พูดกับบ้าน >> บทที่ 1

       

ผู้ชายมีบ้านได้อย่างไร ? คำถามนี้ผมสงสัยเหมือนกัน ! ผมบอกตัวเองว่าควรเริ่มทำงานให้บรรณาธิการหลังคำถามนี้ มันไม่ใช่คำถามเฉพาะสำหรับผม แต่มันเป็นคำถามของสังคม และ-บังเอิญผมไม่ใช่รัฐมนตรี ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับบ้านของประเทศ ผมจึงไม่มีความจำเป็นให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ หรือบงการให้โทรทัศน์เชิญไปออกอากาศเพื่อหล่นความเพ้อฝันจากปลายลิ้นอย่างเพลิดเพลิน ! ผมขออนุญาตพูดถึงบ้านของผมเท่านั้น
        และ-บ้านของผมเป็นความจริง !
        นักจิตวิทยาหรือหมอดูริมคลองข้างทำเนียบ คงอธิบายว่า เนื่องจากผมเป็นคนร่อนเร่ ผมจึงทะเยอทะยานอยากมีบ้านรุนแรง
        ผมนอนในบ้านคนอื่นมาแล้วหลายบ้าน ความคิดมีบ้านของตัวเองคงไม่ใช่ความผิดบาป-ใช่ไหม?
        ความผิดบาปอะไร ?
        ตอบ : ความผิดบาปในทรรศนะของนายทุนผู้กำหนดให้บ้าน (และผืนดิน) ราคาแพงเหมือนตกนรก !
        ในบ้านตำแหน่งข้าราชการผู้น้อยที่สามชุก - สุพรรณบุรียุคสก๊อทช์วิสกี้ขวดละ 4.50 บาท เงินเดือน 40 กว่าบาทของพ่อบ้านหลังนั้นจึงเล็กกว่ากรงนกของ คุณหลวง หรือ ท่านขุน ปริญญาวิศวกรรมจากอังกฤษ แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นบ้านที่ผมเติบโตโดยให้ความรู้สึกปวดร้าวพอสมควร เมื่อผมมองเห็นบ้านของเด็กคนอื่นอัครฐานและหรูหรา และพวกเขามีขนมสีสวยในขวดโหลกินกันเหลือเฟือ แต่ผมกินขนมถ้วยฟูสีขาวมอมแมม พวกเขากินแอ๊พเปิ้ลและสาลี่ ผมกินลูกเล็บเหยี่ยวในป่า
        บ้านบอกกับผมในร่มเงาใต้ถุนว่า
        “มึงขยันไปโรงเรียน ฝักใฝ่หาความรู้แข่งขันกับลูกหลานคุณหลวง ความจนมันเป็นเชื้อไฟของความฉลาดร้อนแรงกว่าคนรวย ! มึงอย่าท้อถอย ในระบอบประชาธิปไตยทุกคนมีสิทธิ์เสรีภาพทัดเทียมกัน..”
        เวลาผ่านมาถึงพ.ศ. นี้ คำพูดหลายประโยคนั้นของบ้านยังไม่ได้รับการพิศูจน์ว่าเป็นความจริง ผมกับเพื่อนคนจนได้รับความขมขื่นโดยไม่เปลี่ยนแปลง ! คุณหลวงหรือท่านขุนปิดม่านชีวิตแล้วโดยแรงเหวี่ยงสังคมหมุนตามโลก และโดยความคิดในถ้วยกาแฟริมถนนที่ปารีสกระฉอกเปื้อนมาถึงกรุงเทพฯ ขุนนางประชาธิปไตย 2475 รื่นเริงบนถนนการเมือง ฆ่ากันเพื่อการเมือง สืบสกุลการเมือง และผลัดกันขึ้นมาบนเวทีอย่างหวงแหนบทบาท
        บักหำน้อย ลูกชายของผมกินขนมตาลและวุ้นกะทิ
        มันร้องไห้อยากกินช็อคโกเล็ทท์และไอศครีมสีสวยน่าประหลาด ! มันร้องไห้เหมือนผมเคยร้องไห้ ! ผมทำงานได้เงินพอซิ้อให้มันกินนานๆ หนได้เหมือนกัน แต่ผมจำเป็นต้องนึกถึงเมล็ดชข้าวในจานของหลายคนในบ้านก่อน ไอศครีมบัดซบสองถ้วยหมายถึงชิ้นเนื้อหรือปลาและผักสีเขียว ความเค็มของเกลือและความเผ็ดของพริก และ-หมายความต่อมาถึงการมีชีวิต
        การมีชีวิตเพื่อแก้แค้นการขูดรีดในสังคม !
