| 
ใบไม้
และ กรุงเทพฯตวาดมองคนไม่เจียมตน
ใช่ -- มันคือ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)
ใครก็ตามในเราทั้งสี่คนควรจะขอบใจ รัตนะ ยาวประภาษ
นพพร บุณยฤทธิ์ ขอบใจ รัตนะ ยาวะประภาษ อาจินต์ปัญจพรรค์ ขอบใจ รัตนะยาวะประภาษ
'รงค์ วงษ์สวรรค์ ขอบใจ รัตนะยาวะประภาษ
และรัตนะ
ยาวะประภาษ ก็ต้องขอบใจ รัตนะ ยาวะประภาษ ด้วยเหมือนกัน ในความสามารถขว้างเกลียวเงื่อนแห่งความเป็นเพื่อน
รั้งเราทั้งสี่คนไว้ด้วยกันแน่นหนา
ความเป็นเพื่อน
นั้นไพเราะกว่าดนตรีที่บรรเลงอยู่ในกลิ่นหอมของดอกไม้
หรือหอมกว่ากลิ่นหอมในสรสัมผัสของกวี
มองชอนในอดีต
เราได้ร่วมกิริยาและมองความเศร้า ของทะเลแหนงหน่ายคลื่น เคยตะเพิดกันด้วยอำนาจเงินในวงไพ่
เคยเมาจนสะดุดขากันและกันหกล้ม เคยหงอย เคยจน (แต่ไม่เคยรวย)ด้วยกัน
และเคยหิวด้วยกัน เกือก (ของใครของมัน เคยขาดมาด้วย
และแม้แต่
(โดยเฉพาะ 'รงค์ วงษ์สวรรค์) เคยหลงรักผู้หญิงบางคนของเพื่อน
ไม่ใช่เพราะข้าพเจ้าบังอาจคิดว่าเป็นหมุ่มกว่าทั้งสามผู้เพื่อนนั้น
แต่ข้าพเจ้าทะลึ่งกว่า
เราทั้งสี่คนเคยเขียนหนังสือ
อยู่ในเล่มเดียวกัน หรือในหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกัน ในหลายวาระแต่ยังไม่เคยเลยที่เราจะมาขีดเส้นคั่นกันในหน้ากระดาษสองหน้าเรียงของนิตยสารรายสัปดาห์แล้วเขียนหนังสือในลักษณะที่อาจเรียกได้ว่าพิงไหล่กัน
คงจะสนุก
เพื่อนคนที่ห้าที่หกของเราหมายว่าอย่างนั้น
แต่เราทั้งสี่คน
(ดูเหมือนจะ) ไม่ค่อยสนุก
ข้าพเจ้า
และตัวหนังสือของข้าพเจ้า รู้สึกขวยเขินเมื่อมองรายรอบได้พบกับความสุขุมแกมปนหยอกเอินชีวิตของ
นพพร บุณยฤทธิ์
พบกับความเยียบเย็นแฝงกราดเกรี้ยวในอุดมการณ์ของ
รัตนะ ยาวะประภาษ
พบกับความโผงผางในอารมณ์แค้นเคียดและถ่องแท้ในจริยธรรมของ
อาจินต์ ปัญจพรรค์
ค
ว า ม ข ว ย เ ขิ น
มันเป็นความรู้สึกเดียวกันกับข้าพเจ้ามองจาบจ้วงผู้หญิงในโนมเนื้อ
แล้วหล่อนหันมองกลับมาโกรธขึ้ง
หรือแม้แตะจะเย้ยหยัน
หรือยิ้มชวน
และมันเป็นความรู้สึกเดียวกันกับข้าพเจ้ามองต้นไม้
แล้วใบเขียวขรึมนั้นมองกลับมาอย่างไม่แยแส
และเมื่อข้าพเจ้ามองกรุงเทพฯ
ในบางตำบล ที่เป็นป่าคอนกรีท
กรุงเทพฯ
ตวาดมองกลับมา
กุหลาบ
กุหลาบดอกนั้นเคยสวย ข้าพเจ้ามองอดีตรีบร้อนของมันขณะโรยกลีบ แล้วถาม
'รงค์ วงษ์สวรรค์ คนที่สองผู้หยิบวิญญาณของข้าพเจ้าไปวางไว้บนเงา
ข้าพเจ้ารักโรยกลีบกุหลาบนั้น
หรือรักกลิ่น?
"กลีบ"
นาฑีแรกได้ยินตอบอย่างนั้น
"กลิ่น"
และนาฑีต่อมาข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนใครกระซิบบอก "เพราะว่ากลิ่นนั้นคือบุคคลิกของกุหลาบ
คุณรู้ไหม? สรรพสิ่งใดก็ตามที่เผยบุคคลิกของตนนั้นเป็นศิลป หรือจะย่นลงมาว่า
เป็นความรู้สึกทางสุนทรีย โดยเราอาศัยจริตมาบดบัง ความขวยเขิน แล้วเรียกกันอย่างนั้น
คอนกรีทที่บิดผันไปตามอารมณ์ของสถาปนิก บรอนซ์หรือทองแดงที่ผ่านมือประติมากร
หรือทำนอง พรูพรั่งบนสีสันที่จิตรกรเขียน นั้นย่อมจะเผยบุคลิกให้ปรากฎ
ใครผู้กระซิบบอกข้าพเจ้านั้นเป็นบรมปราชญ์แห่งชมภูทวีป
ผู้นั่งอยู่ใต้ต้นมะม่วง
ดอกมะม่วงหอมเปรี้ยว
จมูกข้าพเจ้าพาลได้กลิ่นเนื้อกายของผู้หญิง
หล่อนเดินผ่านมา
เหมือนบทกวีปลิวคว้างในสายลมชวย
นั้นคือกลิ่นของความรัก
และความผิดหวังและเศร้า
และรื่นเริง
กลิ่นของหล่อนเผยบุคคลิกงดงาม
กลีบของหล่อน?
'รงค์
วงษ์สวรรค์ โดนตบหน้าก่อนตอบคำถามประโยคบนนั้น
รู้สึกเจ็บ
แต่ไม่อาย และไม่เข็ด
เบือนจากหล่อน
หันมอง นพพร บุณยฤทธิ์ อาจินต์ ปัญจพรรค์ และรัตนะ ยาวะประภาษ
แต่เพื่อนทั้งสามไม่แยแส
และเมินหนี
หน้าที่ต่อมาของข้าพเจ้าคือมองหากลีบอื่นบนดอกไม้อีกสองดอก
หรือหมื่นดอก
สิบก้า. สี่สิบห้า น.
