเหล่านั้นจะคิดว่า รงค์ วงษ์สวรรค์
มันลงนรกเสียแล้ว
อาจินต์ ปัญจพรรค์
ให้ความคิดมาหลายบรรทัดว่า ถ้าข้าพเจ้าเบื่อจะเขียนสารคดี ยังไม่มีอารมณ์จะเขียนนวนิยาย
ไม่มีรูเรี้ยวอันมีเสน่ห์ในป่าคอนกรีท ไม่มีจัตุรัสให้นั่งเกียจคร้าน
และในแก้วเหล้าว่างเปล่าไม่มีวิญญาณ ทำไมไม่เขียนชีวิตของ รงค์ วงษ์สวรรค์
ข้าพเจ้าปฎิเสธทันที เขาให้เกียรติข้าพเจ้าเกินกว่าที่ จะยอมรับไว้ได้
และในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเบื่อหน่ายชีวิต คลื่นเหียรอดีต ประหวั่นในกามคุณและบาปทั้งยังไม่มีจิตใจเข้มแข็งพอจะมองย้อนในอดีตเหล่านั้น...
รอไว้ให้เป็นผู้ใหญ่กว่านี้ให้มีไตร่ตรองสุขุมกว่านี้ และให้เข้าถึงพระธรรมบทอย่างแท้จริง
บางทีจะเขียนไว้ให้เพื่อนพิมพ์แจกในงานศพ... คำปฎิเสธนั้นหมายถึงว่า
ข้าพเจ้าควรจะหาใครสักคนให้พบ และบรรจุเรื่องของใครคนนั้นไว้ในหกสิบหน้ากระดาษพิมพ์
มันยากใจอยู่เหมือนกันที่จะหาใครคนนั้นให้พบในฟอนแทน่า
ถิ่นชนบทของสวนส้มแทนเจอรีน และ เกร๊พ ฟรุท องุ่นสีม่วงเข้ม ลูกไม่โตกว่าลูกหว้าของเรา
ที่เขาปลูกไว้สำหรับจะเอาตีนเหยียบมัน คั้นน้ำออกมาทำเหล้าไวน์ รสขื่น
และจะให้ความเมาบัดซบ ผู้คนที่นั่น ซื่อ เชย ขยัน และก็จะเข้าถึงรสแห่งความเกียจคร้าน
และใบหน้าของบางคนเหงากว่าพุ่มกอไม้แห้ง ที่ความตายถอนรากมันจากดิน
แล้ววิ่งเล่นลมกระเจิงอยู่ในทะเลทราย... เหลี่ยมคูชีวิตเยี่ยงคนในป่าคอนกรีทเป็นสิ่งไม่จำเป็นสำหรับเขา
ขโมยไม่มีและพระซึ่งมีไม่มากนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเทศน์ให้ไพเราะจับใจเหมือนพระในดงเศรษฐี...มีแม่ม่ายเกือบหมื่นคน
ทำไมจึงมากมายเพียงนั้นก็ไม่รู้ ฟอนแทน่า จึงเป็นเมืองแม่ม่ายที่อกแห้งแล้งอารมณ์เกินจะพรรณนา
เพราะแม่ม่ายทั้งหมดนั้นอายุเลยห้าสิบแล้วทั้งนั้น บางคนเหลือทางให้เดินอีกเพียงสองก้าวจะถึงป่าช้า...ฟอนแทน่า
ไม่เคยเห็นคนไทยมาก่อน เป็นเมืองขนาดเล็กถึงกับว่า ถ้าม้าบ้านใครออกลูกทุกคนจะรู้ในไม่ทันข้ามคืน
ไม่มีกลีบซอกมัวมนธ์ และไม่มีแม่น้ำที่ข้าพเจ้าหลงรัก... วันปลายฤดูร้อนที่มาถึง
ส้มแทนเจอรีนสุกให้เก็บจวนจะหมดเหลือไว้บ้างพอให้เหลืองเป็นเพื่อนกิ่งก้าน
และเป็นเดือนที่พ้นจากฤดูขององุ่น ขาวไร่ฟอนแทน่า ถ้าไม่ไปช่วยหลวงพี่ซ่อมโบสถ์
จะขับรถพาเมียเข้าไปซื้อกางเกงในที่ ล้อสแซนเจลิส ซึ่งห่างเพียงสี่สิบเจ็ดไมล์
หรือไปนอนตากแดดตามเมืองชายทะเลที่ไม่ไกลนัก บางคนไปเล่นไพ่ที่ ล้าส
เวกัส ห่างโดยทางรถยนต์เพียงสี่ชั่วโมง เพราะเขาอยากได้ความสุขบนความฉิบหายของตัวเอง...