        ภาระหนักของผมที่แย่งไอศครีมจากปากของมันคือเงินผ่อนส่งรายเดือนให้กับธนาคารเป็นค่าผืนดินปลูกบ้าน 2,010 บาท นาน 15 ปี ผมคงอายุเกือบหกสิบเมื่อถึงเดือนสุดท้าย และมันเป็นหนุ่ม ถ้ามันรีบร้อนผลิตลูกตั้งแต่เรียนมัธยมเหมือนผม มันก็ย่อมมีโอกาสนั่งร้องไห้กับลูกของมัน พร้อมกับเป็นคำอธิบายชัดเจนในความรู้สึกของมันเกี่ยวกับน้ำตาของผมในพ.ศ. นี้ แม้ว่าเหตุผลของการร้องไห้อาจแตกต่างกันบ้าง


ในบ้านฝาปะกนริมน้ำแม่กลองของยายที่โพธาราม-ราชบุรี ผมได้รับความร่มเย็นและเป็นสุข ร่มเย็นกับเงาของบ้านและต้นไม้ ละมุด อินจัน ชมพู่ มะม่วง และส้ม ความรักของยายผู้เป็นหมอสมุนไพรและหาบปลาจ่อมขายไปบนถนน ยาย (ทองอยู่ ศิริสายัณห์) เป็นความรักบริสุทธิ์ของผม
        บ้านหลังต่อมาที่ผมเคยนอน
        บ้านนั้นแบบเรือนแถวคับแคบของนายสิบโทผู้เป็นอาว์เขย ในกรมทหาร ป.ต.อ. ละแวกเกียกกาย - บางซื่อ 2484-2485 ผมมองบ้านของพินิจ ชุณหะวัณ ด้วยความอิจฉา พ่อของเขาเป็นผู้บังคับกองพันฯ แต่เขาไม่เคยดูถูกเหยียดหยามและเป็นเพื่อนดีของผม เขาเป็นคนแรกที่สอนผมไม่ให้ประหม่าใครที่รวยกว่า เขากับผมนั่งรถรางไปโรงเรียนอำนวยศิลป์ด้วยกัน พายเรือและเล่นน้ำในคลองด้วยกัน และแนะนำให้ผมรู้จักกรุงเทพฯที่หมายถึงท่าเรือเขียวไข่กา บางกระบือ บางลำภูและศาลาเฉลิมกรุง ผมขอขอบใจไว้บนบรรทัดนี้
        บ้านเช่าในแถบราชวัตร อาว์เขยอีกคนเป็นช่างเครื่องยนตร์ พ.ศ. นั้นซื้อหมูต้มชิ้นยาว 5 สตางค์ในตลาดเอามาผัดถั่วฝักหรือจิ้มน้ำปลาบีบมะนาว กินกันสองคนอิ่ม
        บ้านสองชั้น (ราคาคงไม่เกิน 450 บาท) ของลุง ละแวกพานถม ข้าราชการผู้ซื่อสัตย์เก็บหอมรอมริบนานปีกว่าจะมีบ้านหลังนั้น ลุง (เตื้อง ศิริสายัณห์) เป็นคนเมตตาและเคร่งครัดกับระเบียบ ป้าสะใภ้เป็นผู้ดีเก่า ผมได้รับบทเรียบอย่างเจ็บและจำในการอาศัยอยู่ในบ้านของคนอื่น และผมเขียนเรื่องสั้นได้หลายบทด้วยความเคียดแค้น เมื่อได้กลิ่นบุหรี่แกริค หล่อนสูบบุหรี่ราคาแพงตรานั้น
        สงครามโลก 2 บานในสวนแถบวัดนางชี - ธนบุรี บ้านนั้นปลูกด้วยเสา-พื้น-ฝาไม้หมาก แบบหนี
อันตราย และผมหนีไม่พ้นผู้ดีและคนร่ำรวยประเภทฝ่าตีนแดง ผมพยายามบอกตัวเองว่าคนพวกนี้ไม่น่ากลัวกว่าเรือดในฟากไม้หมากที่ดุเหมือนหมาเฝ้าสวน แต่ผมในอายุแรกหนุ่มมีเวลานอนน้อยกว่าเที่ยวไปในกลางคืนกับสิวที่ประใบหน้า