๑๖.๓๑ น. ล้วนมองในหน้าต่างบานนั้น เห็นชายหนุ่มนั่งครุนคิดอยู่บนขอบเตียง
อายุเพียงยี่สิบสาม และเรือนกายแน่นผึงเหมือนหลอมจากทองแดง เนื้อของเขายังหมาดน้ำ
นานกว่าสิบเก้านาฑีแล้วเขายังตรองใจไม่ได้ว่าจะหยิบกางเกงตัวไหนมานุ่ง
เขารู้สึกมีความทุกข์
๑๖.๔๕
น. เขาคิดว่ากางเกงผ้าฝ้าย สีเหลืองผิวมะนาวสุก กับเชิ้ร์ทสีกลีบดอกผักตบ
คงจะเข้าทีสำหรับวันที่อากาศอบอ้าวก่อนฝนตก เพียงแต่คิดไว้เท่านั้น
เขาเป็นชายผู้ยึดถือในแฟชั่น
ม้อด-ลุค คลั่นใคล้ในสีสันแปรดตา กางเกงขอบเอวต่ำกว่าเอว หรือที่เรียกกันว่า
ทรงกอดสะโพก ช่วงเป้าสั้นกว่าคืบนิ้วมือหูเข็มขัดโต และเจียนปลายขาบานเหมือนระฆัง
เชิ้ร์ทรัดรูปโสภา คอปกกว้างและสูงชะเง้อ เขารู้สึกผึ่ง และทั้งมีความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างยิ่งถ้าได้บรรจงแต่กายในลักษณะนั้น
๑๗.๐๒
น. เขาอยากนุ่งกางเกงผ้ากำมะหยี่สีแดงและเชิ้ร์ทสีเปลือกแคแห้ง แต่อีกสองนาฑีถัดมาเขาเปลี่ยนความคิด
๑๗.๑๘
น. เขาสอดขาเข้าในกางเกงไหมสีเขียวเลี่ยน มันเขียวกว่าเขียวขอบบอน
และใบไม้ทุกพันธุ์ทุกใบ แล้วปลดเชิ้ร์ทจากไม้แขวน เป็นเชิ้ร์ทสีดำราคาแปดร้อยบาทสั่งจากนครนิวยอร์ค
ดีไซน์ของ โอเลก แคสซินี ช่างเสื้อผู้ยิ่งยงบนถนนแฟชั่น
ผู้ผ้าพันคอแพรบางเนียนสีเหลืองทานตะวัน
ใช้มือเสยเส้นผมปรกบนหน้าผาก
และด้านหลังให้หล่นลงขมวดปลายเฉียดกับไหล่ ผมของเขายาวสลวยและไม่เปื้อนแฮร์ครีม
นั้นเป็นไปตามแฟชั่น ม้อด-ลุค เหมือนกัน
รองเท้าบู๊ทสีทองคำ
และรองเท้าคู่นั้นใช้เข็มขัดคาดแทนเชือกร้อยในรูของมัน
เขาผิวปากเพลง
เรนนี่ เดย์ วีเม็น โฟ้ล์ค-ร็อค ของ บ๊อบ ไดแลน ผู้เป็นอัจฉริยะของความหนุ่ม
พลางนับธนบัตรสอดในคลิพเงินจำนวนสองพันบาท
๑๗.๓๒
น. (ข้าพเจ้าอาศัยความใคร่รู้เป็นพาหนะ ติดตาม - - ) เขาออกจากห้องหมายเลย
๕๑๓ ของโรงแรมชั้นเฟิ้ร์ท แคลสส์ แห่งกรุงเทพฯ อาศัยเอเลเวเต้อร์ พาลงสู่เฉลียงปูพรม
แล้วดเดินเข้าในบาร์
เขาดื่มค้อคเทลชื่อ
แมนแฮทตัน เพราะชอบรสหวานเผื่อน และความแดงฉานที่ย้อมลูกเชอร์รี่
สูบบุหรี่ควันหยาบตราอูฐ
อ่านหนังสือประเภทวิจิตรกามาของ
เฮนรี่ มิลเล่อร์
๑๗.๕๔
น. หล่อนมาพบเขาตามนัดหมายทางโทรศัพท์
หล่อนดื่ม
จิน' เอ็น โทนิค
หล่อนไม่ใช่
สุวรรณี สุคนธา ผู้เขียนเรื่องสั้นชื่อ บทแรกเริ่มที่...ยินโทนิค แต่หล่อนก็ชอบรสขมอ่อนของน้ำไควไนน์
และกลิ่นเปรี้ยวเอียงอายของมะนาว
ความงามของหล่อนเบนสายตาของเขาจากบันทัดหนังสือเพื่อจูบชมหล่อน
ในคาที่มีมือไขว่คว้าอยู่ในนั้นของเขาตรึมยิ้มของหล่อน
๑๘.๓๕
ในห้องดินเน่อร์
เขากินหอยนารมเปิด
เปลือก นอนแช่อยู่ในเกล็ดน้ำแข็งเย็น
และไวน์ขาว-ชาบลีส์
หล่อนกินเนื้อย่าง
และข้าวโพดต้มเนย
๑๙.๐๑
น. เขาดื่มบรั่นดี ตามน้ำเย็น
หล่อนดื่มเชอร์รี่บรั่นดี
๑๙.๔๒
น. เขาผลุนผลันชวนหล่อนขึ้นห้องหมายเลข ๕๑๓
๑๙.๔๕
น. รองเท้าบู๊ทสีทองคำ กางเกงไหมเขียวเลี่ยน เชิ้ร์ทดำ และผ้าพันคอแพรบางเนียนสีเหลืองทานตะวัน
หล่นเกลื่อนบนพื้นห้อง
เขาใช้เวลาเปลื้องผ้าเพียงหนึ่งนาฑีกับสิบหกวินาทีเท่านั้น
หล่อนยิ้มล้อเลียน
และพูด
"ให้ดิฉันนั่งชมดาวก่อนได้ไหมคะ?"
"บ้าซิ! เขาตวาดสัพยอก
แล้วเดินเข้าไปในกลีบหัวใจ
และวิญญาณเปียกชื่นของหล่อน
๑๙.๕๙
น. (ข้าพเจ้าใช้เวลาสี่สิบห้านาฑีฝ่าความตายบนถนนเปียกน้ำฝน รีบมาส่งต้นฉบับให้
รัตนะ ยาวประภาษ)
บางกลีบแห่งความเศร้า
ข้าพเจ้าได้เคยอาศัยเวลาเป็นพาหนะมาถึงความเป็นหนุ่ม
ชื่นชมและตื่นเต้นกับมัน ได้พบกับความรื่นเริงบนกลีบดอกไม้ ความีชีวิตของแดดและลม
ความพยายามในดวงตาของหยิง สาวผู้ถูกช่วงชิงความรัก และความเศร้าของเวลาเย็นจนมืด
- -
ค
ว า ม เ ศ ร้ า บ่อยครั้งในชีวิตที่ข้าพเจ้าโดนมือเหี้ยมโหดของมัน
ตบหน้าให้ได้รับความเจ็บช้ำ พยายามฝืนทนสู้กับมัน และได้รูรสของความพ่ายแพ้
ข้าพเจ้าหนีมันไปบนเส้นทางอันเคี้ยวคด
ในทุ่งนา
- - และจ้าพเจ้าก็ได้พบสาวชนบทโยกกายอยู่บนระหัดชักน้ำเข้าของหล่อน
เหลืองของดอกโสน
และเรียวต้นทะมึนของตาล
กลิ่นเหงื่อของหล่อนหอมละไม
(ความกำหนัดยินดีกระซิบบอก)
ริมฝีปากแดงเรืองเหมือนโคนกลีบฝ้ายป่า
หล่อนสวยจนข้าพเจ้าสะกดอารมาณ์รำพึงไว้ไม่ได้
และข้าพเจ้าคิดว่าเพียงสองตาเท่านั้นไม่เพียงพอจะชมความสวยของหล่อน
ควรจะชมหล่อนด้วยปากและลิ้นจึงจะสาสมกับคุณค่าแห่งความสวยนั้น - -
ฝนพร่างพรูลงมากั้นกางความปรารถนาเร่าร้อน
หล่อนวิ่งเข้ากระท่อมปลายนา และข้าพเจ้าอาศัยร่มระกำหนาม พลางตระหนักว่าตนนั้นเป็นอาชญากร
มีโทษผิดฐานที่ละทิ้งให้ความ สวยน้นหนาวเย็น
ข้าพเจ้ามีความตระหนักนั้นได้อย่างไร
ควรจะต้องป้ายความผิดให้กับความเป็นหนุ่ม แล้วซัดทอดต่อไปให้กับการมีชีวิต
ค
ว า ม เ ศ ร้ า มันเย้ยหยัน
กาลเวลาบางครั้งเป็นพาหนะที่เชื่องช้า
แต่มันก็พาข้าพเจ้าไปถึงริมแม่น้ำ ก่อนการนอนของนกและใบไม้ - - หญิงแม่ลูกอ่อนให้นมลูกอยู่บนแพลูกบวบ
นางรอผัวที่ยังไม่กลับจากโค่น ค้นกระท้อนฟากขะโน้น
ค
ว า ม เ ศ ร้ า หนุ่มคนแจวเรือจ้างนอนหนุนหัวกับกระทงเรือ ผิวปากเพลงพื้นเมือง
ทำนองเพลงนั้นเยือกเย็นระคนเปลี่ยวใจ
คนในร้านเหล้าคุยกันถึงความ
สยด สยอง ของการเชือดเถือในวงเผ
"เขาซื้อไพ่ไปที่ห้าด้วยโฉนดนาเกือบสองร้อยไร่..."