พาเมียไปหย่าหรือพาลูกสาวคนข้างบ้านไปแต่งงาน ก็ที่นั่นเหมือนกัน...
บางคนแยกอีกทางเข้าไปในเมืองชายแดน เม็กซิโก ทีฮวาน่า เล่นพนันไก่ชน
และแข่งหมา เกมละเล่นที่เปลืองคำสบถ เพราะเขามีโอกาสจะแพ้มากกว่าชนะมัน...
แต่หลายคนจะใช้เวลาว่างหลังจากส้มแทนเจอรีนสุกแขวนกันอยู่ในบาร์ เรียกมันว่า
บาร์ เพราะบังเอิญที่มันจะต้องมีคาวน์เต้อร์ ตู้เพลง บิลเลียดและลูกเต๋านอนรออยู่ในกระบอกหนังและมันขายความเมา
บาร์ของฟอนแทน่า ไม่หรูเหมือนบาร์ริมถนนพัฒนพงษ์ กรุงเทพฯ มันเหมือนโรงนาวางอยู่บนดินแห้งผาก
ผู้คนในนั้นใบหน้าเก่าๆเป็นสนิม มักจะอารมณ์ดี คุยสนุก โผงผาง เป็นกันเองกับทุกคน
และกระตือรือร้น จะรู้จักคนแปลกถิ่น วันที่อากาศร้อน เขาจะกินเบียร์สดผสมน้ำมะเขือเทศโรยพริกไทยดำ
และเกลือ รสของมันไม่สับปลับเหมือน บลัดดี้ แมรี่ ของคนในเมือง บางคนที่สมมุติจิตใจว่าห้าวจะกิน
เบอร์เบิ้นกับนมสด นั่นเป็นตำรับค้อคเทลของพวกนักเลงนิวยอร์คกินกัน
เมื่อเกือบสามสิบปีก่อน แต่มันเพิ่งจะมาถึง ฟอนแทน่า เมื่อว่า ! ใบหน้าของคนเหล่านั้นและอัธยาศัยของเขา
ธรรมจริยาที่แฝงอยู่ในลมหายใจปนฝุ่นของเขา ชวนให้นึกถึง เฒ่าหนู เฒ่าโพล้ง
เฒ่าเหมือน และครูสง่า ตัวละครอมตะในนวนิยายชุดชนบท ผิดกันเพียงว่าเขาจะชื่อมิสเตอร์จอห์น
หรือมิสเตอร์รอเบอร์ท เท่านั้น ไม่รู้จักกะลารอรินกระแช่จากไห และคนที่ชื่อประหลาดเช่น
หมีย่อง จันทร์แดง หรือ ตีนสายฟ้า ก็มีอยู่เหมือนกัน เพราะบรรพบุรุษอินเดียแดงของเขาขี่ม้ามาชนความศิวิไลซ์ตายอยู่ในแถวถิ่นนั้น...
บางความรู้สึกที่หล่นกระทบหัวใจ ข้าพเจ้าอยากร้องไห้ เพราะนอกจากจะเป็นผู้อ่านที่นิยมผลงานล้ำค่าของนักเขียนอาวุโสของเราผู้วายชนม์
ยังได้เคารพและรักเขาเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง แบบฉบับความเป็นผู้ชายอย่างแท้จริง
ในเลือดในเนื้อและในหัวใจ และผู้เป็นนักสู้ชีวิตทรหด วันก่อนจากกรุงเทพฯ
ได้กราบขอพรเขาที่บ้านในซอยศุภราชเขาโจมมือลงมากุมไหล่ข้าพเจ้าไว้
กังวานพูดของเขาทุ้มและวังเวง ไม่นึกเลยว่าจากวันนั้นแล้วจะไม่ได้พบเขาอีก...