        แผงลอยในตลาดนานา-บางลำพู มันก็เป็นบ้านเหมือนกันหลังสงครามจบ และความจนมันน่ากลัวกว่าความตาย
        “แกหิวและทุกคนที่นี่หิวเหมือนกัน เพื่อนของแกบางคนเป็นขโมย แกอยากเป็นเหมือนเขาหรือแกจะเป็นใคร ?” แผงลอยถามผมในบางคืน
        ผมกลับมาอย่างเหน็ดเหนื่อยกับงานเดินเร่ขายบุหรี่บัวหวาน
        หิวแสบในขดลำไส้ ผมพบว่าไม่มีข้าวเย็นเหลือติดก้นหม้อ ผมเดินซวนเซไปโรงแรมมุมถนนซอย เงินกำไรบางส่วนเปลี่นเป็นก๋วยตี๋ยวผัดราดหน้าหมูผักคะน้าหรือขนมกุยไช่ กินมากกว่านั้นไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่เงินของผม แต่เป็นของคนแก่ผู้รักและบูชาเงิน ! ผมเป็นเพียงผู้บากบั่นมาขออยู่ในปกครองในฐานะหลาน โดนบ่นและโดนรังเกียจตลอดเวลา !
        โรงแรมนั้นเป็นบ้านขุนนางเก่าเปลี่ยนเป็นบาร์เหล้าชั้นบนและรำวงชั้นล่าง ผมยืนมองผู้หญิงส่ายเอวเต้นฮาไว เหงื่อเปียกปอนต้นขา อเมริกันเดินทางมากับรถจี๊พกวักมือเรียก ผมพูดภาษาอังกฤษได้บ้างแบบนักเรียนมัธยม และด้วยความเข้มงวดของครูชัชวาลย์ วรรฒนะสาร เขาชวนผมขึ้นไปนั่งด้วยกันและถามทางไปแพร่งสรรพศาสตร์ ผมไปกับเขาด้วยความยินดี หลายบ้านหลายบาร์และหลายถนน หลังเที่ยงคืนเขาย้อนกลับมาส่งที่บางลำภู เขาให้บุหรี่เพลยเยอร์ เนวี่คัทและโกลด์เฟลคหลายซองเป็นรางวัล และช็อคโกเล็ทท์
        ผมเก็บบุหรี่เอาไว้ขายราคาแพง มันเคยแพงถึงมวนละ 1.25 บาท และกินช็อคโกเล็ทท์อร่อยที่สุดในชีวิต
        ผมรู้แล้วว่าผู้ชายควรหาช็อคโกเล็ทท์กินได้อย่างไร ? ผมมารอพบอเมริกันแถวโรงแรมนั้นทุกคืน

ถัดจากแผงลอยเป็นห้องแถว ห้องแถวและห้องแถวต่อมาอีกหลายแห่งหน และของคนอื่นทั้งนั้น ! ผมไม่เคยเช่าบ้าน เหตุผลซึ่งหมายถึงโชคร้ายผมไม่อยากคิดให้วุ่นวาย แต่ความจริงคือเป็นผู้อาศัยเขาตลอดมา เนื่องจากไม่มีโอกาสอื่น ถ้าไม่ใช่ฐานะเป็นหลานผู้ทำงานแลกที่นอนขนาดกว้าง-ยาวเท่าโลงผี ผมเป็นเพื่อนกับเจ้าของห้องแถวนั้นหรือบางทีก็เป็นเขย ชีวิตในห้องแถวซึ่งหมายถึงกลิ่นเหม็นเน่าในรูท่อ หนูสกปรกขนเปื่อยรุ่ยวิ่งพล่าน แมลงสาบบินว่อนและสารพันความโหดร้าย ประยุกต์เป็นความกดดันในจิตใจรุนแรงถึงกลายเป็นคลุ้มคลั่ง กราดเกรี้ยวและว้าเหว่ อายุ 23 ผมปลูกบ้านหลังแรกแถวบางซ่อนบนผืนดิน 100 ตารางวา เจ้าของโฉนดบางส่วนของผืนดินพูดอย่างคนอารมณ์สดชื่นเหมือนดินหมาดหลังฝนว่า
        “แม่ผมแค่นซื้อไว้ตารางวาละสิบสลึงเท่านั้น ไม่น่าเชื่อนะคุณ”
        “ครับ - ผมเชื่อ...”