คนนั้นพูด "แต่เมื่อถึงคราวมันจะพลาดก็วอดวายและเขาก็สมควรจะยัดกระบอกปืนเข้าในปาก
จริงไหม?
คำถามนั้นไม่ท้าทายให้ผู้ใดตอบ
การที่มีชีวิตหนึ่งจะโดนเด็ดทิ้งด้วยน้ำมือของเจ้าของชีวิตนั้น
หรือน้ำมือของใครอื่นก็ตาม ไม่น่าตื่นเต้นนักในพ.ศ. ๒๕๑๑
ผู้คนในแวดวงนั้นสามารถจะลืมได้ภายในสองนาฑี
แล้วเขาก็หวนคุยกันถึงเรื่องราวอันเป็นโบราณที่สุดของพันธุ์มนุษย์
การประเวณี
เขาต่างหัวเราะหัวใคร่
และเสียวซ่าน
เขาช่างเป็นคนที่น่าอิจฉา
และข้าพเจ้ารู้สึกขอบใจที่เราช่วยแก้แค้นให้
แก้แค้น
ค ว า ม เ ศ ร้ า ด้วยความรื่นเริง มันควรจะเป็นอย่างนั้นมิใช่หรือ
อาศัยพาหนะเดียวกันนั้นเดินทางต่อไปจนถึงเนินแห่งความระทม
หมันเหมือนฝันร้าย - - ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนสำลักลมหายใจอยู่บนเนินนั้น
ในพลันที่มองเห็นสาวสวยราวอัปสรบรรจงดื่มยาพิษ แล้วความตายก็ผ่านหล่อนเหมือนลมพัด
มันมาหยุดเบื้องหน้าข้าพเจ้า - -
บัดซบ!
มันไม่ทำร้ายข้าพเจ้า
มันละชีวิตของข้าพเจ้าไว้ทรมาณด้วยอาวุธของมัน
และข้าพเจ้าพ่ายแพ้มันอีกหน ความเศร้า
ด้วยในตาของเมล็ดฝน
ความมืด
สีขาวโปรยลงมาห่มกรุงเทพฯ ให้หนาวเย็น - - ในตาของข้าพเจ้า เหนื่อยและคร้านหัวใจหล่นลงใน
ภวังค์ของความครุ่นคิด มือของความระทมลูบคลำบนเปลือกไม้ขรุขระ ข้าพเจ้าเคยอาทรกับมือข้างนั้นนาก
เพราะมันเคยหยิบเม็ดมณีในเนื้อของผู้หญิงสวย ข้าเจ้ารักหล่อน
บัดซบ!
ข้าพเจ้าเคยมีความรักเหมือนกัน
และหวงแหนไว้ในความทรงจำ
(แต่ใครจะเชื่อ)
ยืมในตาเมล็ดฝนมองชีวิต
- - โลกหมุนอย่างน่าตื่นเนเสมอ ฝนเมล็ดนั้นซึมจากฝ้าเพดาน และหยดตัวของมันอ่อนเอื้อนลงบนผนักฉาบสีกลีบบัวโรย
มันมองเห็นชายหนุ่ม นุ่งผ้าขนหนูยืนผึ่งอกอยู่ หน้าบาร์ในห้องนั่งเล่นของเขา
ดูเหนือนเขาจะมีความสุขตามทำนองเพลงผิวปากครื้นเครง โยนก้อนน้ำแข็งลงในแก้วโอลด์แฟชั่นก้นหนา
รินเบอร์เบิ้นจนปริ่ม
รอให้มันเย็นชื่นแล้วดื่มไม่รีบร้อน
"สีดา"
ชื่อหล่อน พ้องกับไนท์คลับ และนางในวรรณคดีโดยเจตนา
หล่อนไม่ขาน
หล่อนยังไม่มีอารมณ์จะขาน
สีดานุ่งบิกินีดำเปลือยเรียวขาและแก้มสะโพก
นอนตะแคงกายบนโซฟาร์ชิดผนัง เพลินอ่านปรัชญาในห้องนอนของ มาควิส เดอ
ซาด ผู้เป็นบรมทางโลกียวิสัยแห่งศตวรรษก่อน
หลงไหลในกลิ่นเหล้าเชอร์รี่
หล่อนดื่มแก้วที่ห้าในเวลาบ่าย
ชายหนุ่มเรียกชื่อหล่อนอีกในทำนองครวญของลมจูบใบไม้
"น่ารำคาญจริง..."
สีดา โยนหนังสือลงบนพื้นไม่แยแส เบี่ยงกายนอนหนุนแขน "เรียกทำไมนะ
คุณรู้แล้วว่าดิฉันหนาวตรงไหน"
"หนาวหรือหิว"
เขาปาดลิ้นบนไรหนวด เชิงสัพยอก
ผละจากแก้วเหล้า
เดินไปริมบานหน้าต่าง มองความมืดสีขาวเบื้องนอก แล้วเอี้ยวกายกลับหันมองหล่อน
ครุ่นคิดยอกย้อน
ของเขาจรดไว้บนริมฝีปากแดงเรืองของสีดา
ยิ้มของหล่อนเปียกประกายเศร้า
และหลังประกายเศร้านั้นเป็นความรื่นเริงอย่างสุขุมผสานความเร้นลับ
และว้าเหว่ - - นั้นคือเสน่ห์ของสีดา
"มาฆ่าดิฉันซิคะ...
ฆ่าดิฉันด้วยมีดแห่งความสุขของคุณ..." หล่อนบรรเลงดนตรีแห่งอารมณ์รัญจวน
และใฝ่และคว้า
(ตรงไหนของเขาที่อบอุ่นและมีชีวิต)
เพชรฆาต
ผู้ตระหนักว่าตนอาจจะโดนฆ่าด้วยมีดในฝักของตนรวนเรในหัวใจ ชายหนุ่มเบือนจากหล่อนหันมองความมืดสีขาวเบื้องนอกอีกหน
นิ่งและนาน
สีดาเป็นเมียของเพื่อนบ้าน
(ของเขา)
"ดิฉันหึงนะคะ"
หล่อนตวาด
"คุณหึงแม้แต่เมล็ดฝนเชียวหรือ"
เขายิ้มอ่อนโยน
"ค่ะ...ดิฉันหึงทุกอย่างที่คุณมองมัน"
หล่อนขยี้บิกินีดำผืนนั้นเป็นก้อน และเขวี้ยงออกนอกหน้าต่าง
ชายหนุ่มผู้ห่อกายไว้ในผ้าขนหนู
รู้สึกสงสารตัวเองยิ่งนัก แต่ดูเหมือนเขาจะมีความสุขขณะโผหาหล่อน
และด้วยความรู้สึกเหมือน
ทำซ่อมหล่นจากโต๊ะดินเน่อร์- - มันไม่ใช่มารยาทงดงาม แต่ชิ้นเนื้อในจานมันข่มความอายของเขาในนาฑีนั้นเหมือนกัน
สีดา - - หล่อนเป็นชิ้นเนื้อที่รู้สึกหนาวและหิว และหิวถี่
ฝนอีกเมล็ดของบ่ายวันนั้น
หล่นลงบนตัวเลข ๓๘-๒๒-๓๗ และมันลบจำนวนยี่สิบสองจนเลือนพร่าเจ้าของตัวเลขนั้น
เป็นดาราภาพยต์ สิบหกมิลลิเมตร หล่อนโทรศัพท์ถึงใครบางคน
"ไหนคะ...ดิฉันไม่วิตกหรอกค่ะ...ถึงเขาจะไม่ยอมรับว่าลูกในท้องของดิฉันเป็นการกระทำของเขา...ก็ช่างเขา...ไม่ค่ะ...ไม่...ใจดิฉันไม่ร้ายพอจะควักมันทิ้ง...จะให้มันเกิดมาเห็นโลกขมขื่น...แต่คิดว่าจะไปนอนเล่นปารีสสักเจ็ดแปดเดือน...คุณช่วยให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ออกข่าวด้วยนะคะว่าไปเรียนดีไซน์...พอคลอดเสร็จจะรีบกลับทันที...คุณให้สัญญานะคะ...ว่าจะเก็บบทในภาพยนต์เรื่องใหม่ไว้ให้ดิฉัน..."