ข้าพเจ้ามองเห็นผงาดเงาของ มนัส จรรยงค์ นั่งอยู่บนสทูลถัดกันหน้าบาร์
วางทาบสายตาบนผู้คนเหล่านั้น
ที่เรียกมันว่าส้มแทนเจอรีนนั้น
ไม่เคยกินมันกี่กลีบ เพราะเห็นมันหล่นเกลื่อนใต้ต้นจนรู้สึกเปรี้ยว
บางคนว่ารสของมันคล้ายส้มเขียวหวานของเรา ถึงว่าจะกินแทนกันได้ และช่วยให้บรรเทาคิดถึงบ้าน
แต่ข้าพเจ้าไม่พยายามจะรักษาโรคคิดถึงบ้านด้วยการกิน เพราะไม่เช่นนั้นคงจะต้องกินผลไม้อีกหลายชนิดโดยไม่จำเป็น
เช่นจะต้องกินสับปะรดฮาไวที่แพงบัดซบ เย่อหยิ่งผิดกับสับปะรดของเราที่ถูกบัดซบและดีกว่า
หรือจะต้องกินมะละกอเม็กซิกัน ลูกเล็กเท่ากล้วยน้ำว้าอวบ ผิวมันเหี่ยวเหมือนมะเขือเผา
เนื้อสวกเหมือนมันแกวจวนเน่า และลูกละเกือบสิบบาท...แทนเจอรีน ข้าพเจ้าไม่รู้จักมันมากกว่ามันเป็นเพื่อนตา
เพราะมาเช่าบ้านอยู่ในไร่ของมัน กลิ่นดอกมันหอมเหมือนน้ำหอมหลังโกนหนวดบางขวดของผู้ชายหรือน่าจะว่า
น้ำหอมขวดนั้นขโมยกลิ่นเอาจากดอกของมัน... เคยอ่านไว้ที่ไหน เออร์เนสท์
เฮมิงเวย์ ในปารีส ในยามที่ยากจน หิว ยังไม่มีใครรู้จัก และเขียนหนังสือไม่ออก
จะลุกหนีจากกระดาษว่างเปล่าไปยืนหน้าเตาผิง บีบผิวส้มแทนเจอรีนแล้วโยนให้เปลียวไฟเลีย
มองดูปะทุสีน้ำเงินของมัน...
แต่ข้าพเจ้าผู้มีไฟทุกข์ไหม้ลนอยู่ในหัวใจ
ถ้าเขียนหนังสือไม่ออกจะตะโกนด่า รงค์ วงษ์สวรรค์
เฮ้ย ! พรุ่งนี้ไม่มีจะกิน
จะนั่งมองต้นส้มหาห่...
และมันเป็นหน้าที่ของ รงค์
วงษ์สวรรค์ ผู้ไม่ยอมรับผิดชอบกับชีวิตของข้าพเจ้าเท่าที่ควร จะต้องรีดเน้นเรื่องราวออกมาจากความโง่เขลา
และเย่อหยิ่งของเขา
ผ่าน ตุลาคม
และ พฤศจิกายน ข้าพเจ้ายังมองหาใครคนนั้นไม่พบในความหนาวเย็น เปลี่ยวและรันทด
บางวันถ้ามีแดดพลัดพรายมา จะขึ้นไปบนภูเขาไม่ห่างจากบ้านนัก บนนั้นมีทะเลสาบให้ตกปลา
เรนโบว์ เทร้าท์ ชื่อมันฟังเหมือนละอองน้ำเปล่งสี ทาบฟ้าหลังฝนตก แต่ตัวดำเหมือนกา
และไม่สวยมันจองหองไม่กินไส้เดือน จะกินแต่เนยแข็งเท่านั้น นั่งตกมันไม่สนุกเหมือนเกี่ยวเบ็ดด้วยรวงข้าวอ่อน
ตกปลาตะเพียนในทุ่งนาเจิ่งน้ำ... เหลืองของดอกโสน และฉลักลายบนใบสันตะวา
และเรียวไผ่โยกโอนกิ่งใบสะทกแรงลม... วันไหนอีกวัน บนภูเขาที่เบียดเรียงกายของมันพิงฟ้าหม่นและหิมะร่วงพรู
ปุยบอบบางของมันเริงระบำก่อนจะซบโถมกันลงบนผืนดิน บนใบไม้แห้ง ในความมืดสีขาวนั้นเหล้ารัมกับกาแฟดำ
คาคบไม้ชราเปียกชื้นในโตรกหินผา ดิ่วเร้นลับ และชัน รงค์ วงษ์สวรรค์
ที่ยืนมองสันไหล่ภูเขาถูกแดดหลงจับเป็นสีทอง รู้สึกเศร้าและกำหนัดใน
อยากจะเปลือยกายวิ่งไล่เล่นความรู้สึกนั้น... พาล์ม สพริงก์ส์ ห่างจากบ้านเพียงหกสิบนาทีที่เกียจคร้าน
ข้าพเจ้าไปที่นั่นเพื่อจะสงสารหินที่โดนลมกร่อนกินอยู่บนผืนทรายร้าง
เพื่อจะสงสารสนที่พยุงต้นมันหมิ่นบนโขดสูงเยียมวิมาน มันบิดลำต้นเป็นเกลียวและห่มเปลือกขรุขระทัดทาน
ความร้อนคลั่งและหนาวเย็นแปรผัน กระบองเพ็ชรบางต้นแอบขึ้นและอายดอกของมัน
ที่งามวิจิตรฝานสีของความแห้งผาก และ...ข้าพเจ้าไปที่นั่น เพื่อจะอิจฉาหมาพูเดิ้ลที่นั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมในร้านเสริมสวย
รอให้ตัดและสระขน มันชูคออย่างเย่อหยิ่งและน่ารัก ชีวิตของมันหรูและแพงอย่างไม่น่าเชื่อ
เพราะมันเคล้าเคลียให้ขาเหงาๆของผู้หญิงบางคนอบอุ่นในคืนที่หล่อนเปลี่ยวใจ...