        มันเป็นความจริงอย่างยิ่งแต่คนละด้านว่า แม่ของผมเป็นผู้ผ่อนส่งผืนดินนั้นในราคาตารางวาละ 240 บาท ! เงินเดือนของผม 550 บาทจากงานหนังสือพิมพ์ เงินเขียนคอลัมน์ รำพึง-รำพัน โดย “ลำพู” สัปดาห์ละ 120 บาทและแบ่งให้น้อง (นเรศร์ วงษ์สวรรค์) เรียนมหาวิทยาลัย ผมปลูกบ้านได้อย่างไรก็น่าสงสัยเหมือนกัน ?
        บ้านชั้นเดียว 1 ห้องนอนกับห้องนั่งเล่น ราคาพ.ศ.นั้นขนาดแกล้งๆ เรียกมันว่าบ้านอย่างน้อย 25,000 บาท แต่ผมมีเงินจำนวนพันจากกำไรเล่นไพ่ยี่สิบเอ็ด และภาระหนี้ร้านเหล้ามุมถนนหลายถนน เพื่อนสถาปนิกบางคนสัพยอกว่าเขาเอาตีนซ้ายเขียนแบบเสร็จใน 5 นาที ผมเชื่อเขาอย่างไม่หวาดระแวงและไม่หวั่นเกรง
        เขา (นภดล หงสกุล) กับผมช่วยกันเมาเกือบทุกคืนนานหลายเดือน มุงหลังคาคลุมเสาแล้วยังไม่มีไม้พื้นกับฝา บานหน้าต่างโดนขโมยเหลือแต่วงกบ ช่างไม้เหวี่ยงฆ้อนอย่างดุดันประชดในวันที่พลาดนัดชำระเงินค่าแรงของเขา แต่เขายิ้มน่ารักถ้าผมหิ้วเหล้ากับไก่ย่างเดินมาบนถนนเป็นหล่มโคลน และตอนดึกชวนเขาไปบ้านกะหรี่แถวนางเลิ้ง บางคืนบ้านป้าหยิบหลังอาคารราชดำเนิน แล้วเขากลับมานอนเรียกแรงตื่นเกือบเที่ยง ลับลิ่วถึงบ่ายสองโมง คัดคลองเลื่อยลันตาถึงบ่ายสี่โมง เกือบบ่ายห้าโมงเขาจึงหยิบไม้มาลูบคลำเหมือนกลัวเสี้ยนมันตำมือ และบ่นอย่างหงุดหงิดว่าไม้ผิดขนาด
        เขาไม่รู้ว่าเสี้ยนนั้นมันทิ่มแทงลึกลงในหัวใจของผม



 
^ TOP
Contact us : info@tuneingarden.com
Tune in Garden.com 2003-2006 All rights reserved. Create and powered by Tune-in People
:: ต้องการเสนอแนะ,ให้ข้อมูล,แจ้งแก้ไขข้อมูล,ข้อผิดพลาด,ลิงค์เสีย หรือต้องการนำเสนอบทความ,ค้นคว้า,ข้อมูลต่างๆ ที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดความถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด นั้นถือเป็นเกียรติแก่ทีมงานของเราทุกคนอย่างสูงยิ่ง
โปรดติดต่อเราโดยตรงได้ที่ info@tuneingarden.com ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้
สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามมิให้ลอกเลียน ทำซ้ำ เผยแพร่ หรืออย่างหนึ่งอย่างใดในเว็บไซต์นี้โดยมิได้รับอนุญาต