จำนวนยี่สิบสองบนเองของหล่อน
กำลังทวีขึ้นตามวันและเดือน
และในตาของฝนอีกเมล็ดได้มองเห็น
- - แม่ม่ายอายุสามสิบแปด กอดหมอนอยู่เอกากายหล่อนไม่เหงาและไม่เศร้า
ไม่ยิ้มและไม่สะอื้นหล่อนรอเวลา ๑๙.๓๐ น.ที่จะมาถึงอย่างเชื่องช้า
หล่อนมีนัดกับหนุ่มกำดอดอายุเพียงสิบหก
เหยื่อคนที่ยี่สิบเก้าของหล่อนในรอบเดือน
ไมราฉีกกลีบโสน
หันมองหน้าเขา
และจ้าพเจ้าสงสัยเหลือเกิน นพพร บุณยฤทธิ์ ผู้มีปรกติค่อนข้างเคร่งขรึมกับคนแปกหน้าจะรู้สึกอย่างไร?
ถ้าได้พบกับผู้หญิงสวยนุ่งบิกินนีนอนหนุนแขน ของหล่อน อยู่บนขรุขระของผิวดินในโงโสน
- - เหลืองของดอกโสนอ่อนโยนและท้องฟ้าสีน้ำเงินชื่น และริมฝีปากที่ขโมยเอาความน่าจูบมาจากกลีบกุหลาบ
แต่ข้าพเจ้าคร้านจะถามความรู้สึกของเขา หน้าที่ของข้าพเจ้าคือค้นหาความรู้สึกของ
'รงค์ วงษ์สวรรค์ ต่างหาก
และความรู้สึกของหล่อน
"โหดร้าย!"
หล่อนพูดในกังวานอาบสบถ "ดิฉันเตลิดมาจนถึงปลายนา คุณยังจะตามมาทำไม..."
"เราพบกันโดยบังเอิญไม่ใช่หรือ"
ไมรา
ชื่อของหล่อน
"การกระทำ
ทุกอย่างของผู้ชายไม่เคยบังเอิญ" ไมราเอื้อมมือเด็ดดอกโสน และว่า
"เฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะทำให้ผู้หญิงได้รับความทุกข์"
ข้าพเจ้าลูบผิวดินด้วยความรู้สึกว่าได้หยิบบนสะโพกหล่อน
"ความสุข ผมคิดว่าบางทีคุณอาจจะเข้าใจผิดระหว่างความทุกข์กับความสุข
ลักษณะของมันฉวดเฉียดกันเหมือนความชั่วกับความดี เหมือนบาปกับบุญ เหมือนน้ำกับไฟ
เหมือน..."
ไมราเย้ยหยัน
"นั้นเป็นคำแก้ตัวอย่างหน้าด้านที่สุดของผู้ชาย ทั้งแก้วตัวและโกหกบัดซบ
โกหกกันมาตั้งแต่อยู่ในถ้ำ จนถึงใกล้วันจะขึ้นไปนอนบนโลกอื่นกันแล้ว...
ก็ยังไม่วาย คุณคงรู้หรือาจไม่รู้ หรือาจลืมแล้วว่าดิฉันเคยเป็นพาร์เน่อร์ในไนท์คลับหรู
ที่สุดของกรุงเทพฯ นานถึงสี่ปี ดิฉันได้พบผู้ชายที่คิดว่าควรจะรักเขาเดือนละไม่น้อยกว่าแปดคน
แต่ดิฉันจำเป็นต้องนอนกับ ผู้ชายน่ารังเกียจเกือบไม่เว้นคืน บังเอิญดิฉันไม่ใช่คนสะเพร่า
จึงไม่เคยขึ้นไปให้บนเรียนดิฉัน ทุเรศ! เขายัดเยียดความทุกข์ให้กับเนื้อและหัวใจดิฉัน
แต่เขาตะโกนว่านั่นมันเป็นความสุข
"ก็มันไม่ใช่ความสุขของเขาหรือ
ไมรา"
"แต่ดิฉันโกหกความรู้สึกของตัวเองไม่ได้"
หล่อนฉีกกลีบดอกโสน แล้วปล่อยมันหล่นในหว่างนิ้ว "มันเป็นความทุกข์ของดิฉัน"
ข้าพเจ้าไม่แน่นอนใจว่าสงสารไมรา
หรือใคร่จะยัดเยียดความทุกข์ (ตามความคิดของหล่อน) เพื่อแก้ความเข้าใจผิดอย่างบัดซบนั้นผิวเนียนของหล่อนไม่บอกร่องรอยของความระทม
แต่เรือนผมของหล่อนมองด้วยความรู้สึกคลั่งไคล้รุนแรง - - นั้นเหมือน
ธารน้ำตาไหลผ่านกรวดหิน สีทอง ในป่าอันเร้นลับ
"ใคร
หรืออะไรชวนคุณให้มาที่นี่?" ข้าพเจ้าถาม
ไมราฉีกกลีบโฉนดอกอื่น
"สองคืนก่อน ผู้ชายรูปร่างเหมือนแตนยักษ์ ทำเอาดิฉันนอนซม จนหลังเที่ยงคืนตื่นขึ้นมา...
และดิฉันสงสัยตัวเองเหลือทน สงสัยในความไม่มีสาระของชีวิต ดิฉันคงจะได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างหล่นหาย
หรือโดนโขมย ค่ะ...ผู้ชายเหล่านั้นขโมยเอาไปจากดิฉัน ไม่ใช่สร้อยเพชรหรือกระโปรงชั้นในราคาแพงเหมือนใยทอง
ไม่ใช่เครื่องเล่นแผ่นเสียงหรือน้ำหอมหยดละยี่สิบบาท แต่เขาขโมยความรักของดิฉัน"
"คุณมีความรักด้วยหรือ"
ข้าพเจ้าใคร่เย้ยหยันหล่อนบ้าง
ยิ้มของไมราเศร้า
"ค่ะ...ดิฉันรักกลิ่นหอมของใบไม้ กลิ่นหมาดของดินหลังฝนตก และปีกของนกถลาบินกลับรังนอน"
ในตาและความรู้สึกมาดร้ายของข้าพเจ้าพาลมองเห็นไมรา
ในอดีต เดินไปเก็บฝักถั่วพูปลายสวน เรือนกาย เปลือยในซิ่นของหล่อนบริสุทธิ์ราวน้ำตาเทียนหน้าแทนบูชา
แต่ปัจจุบันของหล่อน
ไมรานุ่งบิกินีนอนเกลือกกายบนดินขรุขระในดงโสน แน่นอน ข้าพเจ้าหรือจะไม่ดิจฉาดิน
ลมพัดพาความเศร้ามาพร้อมกับเวลาเย็นโสนโยกส่ายก้นและใบของมันเหมือนคนรำพึง
ถึงความทุกข์ทนของชีวิต - - น้ำในหนองนั้นเย็นชื่น - - เขียดร้องตื่นตระหนกเมื่อมันโดนงูรัด
- - นกตะขาบจิกหนอนในปล้องหญ้าขน - - และเสือปลาในพงรก - -
"ดิฉันอยากเล่นน้ำ"
และหล่อนปลดบิกินี
'รงค์
วงษ์สวรรค์ ในความรู้สึกนั้นเหมือนนั่งอยู่บนโลกซึ่งบิออกจากกันเป็นสอบใบ