ที่นั่นเป็นลำเนาของเศรษฐี แต่คนที่สวมรองเท้าบู๊ทหนังกลับยับย่น ในตาสกปรก
นุ่งธรรมจริยาที่สานทอเอาจากราคะและละโมบ ก็มีถนนจะเดินเหมือนกัน ใช่
! ไอ้มครคนนั้นคือ รงค์ วงษ์สวรรค์ มันกำลังมองหาใครคนที่ว่านั้น
และยังหาไม่พบ
วันสวยงาม และเศร้าเหล่านั้น
ข้าพเจ้าโกหกตัวเองว่ามีความสุข จริงละ เราไม่ได้อยู่ในโลกยุคที่คนเราจะต้องโกหกตัวเองว่ามีความสุข
ในขณะที่พยายามจะหนีความทุกข์ มันไม่ใช่การกระทำที่ถูกต้อง แต่บางคราวมันจำเป็น
เรากำลังเล่นละครไม่ใช่หรือ เราเดินอยู่บนถนนแห่งความมดเท็จเพื่อจะไปหาความจริง
ที่นั่นเป็นสุดถนน... ข้าพเจ้าเคยโกรธแค้นบางคนที่ฆ่าตัวตาย เออร์เนสท์
เฮมิงเวย์ เพราะหลงใหลจริตวิตกและชีวิตแบบของเขา มาริลีน มอนโร เพราะชื่นชมความเป็นผู้หญิงซื่อสัตย์ต่ออารมณ์ของหล่อน
หรือเด็กสาวข้างบ้าน เพราะหล่อนผิดหวังในความรักชั่วเล่น หล่อนควรจะมีชีวิตอยู่ผจญกรรม
แม้หล่อนจะอัปลักษณ์กว่าบางกลีบที่โดนแมลงชอนไชของดอกกุหลาบ แต่ในบางอารมณ์ข้าพเจ้าให้อภัยคนเหล่านั้น
เขาหรือหล่อนกำหนดนาทีจะตายให้กับตัวเองได้อย่างแม่นยำ และเย้ยหยันสิ่งที่ทุกคนกลัวมันได้อย่างสาสม
ความตาย ใช่ ข้าพเจ้าเคยนึกจะฆ่าตัวตายเหมือนกัน เพียงแต่นึกไว้เท่านั้น
ยังฆ่าไม่ได้เพราะสงสารคนอื่น
ธันวาคม คืนนั้น
เหล้าเบอร์เบิ้น พายุกรรโชก และฝนสาดกระทบบานกระจกหน้าต่างห้องนอนและอีกสี่ห้าหยดซึมหล่นลงในแก้วน้ำตา
กังวานรำพันของของมันฟังเหมือนเพลง และรู้สึกเหมือนโดนเฆี่ยนบนเนื้ออ่อน
จากคำรามกราดเกรี้ยวของสายฟ้า กามสุข และความเศร้า... ข้าพเจ้าได้พบกับใครคนนั้นที่ตามหา
โฉน ไพรำ หนุ่ม
เขาเป็นผู้ชายพันธุ์ที่เป็นไปได้
จะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น เทวดา หรือปีศาจ หมาป่า หรือแมว ม้า หรือกระรอก
ผิวคล้ำบนใบหน้าของเขาน่าจะเป็นชาวเรื่อ ไหล่กว้างของเขาน่าจะเป็นนักมวย