ไมรา
ผู้หญิงหมายเลข ๕๗ แห่งไนท์คลับหรูที่สุดของกรุงเทพฯ บัดซบ! หล่อนตามไปรบกวนความรู้สึกข้าพเจ้าถึงในดงโสนปลายนา
ในเย็นที่เบื่อหน่ายความรื่นเริงในระหว่างผองเพื่อนและเตลิดไปที่นั่งลำพัง
กับพิษของเหล้า และอารมาณ์ครุ่นคิด และกับความเหน็ดหน่ายความเป็น 'รงค์
วงษ์สวรรค์ หลังเที่ยงคืน
สาบานได้ว่าจะไม่
ขอพบหล่อนอีก ผู้หญิงส่วยแต่เย็นเยือกราวอุบาสิกา เดินเก็บดอกมะลิในสวน
ข้าพเจ้าไม่เกลียดชังหล่อน แต่เกลียดชังตัวเองจนถึงขึ้นแหยง
หากก็ไม่วายนึกขอบใจเมีย
ทุกคนที่อนุญาตให้ผัวไปหาไมราบ้าง เพื่อเขาจะได้ตระหนักว่าปลายทางแห่งความปรารถนาของเขา
อยู่บนเตียงที่มีเมียนอนเคียง เมียที่แกงเนื้อเป็น และรู้คุณค่าของกามสุข
แม้ว่าว่าข้าพเจ้ายังไม่มีเมีย และในนาฑีนี้การแต่งงานหนที่สองไม่มีในความคิด
สุวรรณี สุคนธา
ไม่อนุญาตให้ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ แต่งงานกับหล่อน
หล่อนคิดว่าผู้หญิงหรูของกรุงเทพฯควรจะนุ่งกระโปรงถกชายขึ้นสูงเคียงเยื้องไหวของสะโพก
- - ข้าพเจ้ายินดีในกามองศา เดียวกันกับได้เห็นใบใหม่ ของบอนสาวน้อยประแป้งในกระถาง
เพราะชอบวางทาบสายตาบนวัดรอบสามสิบห้านิ้ว เบื้องเนื้อนั้นของหล่อน
ดาริน (ชื่อของหล่อน) ชอบนั่งพักผ่อนในค้อฟฟี่ช้อพ และกินมิ้ลค์เช้ค
ผ่านหลอดดูด ข้าพเจ้าไม่รังเกียจ บรรยากาศปกอมริกัน จนรู้สึกเอียน
หากคิดว่าถ้าอยากกินนม ควรจะบรรจุมาในภาชนะที่ไม่ใช่แก้วหรือเหล็กบาง
นมรสที่ถูกปาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ นั้นอยู่ในภาชนะนุ่มและหน่วงในขณะสัมผัสด้วยมือ
หรือริมฝีปาก
บ่ายวันที่ละอองฝนปลิวไสว
และอย่างรื่นเริงอยู่เบื้องนอกบานหน้าต่าง ข้าพเจ้าคิดถึง ไอริช ค้อฟฟี่
มันไม่ใช่เครื่องดื่มที่มีความยุ่งยากมากไปกว่า ริน ไอริช วิสกี้ (ซึ่งข้นและใช้รสแปลบใจดีกว่าสก๊อทช์)
ลงในแก้วที่อบรอไว้ จนเกือบร้อน น้ำตาลทรายละเอียดสงช้อน กับกาแฟดำคนให้มันเป็นน้ำเนื้อเดียวกัน
แล้วโรย ครีมชนิดบางเบาจนท่วมถึงของแก้วก่อนดื่ม ข้าพเจ้าหลงใหลมันเหมือนหนุ่มฝรั่งเศสบางคนยอมเป็นทาสของแอ็บแซ่งธ์
และเพื่อนของข้าพเจ้าบางคนมีความสุขกับการนั่งมองน้ำหลากผ่านสายตา
พลางดื่มเหล้าที่หมักกินเองจากผลละมุดสุก - - แต่บ่ายวันนั้นไม่มีใครสามารถผสม
ไอริช ค้อฟฟี่ ข้าพเจ้าจึงกิน แต่กาแฟดำ โดยอาศัยความหวานในดวงตา ดาริน
กับทรวงอกวัดได้สามสิบหกนิ้วกับครึ่งกระเบียด (ก็ของหล่อนซิ)
สาบาน!
กาแฟถ้วยนั้นซาบซ่านปลายลิ้นกว่ากาแฟทุกถ้วยที่ข้าพเจ้าดื่มโดยมองผ่านกระดาษว่างเปล่าบนแท่นพิมพ์ดีด
เพื่อนผู้ถ่องแท้ในธรรมจริยา
และมีความโงผางอยู่ในอารมณ์แค้นเคียด และในระหว่างบันทัดหนังสือและได้ฝ่าฝันอย่างทรหดจากเปลือกของผู้คนจนถึงในกระพี้เพื่อนรักของข้าพเจ้าผู้นั้น
อาจินต์ ปัญจพรรค์ ไม่เคยกิน
รัตนะ
ยาวะประภาษ อาจจะขึงตาตวาดความทะลึ่งมิรู้โรย (ของข้าพเจ้า)
ดาริน
พบกับข้าพเจ้าด้วยการแนะนำของเพื่อนบางคนแห่งบันเทิงธุรกิจกรุงเทพฯ
เขารู้จักผู้หญิงในวงการละคร(โทรทัศน์) ภาพยนตร์ และไนท์คลับมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ
จนอาจเปรยเปรียบได้ว่า ถ้ามีผู้หญิงในวงการที่เรียกกันให้กระเดิดหูว่า
"โชว์บิซ" จำนวน ๒๑๓๔ คน เขาจะรู้จักถึง ๒๑๓๕ คน หรือกว่า
ด้วยสายตาคาดคะเนออันแม่นยำ ล่วงไปถึงผู้ที่จะกรายมาใหม่ของเขา - -
(ช่างเถิดเขาเป็นใคร)
การอ่านและเขียนมากกว่า
สิบชั่วโมงในแต่ละวันและสัปดาห์ละหกวัน นั้นเปลี่ยนคนผู้เคยกระปรี้กระเปร่าเป็นคนเครียด
'รงค์ วงษ์สวรรค์ ถ้ามีบรั่นดีกินเพียงสองอึกก่อนขึ้นเตียงกลายเป็น
'รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งต้องอาศัยยาบีบประสาทให้นอนหลับ- - ข้าพเจ้ารู้สึกเหน็ดหน่ายและสิ้นหวัง
ข้าพเจ้าเริ่มนึกถึงความตายอย่างสงบในบางคืน หากตัณหามันฉุดรั้งไว้ให้หวงแหนในชีวิต
ความเศร้ามันเข้ามามีบทบาทอย่างคุกคามระคนก้าวร้าว แต่ธาตุบางอย่างที่เป็นน้ำกระสาย
เย็นเยือกอยู่ในเลือด และเนื้อของข้าพเจ้า มันกรุณาสอนให้ไตร่ตรองสุขุม
มันถามว่าข้าพเจ้าปรารถนาสิ่งไร?
นานวันและนานคืนของเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
- - ข้าพเจ้ารู้สึกหิวบัดซบ หิวการพักผ่อน นั้นคือคำตอบของคำถามนั้น
มันไม่ใช่ความรู้สึกเดียวกันที่เคยมีอย่างรุนแรงเมื่อห้าปีก่อน
แล้วข้าพเจ้าก็ได้ อาศัยความระทบเป็นพาหนะหนีชีวิตไปพบตัวเอง ยืนถอนใจดูละไอหมอกในอ่าวเบื้องหน้านคร
แซน แฟรนซิสโก นานหลายนาน
และมันก็ย่อมไม่ใช่ความรู้สึกที่เหมือนมีมือกวักเรียกให้
ข้าพเจ้าไปเดินเล่นบนผิวดินชื้นในดงมะนาวที่บางโตนด ตำบลโพธาราม เมื่อสัปดาห์ก่อน-
-
การพักผ่อน
สุวรรณี
สุคนธา แนะนำว่าข้าพเจ้าควรจะแต่งงานกับผู้หญิงคนไหนก็ได้ เว้นแต่หล่อน
แต่ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าการแต่งงานคือการพักผ่อน
ศัลยแพทย์บางคนคิดว่า
ข้าพเจ้าควรขึ้นนอนบนเตียงผ่าตัด
"คุณจะได้ผักผ่อนอย่างบรมสุข
ขณะที่ผมใช้กรรไกรขลิบ กระเพาะตรงที่เป็นเนื้อร้าย ของคุณออกเสียบ้าง
อาการคลื่นเหียรชีวิตของคุณจะได้หายเสียที - -" เขาพูดอย่างนั้น
และในกังวานสัพยอก
ไนท์คลับ
- - เพื่อนหลายคนผู้เป็นอวัยวะของกลางคืนเริดคิ้วพิศวง เมื่อยินข้าพเจ้าสาบานว่าเสียงโครมคราม
(ของสิ่งที่เรียกว่าดนตรี) และจริตบางก้อนเนื้อ (ที่เรียกกันว่านักร้อง)
นั้นไม่มีเสน่ห์ในความรู้สึก ของข้าพเจ้าเสียแล้ว การนั่งคลึงก้านแก้วค้อคเทลไม่ใช่การผักผ่อน
แต่มันเป็นการสงสารโลกครั้งที่สามระหว่าง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ กับความเมา
ข้าพเจ้าเอาใจตัวเองมากจนน่าจะโดนเตะ
ด้วยตีนของตัวเองย่างยิ่ง
การพักผ่อน
ข้าพเจ้าไม่คิดว่าการนอนในอ่างอาบน้ำให้ผู้หญิงขัดถูคราบไคล พลางดื่มเหล้า
และพลางดูระบำเปลื้องผ้าในขณะเดียวกัน เป็นการพักผ่อน
ไม่คิดว่าการเชือดเถือใน
วงไพ่ยี่สิบเอ็ดเป็นการผักผ่อน
ไม่คิดว่าความตื่นเต้นในราชตฤณมัยสโมสร
เป็นการผักผ่อน
ไม่คิดว่าการผสมปลากัด
หรือพันธุ์วัวนม เป็นการผักผ่อน
ไม่คิดว่าการ
ตระเวน หา ของกินอย่างบ้าคลั่งเป็นการผักผ่อน
และ
- - ไม่คิดว่าโบสถ์ร่มรื่นเป็นการผักผ่อนหรือแม้แต่จะอาศัยนอนโคนต้นพิกุล
รู้สึกว่าเป็นการเอาเปรียบพระอย่างน่าละอาย เพราะได้ว่างเว้นใส่บาตรมานาน
แต่ก็คงจะต้องซัดทอดความผิดให้กับการตื่นสาย
บันดาลใจบางอย่างหล่นลงในความคิด
- -
ข้าพเจ้าคิดว่าผู้หญิงเปลือยอยู่ในอิริยาบถอ่อนโยนของหล่อนเบื้องหน้าเล็นซ์กล้องถ่ายรูปของข้าพเจ้า
(บางทีจะ) เป็นการพักผ่อนได้เหมือนกัน หลังจากภาระการงานที่มัยแย่งเอาความรื่นเริงไปจากชีวิต
ข้าพเจ้าคิดอย่างนั้น - - คิดอย่างสะโยว่าตนสามารถจะถ่ายรูปนู้ดได้
เหมือนกับศิลปินผู้ยิ่งยงทั้งหลายในวงการศิลปแขวงนี้ ด้วยความบังเอญที่ได้เคยเห็นการทำงานของเขาบางคนคนสทิวดิโอที่ฮอลลีวูด
แต่ความบังเอิญที่มีคุณค่าเหนือสิ่งอื่นไร คือได้มีโอกาสเป็นคนถือรีเฟล็คให้กับศิลปินถ่ายรูปนู้ดระเบื้องนามของประเทศไทย
ม.ล. ต้อย ชุมสาย สุภาพบุรุษผู้ยื่นกล้องถ่ายรูปให้หยิบฉวยเป็นหนแรก
ในขบวนรถไฟ กรุงเทพฯ-ปราณบุรี เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน เขาเป็นครูคนแรกสอนให้
'รงค์ วงษ์สวรรค์ วางกรอบเพื่อมองหาความสวยของภูเจา ทะเล ต้นไม้ และผู้หญิง
ชีวิตของข้าพเจ้าเป็นหนี้บุญคุณเขาอย่างมิอาจทดแทนได้ - - จนแม้ในนาฑีที่ได้ค้นพบว่าควรจะพักผ่อน
อย่างไรในเบื้องที่ความเป็นหนุ่มมันพยายามเดินหนีจนข้าพเจ้าจับมันมา
ขังไว้ในวงเล็บท้ายชื่อและนามสกุล
'รงค์
วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)
ดาริน
กินมิ้ลค์เช้คผ่านหลอดดูด
หล่อนยีปอยผมบนหน้าผาก
และพูด "ไม่น่าจะถามเลย อาซิคะ! หนแรกที่ยืนเปลือยล่อนอยู่หน้ากล้องดิฉันอยากร้องไห้แต่มันไม่มีน้ำตา
อยากมีมือที่สามเอาไว้ปกปิดไม่ให้ใครเห็น แต่ถึงจะมีสักสิบมือก็คงโดนแกะออกจนได้
อย่าดัดจริตน่ะ
ช่างภาพตะโกนบอก
นี่คือการทำงาน เราขายเสน่ห์ของความเปลือย
เขาสบถกับคนจัดไฟ และมองดิฉันเหมือนจะเผาให้เนื้อไหม้
"ดิฉันใช้ความหิวข่มความอาย
คิดถึง มาริลีน มอนโรว์ ผู้หญิงที่ดิฉันบูชา หล่อนก็เคยแก้ผ้าเป็นนางแบบก่อนจะเป็นดารา
ความรู้สึกของดิฉันค่อยดีขึ้นบ้างแต่รูปที่ถ่ายออกมาวันนั้นไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
ดิฉันไม่วายสะเทิ้นประหม่า ความรู้สึกที่เขาอยากให้ดิฉันมีมันจึงหลบซ่อนอยู่ข้างใน
"
ข้าพเจ้าถามถึงความรู้สึกของหล่อนในปัจจุบัน
ดาริน
กราดปรายลิ้นสีชมภูบนไรฟัน และยิ้ม "คุณก็ไม่น่าจะถามอีกเหมือนกัน
อายได้หรือคะ ในเมื่อมันเป็นงาน อาชีพเพียงอย่างเดียว ของผู้หญิงที่พิมพ์ดีดไม่เป็น
ไม่เคยอ่านหนังสือปรัชญาหรือธรรมจริยาเบื้องต้น ดิฉันแสนจะเหม็นควันไฟในครัว
และอยากนอนนุ่งกลิ่นผู้ชายในห้องแอร์ ค็อนดิชั่น อายไม่ได้ค่ะ! ดิฉันไม่มีสิทธิ์อาย"
ข้าพเจ้าใครจะทึกทักว่าช่างถ่ายรูปนู้ดที่กรุงเทพฯ
ปารีส หรือนิวยอร์ค ปรารถนาจะได้นางแบบเปลือยที่กร้านแสงไฟ คุณสมบัติของหล่อนควรจะไม่แยแสกับสายตาชอนไชหาแสงและเงาตามนัยแห่งศิลปบนเนื้อกายหล่อน-