เรือนกายโปร่งบิดผันนิ่มนวลของเขาน่าจะยืนสอยคิวอยู่ในบิลเลียดสถาน
หรือไล่ตะโบมนางกวางอยู่บนฟลอร์เต้นรำ มือหนาหนักของเขาและนิ้วเรียวประณีตนั้นน่าจะหยิบแก้วเหล้าเจียระไน
และตบหน้าผู้หญิงแพศยา หล่อนจะชื่นชมกับรอยเจ็บ มารยาทของเขาน่าจะเป็นชู้รักของเศรษฐินีเปลี่ยวใจ
และ ฯ เป็นผู้ชายไม่มีความจำกัดความ เป็นผู้ชายที่ รัตนะยาวะประภาษ
จะวางมือจากเปิดเปลือกหอยนางรม และวางตาโศกคู่นั้นอย่างพิเคราะห์รวนเรใจว่าควรจะเขียนถึงเขาไหม
นพพร บุณยฤทธิ์ จะรู้สึกพิศวงแล้วรีบยื่นแก้วเหล้าให้เขาดื่ม ปกรณ์
ปิ่นเฉลียว จะจรดตามองถี่ถ้วนจนรูปพรรณของเงา เพื่อจะให้ข้อหาอุกฉกรรจ์ในเรื่องสั้นรสแกร่ง
สุวรรณี สุคนธา จะวิ่งหนีไปซ่อนอยู่ในร้านเหล้าริมถนนหน้าพระลานและสะเทิ้นอาย
เป็นผู้ชายที่ดูเหมือนจะเคยเดินสวนกับ อาจินต์ ปัญจพรรค์ในเหมือง บังเอิญไม่รู้จักกัน
เป็นผู้ชายที่หลังจากได้ร่วมรสสวาทกับผู้หญิงสักสิบเอ็ดหน หล่อนจะออกอุทานชื้นชุ่มว่า
ใครจะไม่ดีกว่าคุณ และดิฉันคงจะไม่รู้จักใครอื่นอีกที่เลวกว่าคุณ...
โฉน ไพรำ อายุเพียงยี่สิบห้า เพราะข้าพเจ้าไม่อยากให้เขาหนุ่มกว่านั้น
ยืนประคองความเป็นผู้ชายพันธุ์ของเขานั้นอยู่บนความสูงห้าฟุตสิบนิ้ว
ผงาดสวยทั้งในแสงจันทร์ และแสงแดด
ความน่ารักน่าชัง
ความร้ายกาจ หรือความเป็น โฉน ไพรำ ของเขานั้น ถ้าผู้อ่านคิดว่าเขามีคุณความดีอยู่บ้าง
ข้าพเจ้าจะขอบใจแทนเขา แต่ถ้าผู้อ่านคิดว่าเขาเป็นคนเลวบัดซบ ข้าพเจ้าเห็นด้วยทันที
และใคร่จะยืนยันในความคิดเดิมว่า ความเลวจะเป็นบทเรียนของคนดีได้ ในทำนองกลับกันที่คนเลวจะได้สำนึกบาปบุญจากความดี
เท่าไหน เพียงไรที่จะยกได้ว่าเป็นความประพฤติอันงดงาม อะไรคือคุณและโทษ
อะไรคือที่เรียกว่าธรรมจริยาวิจารณญานของผู้อ่านย่อมจะทำหน้าที่จำแนกได้ถี่ถ้วน
ทั้งจะชัดเจนกว่าที่โฉน ไพรำ หรือ รงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้มึนเมาอยู่ในกิเลสจะมองเห็น...