- แต่ข้าพเจ้าไม่มีความรู้สึกอย่างนั้น ข้าพเจ้าใคร่มองเห็นความอายของหล่อน
และเก็บความอายนั้นไว้บนฟิล์ม
ภาพซึ่งหัวใจของข้าพเจ้าคือภาพผู้หญิงเปลือยที่นุ่งความอาย
ความอายในทรรศนะของข้าพเจ้านาฑีนั้นและนาฑีนี้คือโบราณกิริยาที่เป็นนามธรรม
- - มันกำลังสูญสิ้น และถูกลืมเหมือนามธรรมอื่น
ข้าพเจ้าผิดหวัง
ดาริน
จำนวนเงินที่ควรเป็นของหล่อนเพื่องานเปลือยหน้าเล็นซ์กล้อง
ถ่ายรูปเปลี่ยนเป็นราคา สำหรับเดินเข้าในวงแขนและขา
และ
- - ข้าพเจ้ายังไม่มีโอกาสได้พักผ่อน
กิมมี ซัม เลิฟวิน'
ราวแข
ชื่อของหล่อน ซ่อนเร้นอยู่บนปลายกลีบแห่งความซ่านสยิวของข้าพเจ้า อย่างร้อนพล่านและอ่อนอวล
สงบนิ่งและจวนโรยรา จนวันปลายสัปดาห์ก่อนดอกบวบสะพรั่งบนหลังคากระท่อมชาวนาริมทาง
พลันข้าพเจ้ามองเห็นยิ้มของหล่อนในความรู้สึก - - ความรู้สึกที่เคยได้
หยิบ ยิ้ม นั้นมาเกลือกบนริมฝีปาก
แดดเที่ยง
และโคนพุทรายืนต้นขรึมบนโคกดิน
ผิวของ
ราวแข ปลั่งกว่าระยับแดดนั้น
ในไร่ข้าวโพด
ผมหล่อนสวยกว่าปอยไหมข้าวโพดที่ห่มฝักของมันไว้อย่างสะเทิ้นอาย
หล่อนเฉวียงกายบนสะโพกนวลฉ่อง
และเกลากลึง
ข้าพเจ้าให้รู้สึกเสียใจเป็นหนแรก
ในชีวิตที่ไม่มีโอกาสได้บ่มหัวใจในสถานบันศิลปละแวกถนนหน้าพระลานความเป็นหล่อนในน้ำและเนื้อควรอย่างยิ่งจะบันทึกได้ด้วยสีและภู่กัน
และแม้แต่ผดเหงื่อซึมตามซอกแขนหล่อน
- - นั้นเป็นเกสรเปียกชื้นแห่งความรัญจวน
ปลายลิ้นของหล่อนชมภูกว่ากุหลาบหลงกลีบ
และกลิ่น และหวานกว่าน้ำต้อยในก้านละเอียดของดอกเข็มที่เคยดูดเลียกิน
และแม้แต่ผดเหงื่อซึมตามซอกแขนหล่อน
-- นั้นเป็นเกสรเปียกชื่นแห่งความรัญจวน
หากข้าพเจ้าก็พาลเกลียดหล่อนจนใคร่
ขยี้ให้เป็นผุยผง - - ในเวลาหลังเที่ยงคืน บรั่นดีกับเหล้าหวานเป็นนิดิคทีน
ถึงสี่แก้วรวดหาได้ผ่อนคลายอารมณ์มาดร้าย ในบาร์เหล้าที่สาดแสงโกเมนจนผิวของหล่อนถูกย้อมให้เป็นสีนั้น
- -
ราวแข
ถลาออกมาบนเวทีในทำนองโกรธขึ้งของกลอง และเร้ารวนโทโสของเพียโนโดนกระแทกคีย์ด้วยส้นมือ
หล่อนเป็นนางระบำเปลือยในไพรเวทคลับบางแห่งของกรุงเทพฯ
ซึ่งสงวนสิทธิ์จะไม่ต้อนรับบุคคลภายนอก
พริ้วไหวบนเรือนกายหล่อนชวนให้ครั่นเนื้อ
ผู้จัดการคนฟิลิปบีโนกระซิบ
"ลีลาของหล่อนมีวิญาณของป่า ไม่น่าเชื่อว่าจะพบพลอยเม็ดนี้ในกรุงเทพฯของคุณ
พนันกันได้ว่าหล่อนสามารถจะขย่มไนท์คลับขนาด เธอะ แซนด์ หรือซีซาร์
แพเลศที่ล้าสเวกัส ให้พรึงเพริด ถ้าสวรรค์บันดาลให้หล่อนมีโอกาสไปถึงที่นั่น"
เขาไม่รู้ว่าข้าพเจ้าพบหล่อนตอนเที่ยงวัน
ในไร่ข้าวโพด
และเขาหาได้พิศวงที่ข้าพเจ้าซื้อกุหลาบแดงหนึ่งโหลให้เป็นกำนัล
(และแทนคำชม) หล่อนหลังเวที
สาดแสงโกเมนเปลี่ยนเป็นมรกต
ราวแข ยังพริ้งอยู่ในทำนองที่กรายมาริมธารแห่งกำหนัด ปนเปียกรส เกษม
นักธุรกิจ (หรือเขาอาจเป็นนายหน้าขายอาวุธเถื่อน)
มองบนต้นขาหล่อนเหมือนจะเผา - - วิศวกรอิเล็คโทรนิคเอมริกันสองคนอุทานเรียกพระเจ้าให้ลงมาชม
- - จากหลังแก้วโอลด์แฟชั่นของนักรบหนุ่ม เขาขบปลายฟันบนปลายลิ้นเปื้อนเชอร์รี่เชื่อม
- - เสเพลบอยแห่งกรุงเทพฯเป็นผู้ทายาทเศรษฐี อยากจะเขวี้ยงเงินบนโนมเนื้อของราวแข
- - และชายผู้ซ่อนดวงตาไว้หลังแว่นดำ ผู้ยืนอยู่เบื้องหลังธุรกิจโสเภณีแคลสสิคมองหล่อนอย่างประเมินราคา
- - เอกกวีแห่ง พ.ศ. ๒๕๑๑ ครวญถึงหล่อนแผ่วเบาบนดนตรีของอักขรวิธีซึ่งยังไม่รินผ่านหยดหมึก-
- คนกลองและคนเพียโน มองหล่อนราวจะฉีกสะโพกเป็นเจ้าของคนละแก้ม- -
และข้าพเจ้าสุขอารมณ์กับหัวใจที่เหมือนมันมีตีนป่ายบนเรือนกายหล่อน
ถ้าหากนาฑีสยดสยองไม่รีบร้อนมาถึง
นาฑีที่พลันเห็นแววในดวงตาของ
ราวแข
นั้นเป็นการบ่งบอกความขึ้งเคียดของหล่อนกับ-
- ผู้ชาย
เป็นการปฏิเสธสุนทรียรสแห่งต่างเพศ
สังหรณ์
(และประสพการณ์) มันบอกข้าพเจ้าอย่างนั้น และอย่างแม่นในหัวใจ
ค่อนคืนนั้น
และข้าพเจ้าสะทกระเนนอยู่ในทำนอง "เซอร์เรียลลิสติค พิลโล่ว์"
ของเจ๊ฟ เฟอร์สัน แอร์เพลน พนักงานรับใช้ในสูทดินเน่อร์แจ๊คเก็ทสีเปลือกมะปรางเดินมายอบกาย
และยื่นผ่านกระดาษให้
ในแสงเรืองไร
ข้าเจ้าอ่าน : ขอบใจสำหรับกุหลาบบางทีดิฉันจะไปไร่ข้าวโพดกับคุณอีก
ถ้ามี อารมณ์ คืนนี้ไม่ว่าง
ราวแข
หล่อนกลับบ้านกับคนกลอง
และคนเพียโน
ข้าพเจ้าพาลเกลียดหล่อนจนใคร่ขยี้ให้เป็นผุยผง
สองคนนั้นมันเป็นผู้หญิง
หากนาฑีถัดมา-
- ข้าพเจ้าเสียใจที่ก้าวร้าวหล่อน
เพราะใครก็ตามไม่มีสิทธิ์จะกักขังหล่อนไว้ในอารมณ์พิศวาสแห่งตน
ในรสนิยมอันมีพันธนาการแห่ง ความไร้เดียงสา และในความอ่อนอาวุโสของการมีชีวิตในโลก-
- ด้วยความกรุณาของแสงแดด
เลือดและเนื้อและอารมณ์ของหล่อน
เป็นอย่างนั้น- - ราวแข
ดูเหมือนเพลงสุดท้างคืนนั้น-
- กิมมี ซัม เลิฟวิน'
ขอความรักบ้างได้ไหม
และข้าพเจ้ามิวายรู้สึกเศร้า
มันเป็นความเศร้าของคนที่ดูดกินเนื้อหอยนารมจนหมด เหลือเพียงเปลือกและกลิ่นคาวทะเลไว้ให้ลูบชมด้วยสายตามัวขุ่น
เปรียบรวี
หอมดอกประดวน
เฮนรี่ มิลเลอร์
เปรียบรวี ในแก้ว ว้อดก้า มาร์ทินี ของหล่อนจะต้องมีมะกอกดองสองใบ
หล่อนคลั่งรสเปรี้ยวซ่อนฝาดของมัน และ อาจจะเป็นเพราะหล่อนเป็นเลขานุการิณีของดีไซเน่อร์อเมริกัน
ผู้มีสำนังานอยู่ในป่าคอนกรีททางแถบล่างของกรุงเทพฯ หล่อนไม่สะเทิ้นกับสายตาจาบจ้วงบนต้นขาหล่อน
ขณะนั่งไขว้ขาบนสทูลหน้าบาร์
และต้นของของเปรียบรวีได้กลายเป็นความเคยชินของข้าพเจ้า
มันเป็นอาหารที่บดเคี้ยวอยู่ในอารมณ์ปองและเป็นการท้าทาย -- เหมือนมดที่พยายามไต่ขึ้นไปหาน้ำตาลในโถเคลือบ
วางไว้บนปลายทางอันปรกรื่นเส้นไหมละเอียดดำ
"ขออีกแก้วซิคะ"
หล่อนบอกบาร์เทนเด้อร์ "มะกอกสองใบ"
หูซุกซนของขัาพเจ้ายินดีกับเสียงนั้นของหล่อน
ในอายุที่ข้าพเจ้าตระหนักว่า
ค่อนข้างเชื่องข้าราวไส้เดือนในเกมไล่งับผู้หญิงตามไนท์คลับ และทั้งเหน็ดหน่ายกับสาวสังคมประเภท
โกลด์ ดิ๊กเกอร์ ข้าพเจ้ามักหลบเพื่อนพ้องไปที่บาร์แห่งนั้นลำพัง เพื่อหยิบฉวยความสุข
-- หรือสิ่งที่สมมุติว่ามันคือความสุข
เปรียบรวี
เป็นความสุขเร้นลับของข้าพเจ้า
และข้าพเจ้ายกย่องหล่อนไว้ในระดับเดียวกัน
กับผู้หญิงบนภาพหน้ากลางของนิตยสารเพลย์บอย นั้นหมายถึงว่าข้าพเจ้ามิเคยมีความคิดจะล่วงเกินหล่อนมากกว่าลูบชมด้วยสายตาหลังกระจกขุ่นมัวของแว่น
บางความคิดได้หล่นลงในอารมณ์อย่างบังเอิญ-
- ข้าพเจ้าไม่มีปรารถนาจะเคล้นควานให้ถึงบานประตูห้องนอนของหล่อน ดูเหมือนมันค่อนข้างจะวิปริต
หากข้าพเจ้ามีเจตนาอย่างนั้นแท้จริงด้วย- - ความสะเอียนกับบทบาทละครชีวิตที่เล่นให้ตัวเองดูตลอดมาหลังจากสิ้วเม็ดแรกผุดบนใบหน้า
ละครชีวิตที่มักจบเหนอะลงบนนั้นและละม้ายกันทุกหนทุกที ข้าพเจ้าจึงอยากจะเปลี่ยนฉากไม่ให้มีเตียง
ความสุขสมมุตินั้นของข้าพเจ้าคือการผันแปรหัวใจไปตามเพริดแห่งความคิด
แน่ละ- - มันไม่ค่อยสุภาพนักแต่ถ้ามันยังเร้นอยู่เพียงในความคิด ใครก็ย่อมไม่อาจตำหนิ
เหมือนกับการถ่ายปัสสาวะรสสระอาบน้ำสาธารณะ ไม่เป็นการเสียกิริยาแต่อย่างไร-
- ถ้าไม่เผ่นขึ้นไปถ่ายบนกระดานกระโดด เหมือนกับการเปลือยกายในห้องนอนแม้ว่าทรวดทรงของ
ข้าพเจ้าจะทุเรศปานไหน- - ถ้าไม่เปิดหน้าต่างตะโกนเรียกให้เพื่อนบ้านชม
มันก็ไม่เป็นอานาจาร และเหมือนกับ- - ฯลฯ
มองต้นขาไขว้บนสทูลหน้าบาร์ของ
เปรียบรวี และ ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าเป็นขุนแผนขี่ม้าสีหมอกออกมาจากวรรณคดีจะพาหล่อนไปเล่นน้ำที่ไหน
หรือ-
- ข้าพเจ้า เป็นชายหนุ่มอายุ เพียงสิบแปดจะเล่นกีต้าร์เพลงไหนกล่อมหล่อน?
หรือ-
- ถ้าข้าพเจ้าเป็นเศรษฐีอายุห้าสิบสองผู้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถยนตร์สปอร์ท
ควรจะควบมันพาหล่อนไปนอนเล่นบนหาดทรายไหน?
หรือ-
- แม้แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นนายสิบนิโกร หล่อนควรจะโดนจูบบนเนื้อไหนก่อน?
หรือ-
- ถ้าข้าพเจ้าเป็นคนโยนฟืนใส่เตาเครื่องจักร์ไอน้ำ น่าจะใช้แรงกดดันในอัตราไรเมื่อได้สวมกอดหล่อน
หรือ-
- ข้าพเจ้าเป็นเพียง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ควรจะลุกเดินไปถามหล่อนไหม?
ว่าหล่อนอ่าน ห อ ม ด อ ก ป ร ะ ด ว น หรือยัง?
แต่มันก็เป็นเพียงความคิดเท่านั้น
เพราะความสุขสมมุติของข้าพเจ้าคือการมองหล่อนอย่างมีคำถาม โดยยืมต้นขาหล่อนเป็นสมการแห่งอารมณ์
บาร์เหล้าแห่งนั้น
และเปรียบรวี ข้าพเจ้าไปถึงในเวลาเย็น ขณะที่ นพพร บุณยฤทธิ์ นั่งฟังเพลงอยู่ในบ้านทุ่งมหาเมฆ
และรัตนะ ยาวะประภาษ รีบขับรถยนต์กลับสำโรง ด้วยหัวใจที่บิดล่วงหน้าไปก่อนถึงริมฝีปากอบอุ่นของผู้หญิงคนสุดท้ายที่เขารัก
ข้าพเจ้าอิจฉาเพื่อนทั้งสองนั้น แต่คนสะเพร่าในกามวิถีเช่นข้าพเจ้าย่อมจะ
ได้รับการลงโทษให้เปลี่ยวใจและกาย และดังนั้นจึงพยายามค้นหาความสุขสมมุติด้วยการโกหกตัวเองว่าเป็นนักเคมี
เอาบาร์เหล้าเป็นห้องทดลอง เอาความทะลึ่งเป็นหลอดแก้ว แล้วยัดความอิจฉาลงในนั้น
ผสมกับเบอร์เบิ้น สวีทเวอร์มุธ และต้นขาของเปรียบรวี
ข้าพเจ้ารอว่าปฏิกิริยาของมันจะเป็นอย่างไรด้วยใจระทึก
และเสียวสยอง
นาฑีเรียกัน
มาเชื่องข้าทรมาณ ใครที่ข้าพเจ้าเดือดดาลมากที่สุดจนไม่อยากให้อภัย
คือตัวเอง ในคืนที่เมาแล้วก้าวร้าวเพื่อน แต่เย็นวานนั้นข้าพเจ้าอยากเตะบาร์เท็นเดอร์
ยิ้มหวังดีของเขา
และคำพูดหล่นจากริมฝีปาก "เปรียบรวี
คุณอยากนอนกับหล่อนไหม?"
ก่อนข้าพเจ้าจะทันสบถ
เขากวัดแกว่งกุญแจอยู่เบื้องหน้า "พันสองร้อยบาทสำหรับกุญแจดอกนี้
เวลาสี่ทุ่ม บ้านเลขที่ ๓๕๕๗๔/๘ ซอย
.แล้วคุณจะได้รู้ถึงความแตกต่างระหว่างโสเภณีทางโทรศัพท์กับเลขานุการิณี"
เปรียบรวี
และมะกอกดองสองใบในแก้วว้อดก้า มาร์ทีนี ของหล่อน ข้าพเจ้าหันหลังให้บาร์แห่งนั้น
ทั้งสาบานว่าจะไม่ย้อนกลับไปอีกในชิวิตนรก! ความสุขสมมุติของข้าพเจ้าพังยับเยินหลังจากคำพูดเพียงไม่มากประโยคของบาร์เท็นเดอร์ผู้นั้น
ก่อนถึงบางซ่อน
ข้าพเจ้าเชือนไปหาอาจินต์ ปัญจพรรค์ โนโพรงคอนกรีทที่ราชเทวี แล้วแย่งชิงเวลาทำงานของเขาโดยชวนกินเหล้าและทั้งได้ขโมย
กามทรรศน์ของผู้เฒ่าผู้เป็นบรมแห่งโลกียวิสัย เฮนรี่ มิลเล่อร์ ออกจากบันทัดหนังสือมาถกเถียงกัน.
|