เราในปัจจุบันคงจะปฎิเสธไม่ได้เป็นแน่นอน ความละโมบในกามคุณได้ครอบงำอยู่เหนือจิตใจคนเป็นอันมากเกินประมาณ
ในรูปพรรณต่างๆกัน ความผันผวนยุ่งยากนานัปการในสังคม ตลอดจนความดิ้นรนแสวงหาความสุข
ดูเหมือนจะเป็นภาระอันหนักหนา และขมขื่น กว่าที่เคยเป็นมาก่อน อำนาจรุนแรงร้ายกาจของมันท้าทายให้เราต้องบันทึกไว้ในลักษณะไม่เหมือนกัน
นักประวัติศาสตร์จะรู้สึกว่าแผ่นกระดาษของเขาโสโครก จิตรกรรำพึงไว้ในสีสันของเขา
คนหนังสือพิมพ์บันทึกไว้ในข่าวประจำวันและคืน นักมานุษยวิทยาเริดคิ้วพิศวง
ผู้แสลงกามตื่นตระหนก และกอดคัมภีร์ไว้กับอกนักดนตรีวาดบรรเลงไว้ในประโยควลีอันเสียดแทงอารมณ์
และคนกวาดถนน ผู้สูญเสียบุตรีให้กับความทะยานอยากไร้ขอบเขต จะฝากความเศร้าของเขาไว้กับใบไม้แห้งที่ปลิดก้านจากกิ่ง
และนักเขียนเราพยายามจะทำนวนิยาย ดูเหมือนเราจะทำอะไรได้ไม่มากกว่านั้น
โฉน ไพรำ หนุ่ม
ถ้านั่งกันอยู่หลังแก้วเหล้าพร้อมหน้าเพื่อน ตรงซอกไหนของกรุงเทพฯ
ที่มีกลิ่นราคะจ้าน
ทำไมจึงเขียนเรื่องนี้ก่อน
? รัตนะยาวะประภาษ เป็นผู้ถาม
หาสแควร์ใหม่ๆ ที่ไหนสักแห่ง
เลือกมุมให้สะใจ แล้วนั่งมองชีวิต ? นพพร บุญยฤทธิ์ ให้ความเห็น
สง่า อารัมภีร์ ผู้อาวุโส ให้นึกฉงน
ขูดสนิมในหัวใจหมดแล้วหรือ ?
ข้าพเจ้าคงจะตอบว่า ก็เพราะอยากจะอ่านเรื่องนี้ก่อน
และ หวังใจว่าท่านผู้อ่านคงจะอนุญาตให้ข้าพเจ้าเขียนเรื่องที่อยากจะอ่านก่อน
แล้วจึงจะพากเพียรเขียนเรื่องอื่นอีก นอกจากเป็นงานอาชีพ งานเขียนเป็นเภสัชเพียงชนิดเดียวสำหรับผู้ป่วยไข้ทางอารมณ์เป็นการเรื้อรัง
งานเขียนของข้าพเจ้าคงจะไม่สิ้นสุด แม้ในที่สุดจะพบว่า เหลือผู้อ่านเรื่องของ
รงค์ วงษ์สวรรค์ คนเดียวเท่านั้น คือ รงค์ วงษ์สวรรค์
อย่างที่ว่านั้น
เรื่องนี้เป็นเรื่องของ โฉน ไพรำ หนุ่ม เขาเป็นต้นเรื่อง เป็นตัวละครของเรื่อง
ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงบรรทัดสุดท้าย แต่ถ้าหากว่าเรื่องของเขาจะไม่ถูกอัธยาศัยของท่านผู้อ่าน
ก็จะไม่ใช่ความผิดของเขาเป็นแน่นอน เป็นความผิดของ รงค์ วงษ์สวรรค์
อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และจะขอโทษต่อผู้อ่านทุกท่าน ด้วยใจจริง
ข้าพเจ้ามีวิตกกังวลอย่างยิ่ง ให้หวั่นเกรงว่า อาจินต์ ปัญจพรรค์ จะขาดทุนเพราะพิมพ์เรื่องนี้
เพราะเขาให้เงินข้าพเจ้ามากเหลือเกิน เขาจะซื้อความลำบากทุรนของข้าพเจ้าในสหรัฐ
ฯ ด้วยความไม่ร่ำรวยของเขา และถ้าบังเอิญเป็นอย่างนั้น พนันกันได้ว่าเขาจะไม่ร้องไห้
แต่ใครอื่นอีกหลายคนที่เบียดบังนักเขียนไทยเสมอมาจะหัวเราะดัง ข้าพเจ้าจึงหมั่นกำชับ
โฉน ไพรำ ก่อนรุ่นหลังให้ออกมาเดินบนบรรทัดหนังสือว่า อย่าทำให้ อาจินต์
ปัญจพรรค์ ผิดหวัง และอย่าทำให้ผู้อ่านผิดหวัง
ถ้าคำนำหรือปรารมภ์จากผู้เขียนนี้ยาวเกินทน
คงจะเป็นเพราะข้าพเจ้ากำลังเหงา คิดถึงเพื่อน คิดถึงผู้อ่าน คิดถึงบางซ่อน
โพธาราม กรุงเทพฯ และประเทศไทยที่ให้ข้าพเจ้าได้เกิดมาเป็นคน ขอได้รับความรักและคารวะจาก
'รงค์ วงษ์สวรรค์
8926 Lucast Ave.
Fontana, California 92335
U.S.A.
|